
ไตรรงค์เล็งทุ่ม7แสนล้านคลอดรถไฟฟ้าเร็วสูง4เส้น
"ไตรรงค์" เผยมอบหมายสคร. ศึกษาแนวทางลงทุนรถไฟฟ้าความเร็วสูง 4 เส้นทาง วงเงินกว่า 7 แสนล้าน ก่อนชง ครม.ภายใน ก.ย.นี้ พร้อมเปิดเอกชนลงทุนด่วนศรีรัช 2.7หมื่นล้าน
เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเพื่อพิจารณาแนวทางการเพิ่มบทบาทภาคเอกชน ในรูปแบบการดึงเอกชนเข้ามามีส่วนลงทุน หรือพีพีพีเอส ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการกรรมการคณะกรรมการพีพีพีเอส ไปรวมเอกสารเกี่ยวกับแผนการลงทุนโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงในรูปแบบพีพีพีเอส 4 เส้นทาง วงเงินลงทุนรวมประมาณ 7 แสนล้านบาท นำเสนอรูปแบบการลงทุนให้คณะกรรมการพีพีพีเอสรับทราบภายในเดือนสิงหาคมนี้ ก่อนที่จะมีการพิจารณารายละเอียดนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พิจารณาก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2553 หรือภายในเดือนกันยายนนี้
นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้ สคร.ประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่างๆ รวมถึงการประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อให้เอกชนในประเทศและต่างประเทศรับทราบข้อมูลโครงการทั้งหมด เพื่อรับฟังความเห็นของเอกชน
ส่วนโครงการลงทุนรถไฟฟ้าความเร็วสูง 4 เส้นทาง ได้แก่ 1.เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ระยะทาง 745 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 209,396 ล้านบาท 2.เส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย ระยะทาง 615 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 180,379 ล้านบาท 3.เส้นทางกรุงเทพฯ-หาดใหญ่ ระยะทาง 937 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 234,071 ล้านบาท และ 4.กรุงเทพฯ-ระยอง ระยะทาง 221 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 56,601 ล้านบาท
"เพื่อให้การดำเนินงานเรื่องดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ดังนั้นในขั้นตอนการดำเนินงานประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้เอกชนได้รับทราบรายละเอียดโครงการคณะกรรมการพีพีพีเอสจะตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา โดยมีตัวแทนจากเอกชนเข้ามาร่วมทำหน้าที่ในการประสานงานกับ สคร." นายไตรรงค์กล่าว
รองนายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ผลการศึกษาการลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเบื้องต้น มีแนวทางการลงทุน 4 แนวทาง โดยแนวทางแรกรัฐบาลลงทุนเองทั้งหมด เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ มีผลตอบแทนด้านการเงิน 0.93% เส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย 1.85% กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ 1.61% และกรุงเทพฯ-ระยอง 0.14%
แนวทางที่สองรัฐบาลลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดรวมทั้งระบบอาณัติสัญญาณและเอกชนลงทุนขบวนรถและบำรุงรักษา เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ผลตอบแทนของเอกชน 23.53% เส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย 31.93% เส้นทางกรุงเทพฯ-หาดใหญ่ 6.15% เส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง 22.49% แนวทางที่สามรัฐบาลลงทุนร่วมกับเอกชนในสัดส่วน 50 ต่อ 50 เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ผลตอบแทนของเอกชน 2.25% เส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย 5.58% เส้นทางกรุงเทพฯ-หาดใหญ่ 4.73% เส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง 3.25%
ส่วนแนวทางสุดท้ายรัฐบาลลงทุนร่วมกับเอกชนในสัดส่วน 30 ต่อ 70 ของมูลค่าก่อสร้าง และอยู่บนสมมติฐาน รัฐบาลลงทุนค่าออกแบบและการจัดการกรรมสิทธิ์ที่ดิน เอกชนลงทุนระบบรถไฟฟ้า การเดินรถ และบำรุงรักษา เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ผลตอบแทนของเอกชน 4.66% เส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย 8.41% เส้นทางกรุงเทพฯ-หาดใหญ่ 7.30% เส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง 5.54%
นายไตรรงค์กล่าวต่อว่า ในส่วนการรับฟังความเห็นของเอกชน และรายละเอียดข้อมูลที่จะประชาสัมพันธ์ให้เอกชนรับทราบ จะต้องเสนอข้อมูลต่อที่ประชุม ครม.ในเดือนกันยายนนี้ ส่วนรายละเอียดแผนการรวมลงทุนของเอกชนในโครงการจะเป็นอย่างไร และเส้นทางไหนจะเริ่มทำก่อน ยังไม่สามารถบอกได้ เพราะต้องรอฟังข้อเสนอของเอกชน ที่สนใจจะเข้ามาร่วมลงทุนในโครงการอีกครั้ง
ทั้งนี้ หากพิจารณากรอบระยะเวลาการดำเนินโครงการ คงจะไม่แล้วเสร็จภายในอายุรัฐบาลชุดนี้แน่นอน เพราะหลังจาก ครม.เห็นชอบแนวทางการลงทุนร่วมกับเอกชนไปแล้ว จะต้องผ่านขั้นตอนการทำผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และสุขภาพ (เอชไอเอ) ให้เรียบร้อยก่อน คาดว่าจะใช้เวลา 1-2 ปี ก่อนที่จะมีการกำหนดรายละเอียดเงื่อนไขในทีโออาร์ และเปิดให้เอกชนที่สนใจ เข้ามายื่นเสนอการลงทุนอีกครั้ง
“อายุรัฐบาลชุดนี้ คงจะหมดและมีการเลือกตั้งปีหน้าแน่นอน ส่วนจะเป็นเดือนไหนยังไม่ทราบ แต่เราจะรีบนำเรื่องเข้าพิจารณาใน ครม.ภายในเดือนกันยายนนี้ให้ได้ ก่อนที่จะส่งไม้ต่อให้แก่รัฐบาลชุดใหม่มาดำเนินการต่อไป” นายไตรรงค์กล่าว
รองนายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบในการเปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุนในโครงการทางพิเศษสายศรีรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ วงเงิน 2.7 หมื่นล้านบาท โดยภาครัฐจะรับผิดชอบงานในส่วนเวณคืนที่ดินวงเงิน 9,000 ล้านบาท ส่วนงานก่อสร้างเป็นภาระเอกชน โดยมีข้อกำหนดว่าหลังจากการที่เอกชนก่อสร้างงานเสร็จจะโอนทรัพย์สินทั้งหมด มาให้รัฐขณะที่เอกชนจะได้สิทธิสัมปทานเก็บค่าผ่านทางเป็นเวลา 30 ปี
“การกำหนดเงื่อนไขการร่วมลงทุนในโครงการถือเป็นสิ่งที่เหมาะสมแล้ว เพราะรัฐบาลไม่ต้องเอางบประมาณ หรือไปกู้เงินมาลงทุนทั้งหมด เพื่อจะได้ไม่ทำให้ตัวเลขหนี้สาธารณะสูงจนแบกรับไม่ได้ การดำเนินงานเรื่องนี้ จะมีการนำเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาอีกครั้งในสัปดาห์หน้า” นายไตรรงค์ระบุ
อย่างไรก็ตาม นายไตรรงค์ยังได้มอบหมายให้ สคร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาเพื่อทบทวน พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงาน หรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 เพราะเป็นกฎหมายที่ใช้มาเป็นเวลา 18 ปีแล้ว จึงต้องพิจารณาว่าวงเงินลงทุนที่กำหนดไว้ 1,000 ล้านบาท น้อยไปหรือไม่ รวมทั้งเงื่อนไขอื่นๆ ต้องแก้ไขอะไรบ้าง
ด้าน นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่า ผลการศึกษาระบุว่าเส้นทางที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด และมีปริมาณผู้โดยสารหนาแน่น คือ เส้นทางกรุงเทพฯ-หาดใหญ่ โดยหลังจากนี้จะต้องจัดรับฟังความเห็นเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้รู้ว่าเอกชนคิดอย่างไร และสนใจลงทุนในเส้นทางใดบ้าง และไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในรูปแบบใด จะต้องดำเนินการตามขั้นตอน พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานและดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 และต้องออกแบบรายละเอียดโครงการ รวมทั้งศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งต้องใช้เวลาเป็นปี โดยคาดว่าจะเปิดประกวดราคาได้ในปี 2555



