
"ก.ม.เพศเท่าเทียม"เงินเดือน-ตำแหน่งต้องไม่แบ่งเพศ
"รับสมัครพนักงานสโตร์ เพศชาย อายุ 20-30 ปี จบวุฒิ ม.3 ขึ้นไป..." "รับสมัครผู้ช่วยช่างพิมพ์ 2 ตำแหน่ง เพศชาย อายุไม่เกิน 35 ปี" "รับสมัคร เจ้าหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพ เพศชาย อายุ 25-35 ปี วุฒิ ปวช.ขึ้นไป"
ประกาศรับสมัครงานเหล่านี้กำลังทำให้เกิดความรู้สึกต่อเพศหญิงเมื่อสิทธิหรือโอกาสการได้งานทำมีแนวโน้มของผู้ชายมากกว่า
"เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ" หมายถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชน อธิบายเป็นภาษาชาวบ้านก็คือ ประกาศรับสมัครงานที่กำหนดรับเฉพาะ "ผู้ชาย" นั้น ถือเป็นการแบ่งแยก กีดกัน และไม่ยอมรับให้เพศหญิงมีสิทธิสมัครงานในตำแหน่งที่กำหนด ซึ่งในต่างประเทศหากมีประกาศรับสมัครงานแบบที่ระบุเฉพาะ "เพศหญิง" หรือ "เพศชาย" เจ้าของบริษัทอาจถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายจนล้มละลายได้
"สุนทรี เซ่งกิ่ง" ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้หญิงอีสาน ซึ่งทำงานผลักดันให้ผู้หญิงอีสานมีส่วนร่วมในการพัฒนาแรงงานและอาชีพมานานหลายสิบปี สะท้อนความรู้สึกให้ฟังว่า โครงสร้างทางสังคมไทยยังเข้าใจผิดในเรื่องนี้ คิดว่าการละเมิดเพศหญิงคือการลวนลาม ข่มขืน หรือตบตีภรรยาเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงผู้หญิงถูกกีดกันทุกเรื่อง ทั้ง สมัครงาน เลื่อนตำแหน่ง ค่าจ้างรายวัน ฯลฯ
"ถ้าเป็นผู้ชายจะได้เปรียบกว่า แม้กระทั่งเสื้อผ้าที่สวมใส่ยังมีการดูถูกดูหมิ่นกันเพราะเคยมีประสบการณ์สวมใส่ผ้าซิ่นหรือผ้าถุงเข้าไปประชุมคณะกรรมาธิการที่รัฐสภา แล้วถูก ส.ส.ผู้ชายคนหนึ่งกล่าวหาว่าแต่งตัวไม่สุภาพ ทั้งที่ผ้าถุงเป็นเอกลักษณ์ของผู้หญิงอีสาน เพื่อแก้ปัญหาพวกเราทั้งผู้หญิง ผู้ชาย สาวแปลงเพศ หรือใครก็ได้ที่รักความยุติธรรม ต้องช่วยผลักดันให้ประเทศไทยมีร่างกฎหมายส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ ที่ผ่านมาแม้รัฐธรรมนูญกำหนดให้เพศหญิงชายเท่าเทียมกัน แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ไม่มีหน่วยงานไหนมาบังคับใช้ หรือลงโทษ หากกฎหมายนี้ประกาศใช้เมื่อไร จะกำหนดให้ตั้งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ขึ้นมาโดยเฉพาะ ชาวบ้านมาร้องเรียนได้และกรรมการก็มีอำนาจสั่งให้ลงโทษปรับหรือจำคุกได้ทันที" สุนทรีกล่าวอย่างมีความหวัง
วันที่ 22 มิถุนายน ที่ผ่านมา มีการจัดเวทีสัมมนาและระดมความคิดเห็น "ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมโอกาสและความเสมอภาคระหว่างเพศ ฉบับประชาชน" ผู้เข้าร่วมมีทั้ง นักวิชาการ กลุ่มเฟมินิสต์ กลุ่มเพศทางเลือก กลุ่มคนพิการ ฯลฯ
"พิมพ์พรรณ เอื้อเฟื้อ" ตัวแทนจากเครือข่ายผู้หญิงเพื่อความก้าวหน้าและสันติภาพ หนึ่งในแกนนำที่ผลักดันร่าง ก.ม.ฉบับนี้มาตลอด 2 ปีเล่าว่า ตั้งแต่ไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า "ซีดอร์" (CEDAW) ในปี 2528 ก็โดนกดดันให้ส่งเสริมเรื่องนี้มาตลอด จนกระทั่งปี 2551 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จัดทำร่าง "พ.ร.บ.ส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ" หรือที่เรียกว่า ร่างฉบับ พ.ม. ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างสำนักงานกฤษฎีการอฟังความคิดเห็นของแต่ละกระทรวง อย่างไรก็ตาม เครือข่ายผู้หญิง เครือข่ายครอบครัว ชนกลุ่มน้อยและเอ็นจีโออีกหลายกลุ่มมีความเห็นว่า ร่างฉบับ พ.ม.นั้น ขาดมาตรการสำคัญคือการส่งเสริมให้เกิดความเสมอภาคระหว่างเพศ เครือข่ายจึงรวมตัวกันจัดทำ "ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมโอกาสและความเสมอภาคระหว่างเพศ...ฉบับประชาชน" ขึ้นมา
"ร่างทั้ง 2 ฉบับมีสาระต่างกันคือ ฉบับ พม.มี 6 หมวด 36 มาตรา แต่ฉบับประชาชนเพิ่มเป็น 8 หมวด 62 มาตรา ประเด็นคือนอกจากห้ามกีดกันระหว่างเพศแล้ว ยังต้องส่งเสริมให้มีความเสมอภาคด้วย และให้ยุบหมวดสงเคราะห์ผู้เสียหาย เปลี่ยนเป็นการช่วยเหลือคุ้มครองสิทธิ บรรเทาทุกข์และชดเชยค่าเสียหายแทน ที่สำคัญคือ ให้ตัดข้อยกเว้นที่ระบุว่า...ให้เลือกปฏิบัติได้ในกรณีที่มีเหตุผลทางวิชาการ ทางศาสนาหรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งส่วนนี้แหละ คือ ข้ออ้างของพวกชอบกีดกันเพศอื่น พวกเราจึงยืนยันเสียงแข็งให้ตัดประโยคนี้ออกไปทั้งหมด"
ในเวทีเสวนาวันนั้น นอกจากผู้หญิง ผู้ชาย แล้วยังมีกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "เพศทางเลือก" ทั้งหญิงแปลงเพศ ชายรักชาย หญิงรักหญิงเข้าร่วมด้วย โดยตัวแทนชายรักชายเสนอให้คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ที่กำหนดไว้ 6 คนนั้น ควรแบ่งเป็น ชาย 2 หญิง 2 และกลุ่มรักเพศเดียวกันอีก 2 คน ซึ่งหลายคนแสดงความเห็นด้วย แต่ฝ่ายที่คัดค้านก็มี โดยให้เหตุผลว่าจะทำให้กลุ่มอื่นเรียกร้องด้วย เช่น กลุ่มคนชายขอบ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มคนพิการ ฯลฯ สุดท้ายเสียงส่วนใหญ่เสนอให้มีผู้หญิงอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง
"วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล" อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาธนบุรี ยกตัวอย่างความสำคัญของร่าง ก.ม.ฉบับนี้ให้ฟังว่า เช่น ผู้บริหารบริษัทแห่งหนึ่ง มักเพิ่มตำแหน่งหรือเพิ่มเงินเดือนให้เฉพาะเพศชาย แล้วกีดกันเพศหญิงแม้ว่าจะมีคุณสมบัติเหมาะสมกว่า ถ้าพนักงานหญิงไปร้องเรียนต่อ คณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (วลพ.) หากวินิจฉัยว่าผิดจริง ก็จะสั่งให้บริษัทจ่ายค่าทดแทนที่สูญเสียโอกาส หรือมอบตำแหน่งงานที่เหมาะสมให้ หรืออาจโดนบทลงโทษที่กำหนดให้จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1.2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าบริษัทไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของ วลพ. ก็ให้สิทธิยื่นฟ้องต่อศาลปกครองได้ เพื่อความเป็นธรรมแก่ทั้ง 2 ฝ่าย
ขณะที่ ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล แนะนำว่า เครือข่ายต้องรีบเสนอร่างฉบับประชาชน ให้ทันเปิดประชุมสภาสมัยหน้า และต้องเร่งหาเจ้าภาพให้ได้ว่า จะเป็นพรรคการเมืองหรือว่าระดมรายชื่อ ส.ส.ให้ได้ 20 คน เพื่อเสนอร่าง ก.ม.ฉบับประชาชน จากนั้นต้องส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าไปในคณะกรรมาธิการเพื่อช่วยให้การยกร่างเป็นไปอย่างสมบูรณ์
เมื่อผู้หญิงและเพศที่สามกำลังเรียกร้องสิทธิ จากนี้ไปคงต้องเฝ้าติดตามว่ากฎหมายฉบับนี้จะมีอนาคตอย่างไร จะช่วยยกระดับความเข้าใจเรื่อง "ความเท่าเทียมระหว่างเพศ" ให้สังคมไทยได้หรือไม่



