ข่าว

สนช.หนุนสร้างนวัตกรรมใหม่ขจัดวัฒนธรรมลอกเลียนแบบ

สนช.หนุนสร้างนวัตกรรมใหม่ขจัดวัฒนธรรมลอกเลียนแบบ

28 มิ.ย. 2553

ประเทศไทยกำลังตื่นตัวกำกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือสร้างไทยแลนด์แบรนด์ของตัวเอง หลังจากที่ปล่อยให้จีนและเกาหลีนำหน้าไปแล้วหลายขุมจนขณะนี้ทั้ง 2 ประเทศสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาขายให้นานาประเทศทั่วโลกชนิดที่เรียกว่าไม่น้อยหน้าประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหร

 ขณะที่ไทยเองรัฐบาลได้เล็งเห็นความสำคัญ โดยจัดสรรงบประมาณกว่า 2 หมื่นล้านบาท เพื่อผลักดันเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ภายใต้งบประมาณโครงการไทยเข้มแข็งและจะก่อตั้งองค์กรด้านเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์เพื่อแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติแล้วแม้จะเป็นเพียงระยะเวลาช่วงเริ่มต้น แต่ก็ถือว่าดีกว่าปล่อยให้ประเทศชาติเสียโอกาสในการแข่งขันไปเรื่อยๆ

 หนึ่งในหน่วยงานที่เป็นตัวขับเคลื่อนการพัฒนาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาสู่ตลาดคือ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์การมหาชนที่ตั้งมานานกว่า 6 ปี โดยองค์กรดังกล่าวพยายามผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยเห็นความสำคัญในเรื่องการพัฒนาสินค้าเชิงพาณิชย์ พร้อมทั้งระบุว่าแม้เมืองไทยจะตื่นตัวเรื่องนี้ช้าไปแต่ก็มีสัญญาณที่ดีว่าเราเริ่มเดินมาถูกทางแล้ว

 อุดหนุนงบพัฒนาสินค้านำร่อง

 นายศุภชัย หล่อโลหการ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า บทบาทหน้าที่ของ สนช.คือการสร้างธุรกิจใหม่ สร้างกำลังคนและสร้างระบบในการจัดการนวัตกรรมของชาติให้พัฒนาในเชิงธุรกิจ และสุดท้ายจะผลักดันให้มีอุทยานนวัตกรรมชาติ ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเดือนมิถุนายน 2555 โดยจะใช้เป็นสถานที่เชื่อมโยงระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อศึกษาแลกเปลี่ยนข้อมูลและนำไปสู่การใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้จริง

 “เป้าหมายของเราต้องการเป็นแหล่งนวัตกรรมแบบเปิดที่ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเน้นที่การนำไปสู่ภาคปฏิบัติไม่ใช่การพัฒนาเทคโนโลยีโดยการสร้างองค์ความรู้ แต่เป็นการนำเอาความรู้ที่มีอยู่ทั่วทุกมุมโลกมาผนวกความคิดสร้างสรรค์ เพื่อนำไปสู่การเกิดธุรกิจใหม่ๆ โดยนวัตกรรมจะเป็นตัวแทรกแซงให้เกิดการเพิ่มมูลค่าในสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องงอกที่พัฒนาจนราคาขยับจากข้าวกล้องกิโลละ 30-40 บาท เป็นกิโลกรัมละ 200-300 บาท”

 บทบาทของสนช.ที่ให้การสนับสนุนด้านเงินทุนเพื่อทดลองนวัตกรรมใหม่ๆ นั้น จากการประเมินพบว่าทุกๆ 1 บาทที่อุดหนุนไปจะทำให้เกิดการลงทุนร่วมของภาคเอกชนประมาณ 18 บาท โดยในระยะ 6 ปีที่ผ่านมาสนช.ได้ให้การสนับสนุนเงินทุนไปแล้วจำนวน 515 โครงการ วงเงิน 500 ล้านบาท และก่อให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนแล้วมูลค่ากว่า 8,500 ล้านบาท

 พบเกินครึ่งต่อยอดลงทุนธุรกิจ

 นายศุภชัย ยอมรับว่า การทดลองพัฒนาผลิตภัณฑ์นั้น ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จทุกราย แต่ที่ผ่านมาพบว่ามีประมาณ 50% ที่ประสบความสำเร็จสามารถนำไปต่อยอดทางธุรกิจได้จริง ส่วนที่ไม่ประสบความสำเร็จอาจมาจากหลายปัจจัย เช่น ขาดการบริการทางธุรกิจ ความรู้ด้านการตลาด และเทคโนโลยีนั้นๆ ยังไม่นิ่งพอ ส่วนที่มีการลงทุนผลิตสินค้าและขายติดตลาดในปัจจุบัน เช่น เสื้อผ้านาโน ที่ขณะนี้พัฒนาไปสู่เสื้อเกราะกันกระสุน กันระเบิด เป็นต้น และกำลังทำตลาดอย่างจริงจังในเร็วๆ นี้ คือ หุ่นยนต์ดินสอที่ทดลองใช้ในสุกี้เอ็มเค

 อย่างไรก็ตาม การนำองค์ความรู้มาสู่การปฏิบัตินั้นต้องมีการทดลองนานเป็นปีกว่าจะแน่ใจว่าผลิตเป็นสินค้าออกมาจำหน่ายในตลาดได้จริง และหากภาคเอกชนต้องการเงินเพื่อการลงทุน ก็สามารถเข้าร่วมโครงการ ”นวัตกรรมดี...ไม่มีดอกเบี้ย" โดยขอกู้เงินจาก 9 สถาบันการเงินที่เป็นพันธมิตรของสนช.ได้โดยไม่เสียดอกเบี้ย เนื่องจากสนช.จะรับภาระดอกเบี้ยให้ไม่เกินรายละ 5 ล้านบาทและสามารถกู้ได้ในวงเงินสูงสุด 30-50 ล้านบาท และสนช.ยังสนับสนุนให้มีการคิดค้นพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ด้วยการจัดประกวดรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติขึ้นเป็นประจำทุกปี

 ส่วนหนึ่งสังคมไทยตื่นตัวเรื่องนวัตกรรมช้ากว่าประเทศจีน เกาหลี เพราะวัฒนธรรมการคิดทำของใหม่ๆ ในบ้านเรายังมีน้อย เนื่องจากผู้ประกอบการไทยเคยชินกับการรับจ้างผลิตสินค้า (โออีเอ็ม) เป็นหลัก หรือเป็นการทำตามคำสั่งแทนที่จะพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ขึ้นมา โดยขณะนี้ในแต่ละปีจะมีการคิดทำนวัตกรรมใหม่ๆ ประมาณ 100 โครงการ ซึ่งหากเทียบกับจีดีพีของไทยที่อยู่ในระดับ 9 ล้านล้านบาทนั้น ควรจะมีการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ปีละ 1,000 โครงการ ซึ่งหากคิดถึงเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จครึ่งหนึ่ง หรือ 500 โครงการก็ถือว่ายังไม่เพียงพอกับการผลักดันให้เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนไปข้างหน้า

 “ยอมรับว่าช่วง 6 ปีที่ผ่านมาภาคธุรกิจยังมีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ได้ค่อนข้างช้า และที่ทำสำเร็จจะมีเพียงบริษัทใหญ่ๆ ส่วนบริษัทเล็กยังมีความตื่นตัวน้อยและยึดติดกับวัฒนธรรมลอกเลียนแบบ และเชื่อบรรพบุรุษหรือเรื่องที่สืบทอดกันมามากกว่าจะเชื่อผู้เชี่ยวชาญหรือที่ปรึกษา ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนของประเทศที่ต้องใช้เวลาและเร่งสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ให้มากขึ้น”

 มั่นใจเดินถูกทางรัฐอุดหนุนงบ

 นายศุภชัย กล่าวอีกว่า ขณะนี้เป็นเรื่องน่ายินดีที่รัฐบาลให้การผลักดันโครงการเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างจริงจังและมีการจัดงบประมาณอุดหนุนชัดเจน โดยสนช.ถือเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทหลักในการเป็นเครื่องมือเดินไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ส่วนเงินไม่ใช่สิ่งสำคัญในการพัฒนาสินค้าหรือนวัตกรรมใหม่ๆ เห็นได้จากโครงการของบริษัท ทรู ที่พัฒนาเครื่องแยกสัญญาณต้นแบบ โดยใช้เงินลงทุนไปเพียง 131 บาทเท่านั้น

 “หลักสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ คือต้องเป็นโครงการที่ดี ใช้เงินน้อยและมีผลประโยชน์ในวงกว้าง โดยแต่ละปีสนช.ตั้งเป้าสนับสนุนเงินลงทุนไว้ 250 ล้านบาท แต่ที่ผ่านมามีเอกชนขอรับการส่งเสริมเพียง 100 ล้านบาทเท่านั้นซึ่งยังไม่ถึงครึ่ง และแต่ละรายใช้เงินประมาณ 5 ล้านบาท”

 สำหรับงบประมาณเพื่อใช้ดำเนินงานของสนช.จะมาจากการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนของรัฐบาลในแต่ละปีอยู่ที่ปีละ 300-400 ล้านบาท โดยองค์กรของเรายึดหลักใช้เงินน้อยแต่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ให้มาก เพราะการใช้เงินเยอะไม่ใช้ว่าจะทำให้เกิดการพัฒนาได้จริง

 นายศุภชัย กล่าวว่า ในอนาคตจะเน้นเพิ่มบทบาทการทำงานให้มากขึ้น โดยเฉพาะการแปลงเทคโนโลยีเป็นทุน และมีการบริหารจัดการที่ดี รวมทั้งการนำแนวคิดไปพัฒนาเป็นสินค้าต้นแบบได้จริง โดยเป้าหมายความสำเร็จต้องเป็นโครงการที่ลงทุนน้อย ใช้แรงงานน้อย แต่ให้ผลตอบแทนกลับมาสูง เพื่อเป็นการช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชนและเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศชาติ

 “แม้ขณะนี้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นแต่ก็เริ่มเห็นแสงสว่างของการพัฒนานวัตกรรมในเมืองไทย แต่อยากให้ทุกฝ่ายมีการตื่นตัวและภาคเอกชนควรสนใจลงทุนด้านนี้อย่างจริงจังเพราะในอนาคตโลกจะเดินไปพร้อมกับสินค้าที่เป็นนวัตกรรมด้านอุตสาหกรรมสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก”