
บทความพิเศษ-สภาการ ยุคโซเชียล มีเดีย
ความขัดแย้งในสังคมไทยที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างน้อยนับจากการก่อเกิดของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในช่วงต้นปี 2549 ได้นำมาสู่ปรากฏการณ์ความขัดแย้งในห้วงระยะเวลาเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2553 สูงสุดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
เหตุการณ์ครั้งนี้มีความแตกต่างจากปรากฏการณ์ในเดือนพฤษภาคม 2535 อย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ เมื่อรัฐบาลใช้สื่อของรัฐบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร มีการสัมภาษณ์ผู้นำรัฐบาลถากถางกลุ่มผู้ชุมนุมว่าเป็นคนกลุ่มน้อยเพียง 0.5% ของประเทศ ทำให้คนชั้นกลางที่เป็นกลุ่มผู้ชุมนุมหลักต้องใช้วิธีการสื่อสารด้วยโทรสารและมือถือ เพื่อส่งสารระหว่างกัน หนังสือพิมพ์เรียกปรากฏการณ์เช่นนี้ว่าม็อบมือถือ
ผ่านมาถึง พ.ศ.นี้ เทคโนโลยีการสื่อสารได้ก้าวไกลไปถึงขั้นที่ประชาชนทั่วไปสามารถส่งสารถึงกันได้ โดยผ่านสื่อรูปแบบใหม่ (นิว มีเดีย) ที่ปรากฏตัวในรูปสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะเครือข่ายสื่อสังคม หรือโซเชียล มีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ที่สามารถส่งข้อมูลข่าวสารถึงกันได้อย่างฉับพลันทันที แต่ขณะเดียวกันการใช้เครือข่ายสื่อสังคม ซึ่งรวมทั้งสื่อมวลชนอาชีพด้วย ก็นับว่าสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดจริยธรรม และบางกรณีกลับทำให้มีการบิดเบือนข่าวสารมากยิ่งขึ้น
คนจำนวนไม่น้อยส่งข่าวสาร ข้อมูล อารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ความเห็น ผ่านเครือข่ายสื่อสังคมด้วย “ความรู้สึก” ไม่ใช่ “ความรู้” ด้านหนึ่งสื่อสังคมจึงกลายเป็นเครื่องมือกระจายข่าวเท็จ และปลุกเร้าผู้คนให้สำคัญผิดในข้อเท็จจริง แต่อีกด้านหนึ่งสื่อสังคมก็มีบทบาทอย่างสำคัญในการส่งผ่านข่าวสาร ความจริง ท่ามกลางความพยายามบิดเบือนของสื่อแดง และสื่อบางสำนัก โดยเฉพาะการที่คนจำนวนหนึ่งรวมตัวกันแสดงพลังผ่านเฟซบุ๊ก เรียกร้องออกมาชุมนุม ในนามของคนเสื้อหลากสี ซึ่งทำให้ความชอบธรรมของคนเสื้อแดงที่อ้างคนส่วนใหญ่ลดลง
ถึงแม้จะมีเสียงแสดงความห่วงใย ในกลุ่มประชาชนซึ่งนัดรวมตัวกันผ่านเครือข่ายสื่อสังคม เว็บไซต์ทวิตเตอร์และเฟซบุ๊กในนามของกลุ่มประชาชนพิทักษ์ชาติและกลุ่มพลังเงียบ ทั้งข้าราชการและเอกชน เดินทางไปชุมนุมให้กำลังใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่ให้ลาออกหรือยุบสภา ตามแรงกดดันและข่มขู่ของกลุ่มคนเสื้อแดง หน้ากรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ว่าอาจจะเป็นการนำไปสู่การเผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้าม แต่การมีขึ้นของกลุ่มพิทักษ์ชาติภายใต้การนำของ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ก็เป็นการลดทอนความชอบธรรมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่พยายามยัดเยียดความต้องการให้รัฐบาลยุบสภาโดยอ้างเสียงส่วนใหญ่ ทั้งที่มีวาระซ่อนเร้นที่จะลากดึง ทักษิณ ชินวัตร กลับมามีอำนาจสอดไส้อยู่
จนถึงนาทีนี้ มีผู้ใช้เว็บไซต์เฟซบุ๊กมากกว่า 1 ล้านคนในประเทศไทย จากจำนวนผู้ใช้ทั่วโลกราว 350 ล้านคน และทวิตเตอร์นับแสนคน จำนวนผู้ใช้มีอัตราเพิ่มเกือบทุกนาที คนเหล่านี้ใช้โซเชียล มีเดีย หรือสื่อสังคมในการสื่อสารระหว่างกัน ไม่เพียงแสดงถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่เปิดพื้นที่ให้ปัจเจกชนสามารถส่งข่าวสารข้อมูลกันเองโดยไม่ต้องพึ่งพาสื่อกระแสหลักเท่านั้น หากแต่เทคโนโลยีที่ส่งผ่านเว็บไซต์สื่อสังคมระดับโลกนี้ยังได้ดึงเอาศักยภาพของเนื้อหาที่สื่อสาร ทั้งเหตุผล อารมณ์ ความรู้สึก แปลงจากสารสนเทศมาเป็นปัญญา ให้คนไทยทั้งแผ่นดินอยู่ในมุมมืดสังคมสว่าง ให้สังคมมีเหตุผลโดยไม่ต้องพึ่งพาสื่อกระแสหลักเท่านั้น เพื่อมองเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ในมุมมืด
แน่นอนว่าคุณภาพประชากรส่วนใหญ่ที่สี่แยกราชประสงค์ ที่มาจากการจัดตั้ง และบริหารจัดการโดยระบบหัวคะแนนพรรคการเมือง และมีวัตถุประสงค์หลักที่อาจรับรู้เฉพาะแกนนำว่า มุ่งประสงค์สิ่งใด กับคุณภาพประชากรในโซเชียล มีเดีย อาจแตกต่างกันในแง่การเข้าถึง “ความจริง” และ “ปัญญา” ที่จะแยกแยะผิดและถูกได้ชัดเจน การขับเคลื่อนด้วยปัญญาจึงอาจทรงพลานุภาพมากกว่าการขับเคลื่อนด้วยกำลังและความบ้าคลั่งของบรรดาแกนนำคนเสื้อแดง ที่สำคัญผิดว่ากลุ่มคนเสื้อแดงที่ถูกหลอกมาจากชนบท คนเสื้อแดงที่ปิดหูปิดตา ยอมมาเป็นเครื่องมือโดยอามิสสินจ้างนั้น เป็นมวลมหาประชาชน คนแก่ เด็ก และผู้หญิง จะทำให้พวกเขาชนะได้
เมื่อความเท็จตกอยู่ในวงล้อมของความจริง เมื่อความจริงมาถึง ความเท็จหนีไป สภาพความระส่ำระสายเกิดขึ้นในหมู่คนเสื้อแดง ขณะที่กลุ่มพลังเงียบโดยเฉพาะกลุ่มคนที่ใช้เครือข่ายสื่อสังคม เป็นอาวุธในการต่อสู้ได้แสดงแสนยานุภาพที่เหนือกว่าทุกด้าน ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ นี่คือนวัตกรรมใหม่ของโซเชียล มีเดีย ที่จะประกาศชัยชนะไม่เพียงเหนือสื่อกระแสหลัก ที่ตกอยู่ในสภาพเสียกระบวนจากข้อกล่าวหาไม่เป็นกลางเท่านั้น แต่เป็นสื่อสังคมที่เผด็จศึกความอหังการของคนเสื้อแดงด้วย
ปรากฏการณ์ราชประสงค์อาจเป็นจุดเริ่มต้นของเครือข่ายสื่อสังคม ที่เป็นพลังขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสังคม ที่เป็นทั้งด้านบวกและลบในเวลาเดียวกัน แต่ในขณะเดียวกันองค์กรสื่อที่มีหน้าที่โดยตรงในการกำกับดูแลเรื่องของจริยธรรมก็จะต้องก้าวตามให้ทันสถานการณ์สื่อที่เปลี่ยนแปลงไป
ในวันครบรอบ 13 ปี สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติปีนี้ จึงจัดให้มีการเสวนาว่าด้วยบทบาทของสื่อสังคมที่มีต่อสังคมไทย โดยระดมสมองจากทุกภาคส่วน ทั้งนักวิชาชีพ นักวิชาการ รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย มาร่วมถกกันในประเด็นที่สังคมไทยกำลังแสวงหาคำตอบนี้ด้วย
นี่อาจเป็นบทบาทของสภาการหนังสือพิมพ์ฯ ในยุคของสื่อใหม่ ที่จะต้องก้าวกระโดดจากสื่อหนังสือพิมพ์ไปยังโลกการสื่อสารสมัยใหม่ที่ล้วนแต่พูดจากันผ่านสื่อดิจิทัลทั้งสิ้น
ขอเชิญร่วมงานขึ้นปีที่ 13 สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ พร้อมร่วมวงเสวนา "บทบาทและจริยธรรมสื่อสังคม" ณ ที่ทำการสภา หน้าโรงพยาลวชิระ อาทิตย์ 4 กรกฎาคมนี้
จักร์กฤษ เพิ่มพูล
http://www.oknation.net/blog/chakkrish



