
กอบกู้เกียรติภูมิของไทย
เกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของประเทศไทยที่เสื่อมมาหลายปีในสายตาของประชาคมโลกได้รับการกอบกู้กลับคืนมาแล้ว เมื่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชอาร์ซี)
ได้มีมติเอกฉันท์ให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นประธานยูเอ็นเอชอาร์ซีคนใหม่ โดยนายสีหศักดิ์เป็นผู้สมัครเพียงคนเดียวจากเอเชียที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าแข่งขัน และจะมีวาระการทำงาน 5 ปี
กล่าวได้ว่าประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ อันเป็นบทพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่าประชาคมโลกต่างเข้าใจสถานการณ์ของประเทศไทย อีกทั้งให้ความเชื่อถือในแนวทางแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผ่านกระบวนการปฏิรูปและสร้างความปรองดอง แม้ว่าจะมีคนบางกลุ่มพยายามกระพือข่าวเท็จและบิดเบือน หวังสกัดกั้นกระบวนการนี้รวมไปถึงแนวทางการตรวจสอบโดยคณะกรรมการอิสระ
กระนั้น รัฐบาลก็ไม่ควรนิ่งนอนใจว่าประสบความสำเร็จบนเวทีการเมืองโลกแล้ว ตราบใดที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีคุกและผู้ต้องหาก่อการร้ายพร้อมจะทุ่มเงินก้อนใหญ่ว่าจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์ต่างประเทศที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับสื่อยักษ์ใหญ่ระดับโลกคอยให้ข่าวที่บิดเบือนโดยไม่คำนึงว่าจะทำร้ายเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของประเทศมากเพียงใด
เพียงเพื่อให้บรรลุภารกิจที่ได้รับมอบหมาย นั่นก็คือต้องการดึงต่างชาติแทรกแซงกระบวนการสอบสวนเหตุชุมนุมของคนเสื้อแดง ภายใต้ข้ออ้างว่าเพื่อให้การสืบสวนสอบสวนเป็นไปโดยยุติธรรม เป็นกลางและเป็นอิสระ เนื่องจากแผนปรองดองของรัฐบาลไม่ได้เปิดโอกาสให้มีการเจรจา ที่สำคัญมีการกล่าวหาประเทศไทยว่าไม่มีหลักนิติธรรม
นับเป็นเหตุผลซ้ำซากที่นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ล็อบบี้ยิสต์และทนายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้เป็นข้ออ้างโจมตีและใส่ร้ายป้ายสีรัฐบาลของหลายประเทศขณะว่าความให้แก่ลูกความของตัวเองซึ่งส่วนใหญ่มักจะแพ้คดี โดยไม่เคยบอกความจริงว่าต่างชาติที่ต้องการดึงเข้ามาร่วมกระบวนการสอบสวนหรือร่วมเจรจาสันติภาพนั้น มักจะมีวาระซ่อนเร้นอยู่
ดังกรณีของรัฐบาลศรีลังกาที่โวยองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ว่ามีวาระซ่อนเร้น กรณีจะตั้งคณะกรรมการสอบทหารว่าละเมิดสิทธิมนษุยชนระหว่างกวาดล้างกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนพยัคฆ์ทมิฬอีแลม ซึ่งเท่ากับพยายามให้ออกซิเจนกับกลุ่มกบฏทมิฬฯ ที่ถูกกวาดล้างจนสิ้นซากเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ถือเป็นการกระทำที่ประเทศที่มีอธิปไตยอย่างศรีลังกาไม่อาจยอมรับได้



