ข่าว

เรือนชานบ้านเมือง  - “สมานฉันท์” เป็นความจริงหรือเป็นความฝัน (2)

เรือนชานบ้านเมือง - “สมานฉันท์” เป็นความจริงหรือเป็นความฝัน (2)

25 มิ.ย. 2553

ภายหลังจากที่รัฐบาลได้ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดกับการสลายการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง คงต้องทำใจยอมรับนะครับว่าในสายตาชาวโลกได้ดูแคลนประเทศไทยว่าเป็นสังคม “บ้านป่า เมืองเถื่อน” นิยมความรุนแรง รวมทั้งความเป็น “สยามเมืองยิ้ม” ได้มลายสลายไปพร้อมกับกระแสแห่งความขัด

 ดังนั้น เมื่อสถานการณ์ตกที่นั่งคับขันเช่นนี้ ก็เหลือทางเลือกเพียงไม่กี่ทางหรอกครับที่รัฐบาลพอจะทำได้โดยไม่เสียหน้า ไม่ว่าจะทำสำเร็จหรือไม่ (แต่อย่างน้อยก็ได้ทำ) นั่นคือกระบวนการ “สมานฉันท์” ซึ่งหลายท่านตั้งความคาดหวังไว้สูงถึงขนาดที่ว่าเป็นถึงการปูทางที่จะนำไปสู่ การปฏิรูปประเทศไทย อันจะนำไปสู่การพัฒนาทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองแบบยั่งยืน แต่ในความเห็นของผมดูเหมือนว่า โอกาสที่จะประสบความสำเร็จนั้น มีน้อยมากถึงน้อยที่สุดครับ เพราะโดยเนื้อแท้แล้วผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ความขัดแย้งในแต่ละฝ่ายไม่มีใครอยาก “สมานฉันท์” กับใคร เพราะต่างฝ่ายต่างล้วนเต็มล้นด้วย “มานะทิฐิ” ยึดติดกับลาภยศสรรเสริญ รวมทั้งผลประโยชน์ที่เคยมี เคยได้

 ดังที่ผมได้กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า “ความขัดแย้ง” ที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา เปรียบเสมือนกับการประลองกำลังกัน อันเป็นสาเหตุมาจากการซ้อนทับของผลประโยชน์ของ “กลุ่มทุนเก่า” หรือ “กลุ่มอำนาจเก่า” กับ “กลุ่มทุนใหม่” หรือ “กลุ่มอำนาจใหม่” ที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีความพร้อมในทุกๆ ด้านทั้งทางบู๊และทางบุ๋นไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่ากัน ทำให้ผมเชื่อว่าการเผชิญหน้าในครั้งนี้จึงเป็นเสมือนละครชีวิตที่ยืดเยื้อ ที่ต่างฝ่ายต่างก็ชิงไหวชิงพริบ แย่งชิงมวลชนกัน และถ้ามีโอกาสก็สามารถลงมือกระทำได้ทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะโดยไม่คำนึงถึงกฎกติกามารยาทใดๆ

 หากยอมรับ “ความจริงวันนี้” ภายในกรอบนี้แล้วจะรับรู้ได้ทันทีว่า แนวทางที่นำไปสู่ความ “สมานฉันท์” ก็เป็นแค่ความฝันที่ทำให้เป็นจริงได้ลำบาก ดังนั้น ในความเห็นของผมขอฟันธงลงไป ณ บัดเดี๋ยวนี้ว่า ทางเลือกที่ท่านนายกฯ เหลืออยู่เพียงอย่างเดียวที่จะก่อให้เกิดการ “สมานฉันท์” อันจะนำไปสู่การ “ประนีประนอม” ในสังคมไทยอย่างแท้จริงระหว่างขั้วทั้งสองของอภิมหาอำนาจ คือการ “สานประโยชน์” แบบเปิดทางถอยกันคนละก้าวอย่างไม่เสียหน้าและสามารถยอมรับกันได้อย่างลงตัวทั้งสองฝ่าย

 เมื่อเข้าใจถึงแก่นแท้แบบรู้เช่นเห็นชาติเช่นนี้แล้ว การดำเนินการ “สมานฉันท์” จะเป็นความจริงหรือเป็นเพียงความฝัน หัวใจจึงอยู่ที่การเปิดอกพูดคุยกันภายใต้กรอบของการ “สานประโยชน์” ให้แก่ทั้งสองกลุ่ม ผมย้ำนะครับการ “สมานฉันท์” ในครั้งนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับการเสียสละเพื่อประเทศชาติ เพราะสำหรับผมแล้วการ “สมานฉันท์” จึงเป็นแค่เพียงคำพูดสวยหรูในอุดมคติที่เป็นได้แค่การกล่าวอ้างถึงเพื่อความชอบธรรมของแต่ละฝ่าย ในต่างกรรมต่างวาระกัน 

 ดังนั้นการ “สมานฉันท์” เพื่อที่จะปฏิรูปประเทศไทย แท้จริงแล้วคือ การถอยหลังคนละก้าวเพื่อที่จะถอยกลับไปสู่ฐานที่มั่นเดิมที่มั่นคงและปลอดภัยของแต่ละกลุ่ม และเพื่อที่จะเตรียมการที่จะก้าวต่อไปในอนาคต จึงจำเป็นต้องแสวงหา “คนกลาง” ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีมีศีลธรรมที่สมบูรณ์แบบจนเกินไปนัก แต่จำเป็นต้องมองโลกในเชิงบวก ยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปของโลกอย่างที่ควรจะเป็น ไม่ใช่แบบที่อยากให้เป็น ซึ่ง “คีย์แมน” ที่เป็น “คนกลาง” คนนี้แหละครับสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะเป็นผู้ที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับและเกรงใจแล้ว ยังต้องเป็นผู้ที่เข้าใจในธาตุแท้ของทั้งสองฝ่ายอย่างแท้จริง หากทำได้เช่นนี้ ไม่ต้องใช้คณะทำงานประเภท “คนดีศรีรัตนโกสินทร์” หรอกครับ เอาแค่ “ตัวแทนผลประโยชน์” ที่แท้จริงแต่ละกลุ่มปิดห้องคุยกันเพียงไม่กี่วันก็จะหาจุดร่วมลงตัวกันได้

ภัทรพล เวทยสุภรณ์