ข่าว

'ดัตซ์-ยุ่น'เข้ารอบ2อิตาลีพ่าย2-3ร่วง

'ดัตซ์-ยุ่น'เข้ารอบ2อิตาลีพ่าย2-3ร่วง

25 มิ.ย. 2553

"อัซซูรี่"อิตาลีตกรอบแรก ฟุตบอลโลก2010 แบบสิ้นลายแชมป์ หลัง พ่ายสโลวะเกีย 2-3 เกมนัดสุดท้าย กลุ่มเอฟ "กังหันสีส้ม"ฮอลแลนด์ กอดคอ"ซามูไร"ญี่ปุ่น ลอยลำสู่รอบ 2 สำเร็จ หลังชนะในเกมส่งท้าย กลุ่ม อี ได้ทั้งคู่

ศึกฟุตบอลโลก 2010 รอบแรก นัดสุดท้าย กลุ่ม อี เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ 24 มิถุนายน "กังหันสีส้ม" ฮอลแลนด์ พบกับ "หมอผี" แคเมอรูน ที่สนามเคปทาวน์ สเตเดี้ยม เมืองเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้ นัดนี้ เบิร์ก ฟาน มาร์ไวจ์ กุนซือ "กังหันสีส้ม" ยังคงยึดผู้เล่นชุดเดิมเกือบทั้งหมด โดยตั้งเป้าขอเพียงแค่หนึ่งแต้มจากผลเสมอ เพื่อเข้าป้ายเป็นแชมป์กลุ่มนี้ ส่วน ปอล เลอ กูเอน โค้ชชาวฝรั่งเศสของ "หมอผี" ต้องพยายามเก็บชัยชนะด้วยสกอร์ที่มากที่สุด เพราะยังคงมีลุ้นผ่านเข้าสู่รอบต่อไปเหมือนกัน แม้จะเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากก็ตาม   

 สำหรับรูปเกมในช่วงครึ่งแรก ทั้งสองทีมผลัดกันเปิดเกมรุกเข้าใส่กันอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ "กังหันสีส้ม" จะเป็นฝ่ายได้ประตูออกนำในนาที 36 จากจังหวะที่ ราฟาเอล ฟาน เดอร์ ฟาร์ท จ่ายบอลทะลุช่องให้ โรบิน ฟาน เพอร์ซี หลุดเข้าไปซัดตุงตาข่าย หลังจากนั้น ฮอลแลนด์ สามารถครองบอลได้เหนือกว่า แต่กลับไม่มีโอกาสยิงประตูเพิ่มเติม จบ 45 นาทีแรก ฮอลแลนด์ เป็นฝ่ายขึ้นนำ แคเมอรูน 1-0

 ครึ่งหลัง แคเมอรูน พยายามเปิดเกมเข้าสู้ ก่อนที่จะเป็นฝ่ายตีเสมอในนาที 65 จากลูกจุดโทษของ ซามูเอล เอโต เนื่องจาก ราฟาเอล ฟาน เดอร์ ฟาร์ท ทำแฮนด์บอลในกรอบเขตโทษ แต่ทว่า "กังหันสีส้ม" กลับมาได้ประตูชัยในนาที 84 จากลูกยิงของ คลาส แยน ฮุนเตลาร์ หัวหอกตัวสำรอง หมดเวลาการแข่งขัน ฮอลแลนด์ เฉือนชนะ แคเมอรูน 2-1 ส่งผลให้ "กังหันสีส้ม" ได้สิทธิ์ผ่านเข้ารอบในฐานะแชมป์กลุ่มทีมอันดับ 1 ของกลุ่ม อี เพราะเก็บชัยชนะได้ทั้งหมด 3 เกมรวด ส่วน "หมอผี" ต้องกระเด็นตกรอบแรกในฐานะทีมบ๊วยของกลุ่มนี้ หลังพบความพ่ายแพ้ 3 เกมรวด ไม่มีแม้แต่แต้มเดียว

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
แคเมอรูน - โซเลย์มานู ฮามิดู, เฌเรมี เอนจิแทป, นิโกลาส์ เอนโคลู, สตีเฟน เอ็นเบีย, เบอนัวต์ เอกอตโต, ฌอง มากูน, อเล็กซานเดร ซง, แลนดรี เอนกูเอโม, กาเอตัน บอง, เอริค โชโป-โมทิง, ซามูเอล เอโต
ฮอลแลนด์ - มาร์เทน สเตเคเลนเบิร์ก, คาลิด บูลาห์รูซ, จอห์นนี ไฮติงกา, ยอริส มาไธจ์เซน, โจวานนี ฟาน บรองค์ฮอร์สท, ไนเจล เดอ ยอง, มาร์ค ฟาน บอมเมล, เดรียก์ เคาท์, เวสลีย์ สไนจ์เดอร์, ราฟาเอล ฟาน เดอร์ ฟาร์ท, โรบิน ฟาน เพอร์ซี  

ซามูไรไล่ฟันเดนมาร์ก3-1
 ส่วนอีกคู่หนึ่งของ กลุ่ม อี "ซามูไร" ญี่ปุ่น พบกับ "โคนม" เดนมาร์ก ที่สนามรอยัล บาโฟเกง สเตเดี้ยม เมืองรัสเทนเบิร์ก สำหรับคู่นี้ต้องพยายามแย่งกันเป็นผู้ชนะ เพื่อโอกาสลุ้นผ่านเข้าสู่รอบต่อไป นัดนี้ ทาเคชิ โอกาดะ กุนซือ "ซามูไร" ขอเพียงแค่ผลเสมอก็จะได้สิทธิ์ผ่านเข้ารอบในฐานะรองแชมป์กลุ่มนี้ทันที แถมยังตัดสินใจส่งนักเตะชุดใหญ่ลงเล่นแบบเต็มสูบอีกด้วย ด้าน มอร์เทน โอลเซน กุนซือ "โคนม" ยังคงเลือกใช้งาน นิกคลาส เบนด์ทเนอร์ ยืนล่าตาข่ายคู่กับ ยอน ดาห์ล โทมัสสัน เหมือนเดิม เพราะจำเป็นต้องเก็บชัยชนะให้ได้สถานเดียว หากยังหวังที่จะผ่านเข้าสู่รอบต่อไป    


 เริ่มเกมในช่วง 10 นาทีแรก เดนมาร์ก สามารถครองเกมได้มากกว่า แต่กลับกลายเป็น "ซามูไร" ได้ประตูออกนำไปก่อนในช่วงนาที 17 เมื่อ ไคสุเกะ ฮอนดะ ซัดลูกฟรีคิกจากบริเวณนอกกรอบโทษเข้าไปตุงตาข่าย ก่อนที่ ญี่ปุ่น จะมาได้ประตูเพิ่มอีก 1 ลูก ในนาที 30 เมื่อ ยาชิฮิโตะ เอนโด ปั่นลูกฟรีคิกจากบริเวณหน้ากรอบเขตโทษเข้าไปอย่างสวยงาม จบครึ่งแรก ญี่ปุ่น เป็นฝ่ายขึ้นนำ เดนมาร์ก 2-0   

 เข้าสู่ครึ่งหลัง "โคนม" พยายามเปิดเกมรุกเข้าใส่ เพื่อหวังพังประตูไล่ตีตื้นขึ้นมา ก่อนที่จะตีไข่แตกได้สำเร็จในนาที 81 แม้ ยอน ดาห์ล โทมัสสัน จะยิงลูกจุดโทษในจังหวะแรกไม่เข้า เพราะโดน ไอจิ คาวาชิมา ล้มตัวเซฟเอาไว้ได้ แต่ยังสามารถวิ่งเข้าไปตามซ้ำในจังหวะที่ 2 ได้สำเร็จ แต่ทว่า "ซามูไร" กลับได้ประตูเพิ่มอีก 1 ลูก ในช่วงท้ายเกมนาที 88 จากลูกยิงแบบโล่งๆ ของ ชินจิ โองาซากิ หัวหอกตัวสำรอง หมดเวลาการแข่งขัน ญี่ปุ่น เป็นฝ่ายชนะ เดนมาร์ก 3-1 ส่งผลให้ "ซามูไร" ได้สิทธิ์ผ่านเข้าสู่รอบต่อไปในฐานะทีมอันดับ 2 ของกลุ่ม อี ส่วน "โคนม" ทำได้เพียงแค่รั้งอันดับ 3 ต้องตกรอบแรกไปโดยปริยาย   

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
เดนมาร์ก - โธมัส โซเรนเซน, ลาร์ส ยาคอบเซน, เพอร์ โครลดรูป, ดาเนียล แอกเกอร์, ไซมอน โพลเซน, มาร์ติน ยอร์เกนเซน, คริสเตียน โพลเซน, โธมัส คาห์เลนเบิร์ก, เดนนิส รอมเมดาห์ล, นิกคลาส เบนด์ทเนอร์, ยอน ดาห์ล โทมัสสัน
ญี่ปุ่น - ไอจิ คาวาชิมา, ยูอิชิ โคมาโนะ, ยูจิ นากาซาวา, มาร์คัส ตูลิโอ ทานากะ, ยูโตะ นากาโตโมะ, ยูกิ อาเบะ, มาโกโตะ ฮาซาเบะ, ไดสุเกะ มัตสุอิ, ยาชิฮิโตะ เอนโด, โยชิโตะ โอคูโบะ, เคสุเกะ ฮอนดะ  

สรุปตารางคะแนนกลุ่ม อี
  แข่ง ชนะ เสมอ แพ้ ได้ เสีย แต้ม
ฮอลแลนด์ 3 3 0 0 5 1 9
ญี่ปุ่น  3 2 0 1 4 2 6 
เดนมาร์ก 3 1 0 2 3 6 3
แคเมอรูน 3 0 1 2 2 5 0      

อิตาลีพลาดท่าตกรอบแรก
 ด้านเกมฟาดแข้งนัดสุดท้าย กลุ่ม เอฟ "อัซซูรี่" อิตาลี แชมป์เก่าจากเมื่อ 4 ปีก่อน พบกับ  สโลวะเกีย ที่สนามเอลลิส ปาร์ค กรุงโยฮันเนสเบิร์ก สำหรับคู่นี้ต้องพยายามแย่งกันเป็นผู้ชนะ เพื่อลุ้นคว้าสิทธิ์ผ่านเข้าสู่รอบต่อไป นัดนี้ มาร์เชลโล ลิปปี กุนซือ "อัซซูรี่" ปรับเกมมาเล่น 4-3-3 อีกครั้ง พร้อมส่ง เจนนาโร กัตตูโซ กับ อันโตนิโอ ดินาตาเล ลงเล่นเป็นตัวจริง ขณะที่ วลาดิเมียร์ ไวสส์ กุนซือ สโลวะเกีย มีการปรับเปลี่ยนตัวผู้เล่นจากเกมนัดที่แล้วถึง 4 รายเลยทีเดียว

 เริ่มเกมขึ้นทั้งสองทีมสู้กันได้แบบสูสี แต่เมื่อเข้าสู่นาที 25 กลับกลายเป็น สโลวะเกีย ที่ได้ประตูนำก่อนเมื่อ ดานิเอเล เดรอสซี เสียบอลในแดนตัวเองถูก ยูราย คูชา แทงบอลให้ โรเบิร์ต วิทเทค หลุดไปยิงผ่านมือ เฟเดริโก มาร์เคตติ เข้าไปตุงตาข่าย และจากนั้น อิตาลี ก็ยังทำอะไรไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอัน จบครึ่งแรก สโลวะเกีย นำอยู่ 1-0 ชนิดที่ยังได้ลุ้นประตูอยู่เรื่อยๆ

 เข้าครึ่งหลัง อิตาลี เริ่มบุกได้มากขึ้นนาที 67 น่าจะตีเสมอได้ ซิโมเน เปเป้ เปิดบอลจากทางขวาเข้าเขตโทษ แยน มูชา ออกมาตัดบอลพลาด วินเชนโซ ยาควินตา ได้จังหวะยิงเต็มๆ แต่ไปติดขา มาร์ติน สเคอร์เทล ออกมา แต่อีก 6 นาทีต่อมากลายเป็น สโลวะเกีย ที่ได้ประตูที่ 2 มาเรค ฮัมซิค ผ่านบอลจากทางขวามาเสาแรก โรเบิร์ต วิทเทค โฉบเข้ายิงเข้าทางเสาแรกเป็น 2-0

 แต่ทว่า อิตาลี มามีฮึดตีไข่แตกได้ในนาที 81 จากจังหวะทำชิ่งหน้าเขตโทษ ฟาบิโอ กวายาเรลลา หลุดไปยิงจังหวะแรกติด มูชา แต่บอลยังไปเข้าทางให้ อันโตนิโอ ดินาตาเล ซ้ำโล่งๆ เป็น 2-1 แต่ก่อนหมดเวลานาทีเดียว สโลวะเกีย มาได้ประตูเพิ่มอีกจากลูกทุ่ม คามิล โคปูเนค วิ่งทะลุหลุดไปแตะบอลข้าม มาร์เคตติ เข้าไปเป็น 3-1 อย่างไรก็ตาม อิตาลี ยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ กวายาเรลลา ชิพบอลข้ามมือ มูชา เข้าไป จบเกม สโลวะเกีย ชนะไป 3-2 ทำให้แชมป์เก่าตกรอบแรกแบบเป็นทีมบ๊วยของกลุ่ม ส่วน สโลวะเกีย ผ่านเข้ารอบเป็นอันดับ 2 ในฐานะรองแชมป์กลุ่มนี้

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
อิตาลี - เฟเดริโก มาร์เคตติ, จิอันลูกา ซามบรอตตา, ฟาบิโอ คันนาวาโร, จอร์โจ คิเอลลินี, โดเมนิโก คริสซิโต (คริสเตียน มาจโจ นาที 46), ดานิเอเล เดรอสซี, ริคาร์โด มอนโตลิโว (อันเดรีย ปิร์โล นาที 56), เจนนาโร กัตตูโซ (ฟาบิโอ กวายาเรลลา นาที 46), ซิโมเน เปเป้, วินเชนโซ ยาควินตา, อันโตนิโอ ดินาตาเล 
สโลวะเกีย - แยน มูชา, ปีเตอร์ เปคาริค, มาร์ติน สเคอร์เทล, ราโดสลาฟ ซาบาฟนิค, แยน ดูริกา, มิโรสลาฟ สตอช, ยูราย คูชา, ซเดโร สตราบา (คามิล โคปูเนค  นาที 87), มาเรค ฮัมซิค, โรเบิร์ต วิทเทค (มาร์ติน เปทราส นาที 90), เอริค เยนดริเซค (สตานิสลาฟ เซสตัค นาที 90)

ปารากวัยเจ๊าลิ่วเข้ารอบ
 ส่วนเกมอีกคู่ของกลุ่ม เอฟ ปารากวัย พบกับ "กีวี" นิวซีแลนด์ ที่สนามปีเตอร์ โมคาบา สเตเดี้ยม เมืองโพลอควาเน่ นัดนี้ เกราร์โด มาร์ติโน กุนซือชาวอาร์เจนไตน์ของ ปารากวัย ยังใช้ระบบ 3 กองหน้า แต่ปรับเอา ออสการ์ คาร์โดโซ ลงมายืนเล่นแทน ลูคัส บาร์ริออส ด้าน ริกกี้ เฮอร์เบิร์ต กุนซือ นิวซีแลนด์ ยังคงใช้ผู้เล่นชุดเดิมเหมือนอย่าง 2 นัดแรก

 สำหรับรูปเกมในช่วงครึ่งแรก ปารากวัย เป็นฝ่ายครองบอลบุกได้มากกว่า แต่ทั้งสองทีมต่างก็หาจังหวะเข้าทำประตูกันยาก โดยนาที 34 เนลสัน บัลเดส ได้จังหวะสับไกยิงจากระยะ 30 หลา แต่บอลไปตรงตัว มาร์ค ปาสตัน ทำให้จบครึ่งแรกเสมอกันอยู่ 0-0

 ก่อนที่ครึ่งหลังทั้งสองทีมก็ยังทำอะไรกันไม่ได้จบเกมเสมอกันไป 0-0 ส่งผลให้ ปารากวัย ได้สิทธิ์ผ่านเข้ารอบเป็นอันดับ 1 ในฐานะแชมป์กลุ่ม เอฟ ส่วน นิวซีแลนด์ ต้องตกรอบแรกไปแบบน่าเสียดาย เพราะทำได้เพียงแค่รั้งอันดับ 3 ของกลุ่มนี้ แม้จะเคยไม่พบกับความพ่ายแพ้ แต่กลับทำได้เพียงแค่ผลเสมอถึง 3 เกมซ้อน

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
ปารากวัย - ฮุสโต บีญา, เดนิส คานิซา, ฮูลิโอ คาเซเรส, เปาโล ดาซิลวา, เคลาดิโอ โมเรล, เอ็นริเก เบรา, บิคตอร์ คาเซเรส, คริสเตียน ริเบรอส, โรเก ซานตาครูซ, เนลสัน บัลเดซ (ลูคัส บาร์ริออส นาที 66), ออสการ์ คาร์โดโซ (เอดการ์ เบนิเตซ นาที 66)
นิวซีแลนด์ - มาร์ค ปาสตัน, วินสตัน รีด, ไรอัน นีลเซน, อิวาน วิเซลิช, ทอมมี สมิธ, โทนี ลอชเฮด, ลีโอ เบอร์ตอส, ไซมอน เอลเลียต, คริส คิลเลน (เฌเรมี บรอคกี นาที 79), รอรี ฟัลลอน (คริส วูดส์ นาที 69), เชน สเมลท์ซ

สรุปตารางคะแนนกลุ่ม เอฟ
  แข่ง ชนะ เสมอ แพ้ ได้ เสีย แต้ม
ปารากวัย 3 1 2 0 3 1 5
สโลวะเกีย 3 1 1 1 4 5 4
นิวซีแลนด์ 3 0 3 0 2 2 3
อิตาลี  3 0 2 1 4 5 2

"ลิปปี้"ยืดอกรับผิดชอบอิตาลีร่วง
 มาร์เชลโล ลิปปี้ กุนซือ "อัซซูรี่" กล่าวแสดงความรับผิดชอบต่อผลงานความล้มเหลวที่เกิดขึ้น หลังเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ สโลวะเกีย 2-3 ส่งผลให้ อิตาลี ต้องกระเด็นตกรอบแรกไปแบบพลิกความคาดหมาย แถมยังทำได้เพียงแค่รั้งตำแหน่งบ๊วยของกลุ่ม เอฟ อีกด้วย แม้จะมีดีกรีเคยเป็นถึงแชมป์เก่าจากเมื่อ 4 ปีก่อนก็ตาม สำหรับโค้ชวัย 61 ปีรายนี้ได้ตัดสินใจประกาศขอก้าวเท้าลงจากตำแหน่งผู้จัดการทีมบ้านเกิดในช่วงหลังจบศึกฟุตบอลโลก 2010 ตั้งนานแล้ว เพื่อเปิดทางให้ เซซาเร ปรันเดลลี อดีตกุนซือ "ม่วงมหากาฬ" ฟิออเรนตินา ได้เข้ามารับงานนี้เป็นรายต่อไป   

 "ผมขอรับความผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด ถ้าผู้เล่นของผมมีอาการหวาดกลัวจนแสดงออกทางหัวใจ แถมยังส่งผลกระทบทำให้ขาของพวกเขาวิ่งไม่ออก มันคงเป็นเพราะคนที่ทำหน้าที่เป็นโค้ชดูแลการฝึกซ้อมให้พวกเขาไม่ดีพอ"