ข่าว

"วันสุนทรภู่"...

"วันสุนทรภู่"...

26 มิ.ย. 2553

วันที่ 26 มิถุนายนนี้ นอกจากจะเป็นวันต้านยาเสพติดโลกแล้ว ที่สำคัญเป็นวันเกิดสุนทรภู่ครูกวีไทยเมื่อกว่าสองร้อยปีก่อน วันนี้ของทุกปีวงการกวีไทยเรียกกันว่า "วันสุนทรภู่"

ต่อไปนี้คือข้อคิดที่กวียุคโบราณอย่างสุนทรภู่ได้เขียนสอนลูกหลานไว้ดังที่ปรากฏอยู่ในนิยายกลอนของท่านเรื่องพระอภัยมณี มีความตอนหนึ่งว่า

 “จะสั่งสอนผ่อนปรนให้พ้นผิด  ความจริตราชวงศ์เผ่าพงศา
จะฆ่าฟันกันเองเกรงนินทา   เหมือนมือขวาถือมีดกรีดมือซ้าย
มือซ้ายนั้นฟันฟาดบาดมือขวา   ตัวต้องหายาแก้แผลจึงหาย
ใครผลาญวงศ์พงศ์พันธุ์ให้อันตราย  เหมือนมือซ้ายขาดด้วนไม่ควรคิด”...

ก็ขอนำมาลงไว้ คิดเสียว่าเป็นการต้อนรับการปฏิรูปประเทศไทยก็แล้วกันครับ

พระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพกล่าวถึงประวัติของสุนทรภู่ว่า เกิดเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2329 ในรัชกาลที่ 1 หลังสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ได้ 4 ปี มีบิดาเป็นคนเมืองแกลง จ.ระยอง ส่วนมารดาเป็นคนเมืองเพชรบุรี ที่ทำงานเป็นนางนมพระธิดาในกรมพระราชวังหลัง บางกอกน้อย แถวโรงพยาบาลศิริราชทุกวันนี้

สุนทรภู่จึงเป็นข้าในกรมพระราชวังหลังมาตั้งแต่เป็นเด็ก เริ่มเรียนหนังสือที่วัดชีปะขาว หรือว่า ทุกวันนี้คือวัดศรีสุดารามจนเติบใหญ่มีความรู้ทางหนังสือเป็นอย่างดี ก่อนที่ต่อมาจะเข้ารับราชการมีตำแหน่งเป็นอาลักษณ์ในรัชกาลที่ 2

สุนทรภู่นั้นเป็นอาลักษณ์ซึ่งใกล้ชิดพระยุคลบาทแบบว่า “เคยหมอบใกล้ได้กลิ่นสุคนธ์ตลบ” จึงต้องถือว่าเป็นกวีอำมาตย์ใหญ่ ไม่ใช่กวีไพร่แน่นอน สุนทรภู่เป็นบุคคลที่มีความรู้ทางศิลปะรอบด้าน ทั้งกาพย์ กลอน เพลงดนตรี และวิทยาการสมัยใหม่ในสังคมขณะนั้น และที่ยิ่งกว่านั้นนับได้ว่าเป็นทัวริสต์หรือว่านักท่องเที่ยวยุคบุกเบิกของไทยทั้งในทางบกและทางน้ำ จึงมีความรู้กว้างขวางทั้งในชีวิตสังคมของผู้คนและธรรมชาติวิทยาทั่วไป

ผลงานทุกชิ้นของสุนทรภู่จึงได้เป็นอมตะอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้

กวีอย่างสุนทรภู่ใส่ใจแม้แต่ในด้านการกีฬาร่วมยุคสมัยของท่านอย่างเช่นว่า การเล่นว่าว ตีไก่ เตะตะกร้อ การชกมวย ดังที่ได้ปรากฏในความตอนหนึ่งเมื่อตอนไปงานพระพุทธบาทสระบุรีที่มีมวยชกกัน ท่านได้บรรยายเอาไว้ดังนี้ว่า

 "มงคลใส่สวมหัวไม่กลัวกัน  ตั้งประจันจดจับกระหยับมือ
ตีเข่าปับรับโปกสองมือปิด   ประจบติดเตะผางหมัดขว้างหวือ
กระหวัดหวิดหวิวผวาเสียงฮาฮือ  คนดูอื้อเออเอาสนั่นอึง”

จะเห็นว่าเป็นการบรรยายมวยไทยที่ได้บรรยากาศและเห็นภาพเป็นอย่างยิ่งไม่ต่างไปจากนักพากย์มวยทางทีวีในทุกวันนี้เลย
น่าเสียดายที่สุนทรภู่ท่านเกิดไม่ทันยุคฟุตบอลโลก ไม่อย่างนั้นเราคงได้อ่าน “นิราศฟุตบอลโลก” แน่นอนครับ