
มาร์คเสนอปรับค่าแรงแบบก้าวกระโดดแลกลดภาษี
นายกฯเสนอปรับค่าแรงแบบก้าวกระโดดแลกการลดภาษี พร้อมดึงภาคธุรกิจเคลื่อนแผนปรองดอง เผยลงนามระเบียบสำนักนายกปฏิรูปประเทศแล้ว เข้าครม.อังคารหน้าเพื่อตั้งเป็นสมัชชาต่อไป พร้อมเปิดช่องทางฟังความเห็นหลากหลายสัปดาห์หน้าด้วยเช่นกัน
ที่โรงแรมเรดิสันเมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 25 มิ.ย.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษตอนหนึ่งในการประชุมใหญ่คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาค 5 ภาค ในหัวข้อ "บทบาทของภาคเอกชนกับการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนการปรองดองแห่งชาติ" ณ โรงแรมเรดิสัน ถนนพระราม 9 ซึ่งจัดโดยสภาหอการค้าไทย ว่า มองย้อนกลับไปช่วงเหตุการณ์ 2-3 เดือนที่ผ่านมาไม่ว่าเราพยายามทำหน้าที่ของเราที่ดีที่สุดอย่างไร ถ้าสภาพของประเทศชาติบ้านเมืองต้องมาเจอกับเหตุการณ์เหมือนที่ผ่านมาซ้ำแล้วซ้ำอีกประเทศก็เดินหน้าไม่ได้ ไม่มีใครเดินหน้าได้ ไม่มีใครเก่ง และเราคิดว่าเราจะกันตัวเองออกมาก็ทำไม่ได้ จึงมีความจำเป็นที่ต้องการแนวทางการเดินหน้าและเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นจุดแข็ง คือ ความมีน้ำใจไมตรี โอบอ้อมอารี มีความสามารถในการอยู่ท่ามกลางความหลากหลาย เพื่อขับเคลื่อนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งนี้ตนทราบดีว่ารัฐบาลถูกมองว่าเป็นคู่กรณีของความขัดแย้ง แต่ก่อนเริ่มการชุมนุมตนพูดตั้งแต่ตั้นว่ารัฐบาลไม่ได้มองว่าผู้ชุมนุมเป็นศัตรู และยังเคารพการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ
“แต่เมื่อการเคลื่อนไหวเข้าข่ายผิดกฎหมายที่ศาลชี้ไม่ใช่รัฐบาลชี้ และที่สำคัญเมื่อมีกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงมีอาวุธก่อการร้ายเข้ามาปะปนกับการเคลื่อนไหว การบริการจัดการเพื่อรักษาระบบก็ยากลำบาก จึงเกิดความสูญเสียชึ้น ซึ่งไม่มีใครอยากจะให้เกิดความสูญเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลก็ไม่อยากให้เกิดความสูญเสีย เพราะจะเป็นสิ่งที่กดดันรัฐบาลเอง” นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวอีกว่า ทุกคนต้องพยายามเก็บเกี่ยวบทเรียนหาทางฝ่าวงล้อมของวิกฤติ เพื่อต่อสู้กับคนกลุ่มเล็กที่ไม่ใช้ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ ที่คนกลุ่มเล็กพร้อมใช้ทุกวิถีทางในการได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ ดังนั้นทำอย่างไรจะก้าวข้ามสิ่งเหล่านี้ได้ นั่นเป็นที่มาของแผนการปรองดอง ซึ่งหลายคนไม่เข้าใจแผนปรองดอง คิดว่าเป็นการนำคนนั้นมาดีกับคนนี้ เอาฝ่ายนั้นมาตกลงอะไรกันกับฝ่ายนี้ เอาคนใส่เสื้อต่างสีมาหาจุดร่วมกัน แต่แผนปรองดองไม่ใช่อย่างนั้น ไม่ใช่การเจรจาระหว่างกลุ่มคน และกลุ่มสี แต่สิ่งที่ทำให้เกิดความปรองดองได้คือการแก้ไขปัญหาพื้นฐานของความขัดแย้งที่ลุกลามบานปลายเป็นวิกฤติครั้งนี้
นายกฯ กล่าวย้ำถึง 5 ข้อของแผนปรองกองที่อยู่ในแผนว่า นั่นคือจุดมุ่งหมาย เพราะมีคนถามและสับสนถามหาตัวแผน และตัวกรรมการว่าอยู่ที่ไหน ทั้งที่จริงสิ่งที่ทำในแต่ละด้านเราต้องดึงทุกภาคส่วนเข้ามาทำงาน และมีกลไกลที่อิสระเชื่อถือได้เข้ามาทำงาน แต่รัฐบาลไม่ใช่ว่าไม่ทำอะไร เพราะรัฐบาลก็มีหน้าที่สนับสนุน รักษากฎหมาย เพื่อให้สังคมรักษาหลักของกฎหมาย แต่กระบวนการก็ต้องมีกลไกพิเศษ อย่างไรก็ตามในส่วนของการงานใหญ่ในการปฏิรูปประเทศตนทาบทามนายอานันท์ ปันยารชุน และนพ.ประเวศ วะสี ที่ทั้งสองท่านตอบรับทำงานแล้ว และส่วนของกลไกจะมีการออกระเบียบสำนักนายกฯขึ้นมา อย่างไรก็ตาม วันนี้ตนได้เชิญเจ้าหน้าที่ยกร่างระเบียบดังกล่าวมาพบ และตนได้ดูและลงนามแล้ว และจะเข้าที่ประชุมครม.ในวันอังคารหน้า เพื่อจะได้เดินหน้าตั้งสมัชชาได้ในที่สุด สำหรับการเปิดช่องทางรับฟังความคิดเห็นนั้นจะเปิดรับฟังความคิดเห็นเจากช่องทางต่างๆ ที่จะเปิดหลายช่องทางสัปดาห์หน้าเช่นเดียวกัน
จากนั้นนายกฯ กล่าวย้ำถึงความคืบหน้าในการเคลื่อนแผนปรองดองแต่ละด้านว่า งานบางอย่างต้องการเห็นผลเร็ว อยากได้ข้อยุติก่อนสิ้นปี แต่งานปฏิรูปประเทศต้องมีแผนและกำหนดรายละเอียดต่างๆภายในสิ้นปีนี้ แต่ปัญหาใหญ่ในเชิงโครงสร้างต้องใช้เวลายาวนานกว่าอายุของรัฐบาล และร่างระเบียบสำนักนายกฯที่ตนดูแล้วก็มีความต่อเนื่อง โดยตนให้เวลาไม่เกินสามปีต้องทำให้เสร็จ พร้อมกันนั้นตนมั่นใจว่าถ้าเราระดมทุกคนมาเป็นเจ้าของแผนก็จะเห็นความเป็นรูปธรรม
นายกฯ กล่าวฝากข้อคิดบางประการเพื่อดึงทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมว่า 1.ถ้าบอกว่าสังคมของเรายังมีความแตกต่างทางความคิดตนจะบอกว่าบางครั้งความแตกต่างอยู่ใกล้ตัวเรากว่าที่เราเข้าใจ บางทีภาคส่วนเดียวกันมันมีอยู่ แต่เรามองข้ามเป็นเวลานาน เช่น กรณีความสัมพันของลูกจ้างนายจ้างที่มมุมมองหลายอย่างยังต่างกัน และกรณีของการค้าปลีกระหว่างรายใหญ่กับรายย่อยฯ ที่มีความแตกต่างกันแต่ไม่เคยมีการทำเรื่องนี้ให้เป็นระบบเพื่อให้การอยู่ร่วมกันราบรื่น อย่างไรก็ตามมองไกลออกจากตัวมากขึ้นเราอาจจะต้องมีความพยายามหาแนวทางที่จะแก้จุดที่นำสู่ความแตกแยกในภาคธุรกิจ เพราะระยะหลังปัญหาระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับสิ่งแวดล้อมและภาคธุรกิจกับชุมชน เช่น กรณีของมาบตาพุดเป็นบทเรียนสำคัญ ที่คิดว่าจะแก้ปัญหาทีละเรื่องนั้นก็นำสู่ความขัดแย้งและเป็นระบบมากขึ้น ดังนั้นถ้าทุกฝ่ายระดมเข้ามาร่วมแก้ปัญหาก็จะแก้ไปได้ เพราะจุดร่วมมีมากกว่าจุดต่างเหมือนที่คณะกรรมการสี่ฝ่ายจะทำงานแสร็จใน 2-3 วันข้างหน้า
นายกฯ กล่าวอีกว่า 2.ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและด้านอื่นในสังคม บางแง่มุมบอกว่าเรื่องนี้พูดเกินเลยเพราะความเป็นจริงตัวเลขการกระจายรายได้ การแก้ไขปัญหาความยากจนต้องถือว่าประสบความสำเร็จ สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนแม้มีความเหลื่อมล้ำมากแต่ก็ไม่มากกว่าหลายประเทศที่พัฒนาในระดับเดียวกับเรา และมุมหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าบางเรื่องมีความชัดเจนขึ้น เช่น กรณีถือครองทรัพย์สิน ที่ดิน การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งโจทย์เหล่านั้นต้องสร้างระบบสวัสดิการที่มั่นคงขึ้น แก้ความไม่เป็นธรรมของภาษี ซึ่งสิ่งที่กำลังจะดำเนินการคือเรื่องภาษีที่ดิน เป็นต้น แต่นั่นคงไม่พอ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้น นายกฯ ได้ฝากข้อคิดกับภาคธุรกิจว่า อยากให้ภาคธุรกิจคิดจริงจังในบางแง่มุม ประการแรกให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรได้อย่างไร เพราะถือเป็นคนจำนวนมากของประเทศ จะแสวงโอกาสจากการที่คนทั้งโลกเผชิญปัญหาด้านอาหารอย่าง รวมทั้งโครงสร้างที่จะเอื้อให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากลูกหลานอยากทำไม่ใช่อยากทิ้ง ส่วนภาคอุตสาหกรรมที่บอกว่าเราเติบโต แต่ทำไมคนที่เข้ามาอยู่ในภาคการผลิตที่อยู่ในระบบประกันสังคมยังน้อยกว่าคนที่อยู่นอกระบบ ทั้งที่เขาก็ค้าขาย ประกอบอาชีพ ก็ถือเป็นผู้ประกอบการทางเศรษฐกิจเหมือนกัน และน่าคิดว่าหลายเรื่องที่เคยมีมุมมองว่าจะเป็นปัญหาในการพัฒนาเศรษฐกิจหรือไม่ เช่น กลัวค่าแรงขั้นต่ำสูงขึ้นไป มาตรการเรื่องความปลอดภัยจะสูงขึ้นไปทั้งที่ไม่ใช่เ เพราะบางทีความสามารถแข่งขันของคนของเราขาดทักษะ เพราะไม่ยกระดับ และไม่มีการเอื้อให้เขาททำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
“ผมคิดเล่นๆกับนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เป็นตุ๊กตาเล่นๆว่า เอาไหม ปรับอัตราคาแรงขั้นต่ำแบบก้าวกระโดด แลกกับการลดภาษี ซึ่งถึงเวลาที่ต้องคิดถึงโครงสร้าง แต่แน่นอนมีความเห็นหลากหลายที่ต้องฟังเสียงสะท้อนจากทุกภาคส่วน แต่ระยะสั้นภาคธุรกิจตต้องมีบทบาทในฟื้นฟูเศรษฐกิจด้วย เพราะก่อนหน้า เหตุการณ์นั้นเศรษฐกิจ มีอัตราการขยายตัวดี แต่ 2-3 เดือนข้างหน้ารายได้จะหดหายจากภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเราหวังว่าท่านจะมีส่วนร่วมในกระบวนการนี้”นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวถึงการประชุมกรอ.ครั้งที่ผ่านมาว่า เรื่องที่ภาคเอกชนเสนอขึ้นมาเองในการประชุมกรอ.ล่าสุดคือปัญหาการคอรัปชั่น ที่แม้ตนเป็นนักการเมืองก็ถือเป็นจำเลยด้วย ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวมีคนรับต้องมีคนให้ มีคนเรียกต้องมีคนยอม เป็นไปได้ทั้งสิ้น ทั้งการเมือง ราชการ ธุรกิจ ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ต่อปัญหานี้ที่กัดกร่อนทุกวงการ จึงเป็นจุดที่ภาคส่วนใดก็ได้ที่จะเป็นผู้นำในการเดินหน้าแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ทั้งสิ้น
“ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการปรองดอง เพราะวิกฤติการเมืองที่ลุกลามบานปลายก็จากปัญหาทุจริตคอรัปชั่นด้วยซ้ำ เพราะการทุจริตที่กระทบความเป็นอยู่ของประชาชน การทุจริตที่มากับอำนาจ การทุจริตที่มีผลประโยชน์เพิ่มพูนมหาศาล ดังนั้นทั้งหมดถือเป็นการบ้านและสำหรับภาคเอกชนด้วย ซึ่งท่านจะมีโอกาสพบปะกันและจะมีการนำเสนอผมต่อไป อย่างไรก็ตามเราจะทำงานหนักต่อเนื่อง ผมเชื่อว่าวิกฤติที่เผชิญมานั้นทุกคนยอมรับตรงกันว่าหนักกว่าที่เราเผชิญมาทั้งหมด และมันไม่จบ อยู่ที่เราจะทำให้จบหรือจะให้เกิดขึ้นอีกหรือไม่ ก็ขอให้ทุกท่านให้ความร่วมมือกันในการทำงานครั้งนี้” นายกฯ กล่าว
ในตอนท้ายนายกฯเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนตั้งคำถามและหนึ่งในนั้น นายกฯ ได้ตอบคำถามถึงความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลว่า ความต่อเนื่องของนโยบายและแผนใดที่เป็นประโยชน์ อาทิ เรื่องข้าว โลจิสติก รัฐบาลก็ไม่ได้โยนทิ้ง แต่มีการเดินหน้าเพื่อกำหนดแนวทางและคงเป้าหมายในการลดต้นทุนโลจิสติก ส่วนเรื่องข้าวนั้นก็มี กขช.ที่สานงานต่อรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็ยังมีการทำงาน



