ข่าว

นำการ์ดนปช.ทำแผนบึ้มภูมิใจไทย

นำการ์ดนปช.ทำแผนบึ้มภูมิใจไทย

25 มิ.ย. 2553

ศอฉ.ยันบึ้มภท.ฝีมือ “คนเสื้อแดง” เชื่อหวังผลการเมือง เผยจับแล้ว 3 ออกหมายจับอีก 4 เชื่อโยงม็อบพัทยา ขู่โทษวางบึ้มถึงประหารชีวิต ยังไม่เคาะจว.ต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เหตุหน่วยงานความเห็นต่าง“หน่วยข่าว”เสนอคงเฉพาะจำเป็นแค่ 7-10 จว.ด้าน“มท.- กอ.รมน.”เห็นต่างคง 15-2

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 25 มิ.ย.53 เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวนายเดชพล พุทธจง และนายกำพล คำคง สองการ์ดนปช.ที่ตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกันวางระเบิดในซอยพหลโยธิน 43 ติดกับพรรคภูมิใจไทย มาสอบปากคำเพิ่มเติมที่ สน.บางเขน โดยเจ้าหน้าที่ได้ตัวนายกำพล ไปสอบปากคำที่ห้องประชุมชั้น 2 ของโรงพัก ส่วนนายเดชพล ได้แยกไปสอบปากคำที่ห้องของ พ.ต.ท.พิเชษฐ์ ฟูสินไพบูลย์ รอง ผกก.สส.สน.บางเขน โดยมี พล.ต.ต.สาโรจน์ พรหมเจริญ ผบก.น.2 พ.ต.อ.พัฒนา เพศยนาวิน ผกก.สน.บางเขน ร่วมทำการสอบปากคำ

 จากการสอบสวนนายกำพล กับนายเดชพล ให้การรับสารภาพว่า พวกตนทั้งสองคนพร้อมนายเอนก สิงขุนทด ผู้ต้องหาอีกคนที่ได้รับบาดเจ็บจากแรงระเบิด ได้เดินทางมาจาก อ.แหลมฉบัง จ.ชลบุรี ตั้งแต่คือนวันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา ก่อนจะเข้าไปพักที่อาคารพาณิชย์ 4 ชั้น เลขที่ 36/79 ใกล้กับถนนโชคชัย 4 ซอย 82 ซึ่งเมื่อไปถึงก็พบหญิงสาวชื่ออ้อ กับนายอ้าย รออยู่ก่อนแล้ว หลังจากนั้นนายอ้วน และนายสำราญ ก็ได้นำถังแก๊สจำนวน 2 ถัง มาช่วยกันประกอบระเบิดทั้ง 2 ถัง

 จากนั้นช่วงเช้าวันที่เกิดเหตุ (22 มิ.ย.) พวกตนทั้ง 3 คน ได้ช่วยกันขนถังแก็สทั้งสองถังใส่ท้ายรถเก๋งยี่ห้อโตโยต้า ยาริส สีฟ้า หมายเลขทะเบียน สส-7762 กทม. จากนั้นก็ให้นายเอนก เข็นรถเข็นเปล่าออกจากที่พักออกจากอาคารพาณิชย์ที่พักมาก่อน เพื่อป้องกันให้เป็นที่สงสัย โดยนายเอนกได้เข็นรถเข็นเลี้ยวเข้าถนนโชคชัย 4 ซอย 69 ก่อนจะออกมาใช้เส้นถนนลาดพร้าววังหินไปรอที่ปั๊มน้ำมันเอสโซ่ริมถนนดังกล่าว ก่อนที่นายเดชพล จะเป็นคนขับรถโตโยต้ายาริส พานายกำพลตามมาสมทบที่ปั๊มน้ำมันดังกล่าว

 เมื่อมาถึงที่ปั๊มน้ำมันเอสโซ่ ลาดพร้าววังหิน นายกำพลกับนายเอนก ก็ช่วยกันขนถังแก๊สทั้งสองถังออกจากรถโตโยต้ายาริส มาใส่ไว้ในรถเข็นเปล่า แต่ใส่ได้ถังเดียวเท่านั้น อีกถังจึงต้องเก็บเอาไว้ที่ท้ายรถตามเดิม หลังจากนั้นนายเอนก ก็เข็นรถเข็นมาตามเส้นทางถนนลาดปลาเค้า ก่อนจะมาทะลุออกถนนเกษตร-นวมินทร์ ที่แยกวังหิน จากนั้นนายเอนก ได้เข็นรถเข็นมาจอดรอที่เสาตอม่อที่ 34 ก่อนที่นายเดชพล จะขับรถตามมาแล้วให้นายกำพลนำเงาะที่ซื้อมาใส่บนรถเข็น แล้วให้นายเอนกเข็นรถเข็นไปเลี้ยงขวาที่สี่แยกเกษตรเพื่อเข้าถนนพหลโยธิน

 ส่วนนายเดชพล ก็ขับรถพานายนายกำพล ไปปล่อยที่หน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อนายเอนก เข็นรถเข็นมาถึงหน้ามหาวิทยาลัย นายกำพล จึงเดินนำหน้าไปบนทางเท้าริมถนนพหลโยธิน ก่อนไปยืนสูบบุหรี่รอที่ด้านหน้าพรรคภูมิใจไทย ส่วนนายเดชพล ขับรถตามหลังดูอยู่ห่างๆ เมื่อนายเอนกเข็นรถเข็นมาถึงหน้าพรรคภูมิใจไทย นายกำพล ก็เห็นนายเอนกเข็นเข้าไปในซอยพหลโยธิน 43 ก่อนจะเข็นออกมาจอดไว้ที่บนทางเท้าหน้าพรรคภูมิใจไทย นายกำพล จึงนั่งแท็กซี่ออกจากหน้าพรรคไปรออยู่ที่ป้ายรถเมล์ปากซอยพหลโยธิน 49/2 ส่วนนายเอนกก็นั่งรถแท็กซี่ตามออกมาภายหลัง

 เมื่อนายเดชพล ขับรถเก๋งโตโยต้ายาริส มาเห็นรถเข็นจอดอยู่ที่หน้าพรรคภูมิใจไทยแล้ว จึงกลับรถไปยังฝั่งตรงข้าม แล้วเข้าไปจอดในซอยพหลโยธิน 42 เพื่อกดรีโมทวงจรระเบิดในซอยดังกล่าว เนื่องจากรีโมทสามารถทำงานได้ในระยะ 2 กิโลเมตร จึงทำให้ระเบิดไม่ทำงาน นายเดชพล จึงโทรศัพท์กลับไปบอกให้นายเอนก ย้อนกลับไปดูที่รถเข็นอีกครั้ง เมื่อนายเอนกย้อนกลับมาดูที่รถเข็นก็เกิดฝนตก จึงเข็นรถเข็นเข้าไปในซอยพหลโยธิน 43 อีกครั้ง ก่อนก้มลงไปขยับถังแก๊สดูจนทำให้เกิดระเบิดขึ้นดังกล่าว

 ขณะนั้นนายเดชพลยังไม่ทราบว่า นายเอนกได้รับบาดเจ็บ จึงขับรถไปรับนายกำพล ที่ป้ายรถเมล์ดังกล่าว ก่อนจะเข้าไปรอนายเอนกภายในวัดพระศรีมหาธาตุบางเขน จนกระทั่งทั้งคู่มาทราบว่า นายเอนก ได้รับบาดเจ็บจึงรีบขับรถโตโยต้ายาริสออกไปทันที ก่อนนำถังแก๊สที่ประกอบระเบิดอีกใบเข้าไปในซอยรามอินทรา 81 ก่อนจะให้นายกำพล ยกถังแก๊สไปทิ้งไว้ที่พงหญ้าข้างทาง แล้วขับรถหลบหนีไปจ.จันทบุรี แล้วแยกย้ายกันหลบหนี จนกระทั่งมาถูกจับกุมได้ดังกล่าว

 ผู้ต้องหาทั้งสองยังให้การด้วยว่า สาเหตุที่ไม่ได้นำถังแก๊สกับเงาะ มาใส่รถเข็นพร้อมกันนั้น ก็เนื่องจากป้องกันตกเป็นจุดสนใจหรือต้องสงสัยของผู้อื่น โดยนำถังแก๊สไปใส่เข็นที่หน้าปั๊มเอสโซ่ ก็เนื่องจากทำให้ดูเหมือนเอาแก๊สมาเติม ส่วนที่นำเงาะไปใส่รถเข็นที่ริมถนนเกษตรนวมินทร์นั้น ก็เนื่องจากเป็นจุดเปลี่ยว

 จากนั้นในเวลา 15.30 น.เจ้าหน้าที่ตำรวจนำโดย พล.ต.ต.สาโรจน์ พรหมเจริญ ผบก.น.2 พ.ต.อ.พัฒนา เพศยนาวิน ผกก.สน.บางเขน พ.ต.ท.พิเชษฐ์ ฟูสินไพบูลย์ รองผกก.สส.สน.บางเขน พ.ต.ท.ภูดิท จิตตธรรม สว.สส.สน.บางเขน พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน และเจ้าหน้าที่สายตรวจพร้อมอาวุธครบมือ กว่า 30 นายได้นำตัวนายเดชพล กับนายกำพล ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพตามจุดต่างๆ

 โดยเริ่มจากจุดแรกที่อาคารพาณิชย์ในถนนโชคชัย 4 ใกล้ปากซอย 82 ซึ่งเป็นจุดคนร้ายทั้ง 7 คน ใช้เป็นที่พักและประกอบระเบิด ส่วนจุดที่สองคือบริเวณปั๊มเอสโซ่ ถนนลาดพร้าววังหิน ที่ใช้บรรจุถังแก๊สใสรถเข็น จุดที่สามคอบริเวณริมถนนเกษตรนวมิทร์ ตอม่อที่ 34 ซึ่งใช้เป็นที่บรรจุเงาะ จุดที่สี่คือบริเวณหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ผู้ต้องหานำรถเข็นไปจอดทิ้งไว้หน้าพรรคจนเกิดเหตุระเบิดขึ้น จุดที่ 5 คือจุดที่นายเดชพล ขับรถไปในซยอพหลโยธิน 42 เพื่อกดรีโมทระเบิด และจุดสดท้ายคือจุดที่นายเดชพล กับนายกำพลนำถังแก๊สประกอบระเบิดอีกใบไปทิ้งไว้ในซอยรามอินทรา 81 โดยใช้เวลาในการทำแผนประกอบคำรับสารภาพประมาณ 2 ชั่วโมง ก่อนควบคุมตัวทั้งสองคนไปควบคุมไว้ที่ สน.บางเขน

ศอฉ.ยันบึ้มภท.ฝีมือ “คนเสื้อแดง” เชื่อหวังผลการเมือง

 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แถลงผลการประชุมศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ในฐานะผอ.ศอฉ.ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ได้รายงานเหตุระเบิดที่พรรคภูมิใจไทยให้กับ ศอฉ.ได้รับทราบ ทั้งนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีคนบางกลุ่มไปขยายความว่าเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อต้องการต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถึงมีการบอกว่า เป็นเรื่องของสุนัขเล่นกับลิง ซึ่งตนเกิดมาก็ไม่เคยเห็นสุนัขเล่นกับลิงเป็นอย่างไร แต่คงจะเป็นเรื่องของความไร้สาระ แต่เป็นเรื่องเก่งกับเฮง เพราะหนึ่งในคนร้ายที่ก่อเหตุได้รับบาดเจ็บจึงทำให้ตำรวจรู้เบาะแสและทิศทางคนร้าย ซึ่ง พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร. เข้าไปดำเนินการ ทำให้คดีนี้มีความชัดเจนมาก และเราได้ตัวคนร้าย 3 คนครบแล้ว ตนไปสอบสวนด้วยตนเอง

 พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า คนร้ายมาจากแหลมฉบังทั้ง 3 คน มาผสมกับคนร้ายอีก 4 คนที่เป็นผู้ประกอบวัตถุระเบิดที่โชคชัย 4 ซึ่งใช้ระเบิดประกอบถังแก๊ส 2 ถัง เพื่อมาก่อเหตุที่หน้าพรรคภูมิใจไทย และเมื่อก่อเหตุที่หน้าพรรคภูมิใจไทยแล้วไม่สำเร็จ คนร้ายก็นำถังแก๊สอีกถังไปทิ้งที่รามอินทรา 81 โดยที่พรรคภูมิใจไทยเป็นการปลอมเป็นคนขายเงาะนำรถมาเร่ขาย ซึ่งต้องการก่อเหตุหน้าพรรค แล้วใช้การกดรีโมทคอนโทรล โดยมีคนร้ายนั่งอยู่ในรถโตโยต้ายารีสเพื่อกดรีโมท แต่เมื่อกดรีโมทแล้วปรากฏว่าระเบิดไม่ทำงาน คนร้ายในรถจึงสั่งการให้คนร้ายที่เร่ขายเงาะเข็นรถไปซอยข้างพรรคแล้วปรับวงจรดูว่ามีปัญหาอะไร ซึ่งระหว่างที่คนร้ายใช้มือกดแผงวงจร จึงเกิดระเบิดขึ้นมา

 พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า กลุ่มคนร้ายรับสารภาพว่าเป็นแนวร่วมคนเสื้อแดงทั้ง 3 คน ซึ่งจากการสอบสวนแล้วได้ขอออกหมายจับต่อศาลอีก 4 คน ซึ่งหลักฐานไม่เพียงคำสารภาพ แต่ยังมีจากกล้องวงจรปิดทั้งแยกเกษตรและที่ทำการพรรคภูมิใจไทย หรือบริเวณใกล้เคียง ซึ่งตัวละครรับสารภาพและผสมหลักฐานทั้งหมด ทั้งนี้ ชัดเจนว่าเหตุที่เกิดไม่ใช่การสร้างสถานการณ์ แต่เป็นการที่คนร้ายมาวางระเบิดจริง ซึ่งอัตราโทษนี้คือประหารชีวิต ซึ่งคดีนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษจะรับเข้าไปดำเนินการ และคดีนี้สามารถบอกกับสังคมได้ว่ายังมีกลุ่มบุคคลที่พยายามสร้างความรุนแรงขึ้นในบ้านเมือง และจะสร้างปัญหาให้บ้านเมือง อยากฝากประชาชนว่าบ้านเมืองกำลังเดินหน้าจงช่วยเป็นหูเป็นตาสอดส่องดูแล

 พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า จากการสอบสวนเชื่อว่าคนร้ายน่าจะมีมากกว่านี้ เชื่อว่าหนึ่งใน 4 คนร้ายที่ประกอบระเบิดเป็นคนที่มีความรู้ โดยใช้คนขับวินมอเตอร์ไซด์ร่วมในการลอบวางระเบิด ส่วนวัตถุประสงค์ที่มาวางระเบิดพรรคภูมิใจไทย คงเพราะต้องการผลทางการเมือง แต่ต้องไปคิดต่อว่าผลการเมืองเป็นอย่างไร ทั้งนี้ กลุ่มที่เคลื่อนไหวนี้มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มที่เคลื่อนไหวที่พัทยา และเชื่อว่ามีการจ้างวานจากกลุ่มนายทุนมีฐานะ โดยเฉพาะเป็นผู้แจกสิ่งของอุปโภคบริโภคให้คนเสื้อแดง ซึ่งตำรวจจะสืบสวนสอบสวนต่อไป

ศอฉ.ยังไม่เคาะจว.ต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉิน

 พ.อ.สรรเสริญ  แก้วกำเนิด  โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) กล่าวถึงการพิจารณาการต่ออายุหรือยกเลิกประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินว่า ขณะนี้ในที่ประชุมศอฉ.ยังไม่ได้มีการลงรายละเอียด แต่หน่วยที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทย สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ตำรวจ สันติบาล กองทัพภาค ได้มีการเสนอข้อมูลมายังศอฉ. ซึ่งข้อมูลแต่ละส่วนมีความคิดเห็นที่หลากหลาย ทั้งเหมือนกันและแตกต่างกัน หลังจากนี้นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)ในฐานะเลขาธิการศอฉ.จะจัดลำดับข้อมูล เพื่อนำให้ที่ประชุมศอฉ.พิจารณาต่อไป

 นายสุเทพ ไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการพิจารณา เพราะเห็นว่า ยังมีเวลาในการพิจารณาให้ทัน ก่อนที่จะมีการเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาในวันที่ 6 ก.ค.นี้ ส่วนกรณีที่รัฐบาลระบุว่า จะมีการพิจารณาการยกเลิกหรือต่ออายุพ.ร.ก.ฉุกเฉินในวันอังคารที่ 29 มิ.ย.นี้นั้น ในที่ประชุมนายสุเทพ ระบุว่า อาจจะนำเรื่องนี้ไปหารือกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อเลื่อนการพิจารณาออกไป

 รายงานข่าวแจ้งว่า ในการพิจารณาการต่ออายุพ.ร.ก.ฉุกเฉินในบางจังหวัดนั้น เนื่องจากข้อมูลแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในศอฉ. มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน โดยทางด้านหน่วยข่าว และสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เสนอข้อพิจารณาว่า ควรจะคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินเท่าที่จำเป็นเท่านั้น คือ ในพื้นที่จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือที่มีความเคลื่อนไหวรุนแรง 7-10 จังหวัดเท่านั้น ส่วนหน่วยความมั่นคงอื่น เช่น กระทรวงมหาดไทย กองอำนวยรักษาความความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เห็นว่า น่าจะมีการคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินใน 15-20 จังหวัดที่ยังไม่แน่ชัดว่า จะมีความเคลื่อนไหวอยู่หรือไม่ จึงเห็นว่า ควรคงพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไว้ก่อนเพื่อป้องปรามเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น จากความคิดเห็นที่แตกต่างดังกล่าว ทำให้การพิจารณาต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่บางจังหวัดนั้น ต้องเลื่อนการพิจารณาออกไปเป็นสัปดาห์หน้า

คณบดีม.โคลัมเบียเชื่อมั่นศักยภาพไทย

 เมื่อเวลา 16.00 น. นาย Feniosky Pe?a Mora คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐฯ เข้าเยี่ยมคารวะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล สรุปสาระสำคัญการสนทนาดังนี้

 นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีที่ได้พบกับคณบดีฯ อีกครั้ง หลังจากที่เคยพบกันเมื่อครั้งที่นายกรัฐมนตรีเดินทางเข้าร่วมการประชุม สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อเดือนกันยายน ปีที่แล้ว และได้มีโอกาสไปกล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อ “Post-Crisis Thailand : Building a New Democratic Society” ณ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ทั้งนี้คณบดีฯ กล่าวว่า ขอเชิญนายกรัฐมนตรีเยือนมหาวิทยาลัยโคลัมเบียอีกครั้ง หากเดินทางไปสหรัฐฯ ในด้านการศึกษา นายกรัฐมนตรีแสดงความขอบคุณที่คณบดีฯ มีบทบาทในการส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐมาโดยตลอด และหวังว่าจะมีนักเรียนไทยศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยโคลัมเบียมากขึ้น

 อย่างไรก็ตาม คณบดีกล่าวว่า ในปัจจุบันยังมีนักเรียนไทยศึกษาอยู่เป็นจำนวนน้อย จึงอยากให้มีการแนะแนวทางการศึกษาให้มากขึ้น ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีเสนอว่าควรมีการหารือกับกระทรวงศึกษาธิการ และมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์เพื่อหาแนวทางความร่วมมือด้านการศึกษาต่อไป ในโอกาสนี้ คณบดีฯ ยังแจ้งว่าขณะนี้ได้รวบรวมข้อมูลในด้านต่างๆ เพื่อเสนอปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ด้านสังคม แก่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ด้วย

 ทั้งสองฝ่ายได้หารือในประเด็นด้านเศรษฐกิจ โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สถานการณ์การเมืองไทยส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการท่องเที่ยว ทั้งนี้คาดว่าตัวเลขเศรษฐกิจในปีนี้น่าจะเติบโตประมาณ 6% ซึ่งในปัจจุบันรัฐบาลได้มีนโยบายที่จะสร้างแรงจูงใจในด้านการลงทุนแก่ภาค เอกชน และส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา โดยเห็นว่าสถาบันการศึกษามีส่วนสำคัญในการที่จะสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตามคณบดีฯ ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย และการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาล และแสดงความชื่นชมไทยเป็นประเทศยิ่งใหญ่และน่าดึงดูด