
ศอฉ.ตอบกกต.เลือกตั้งได้ภายใต้พรก.ฉุกเฉิน
"ศอฉ."ตอบกกต.เลือกตั้งได้ภายใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉินปราศรัยหาเสียงทำได้ตราบที่ไม่ยั่วยุหรือก่อความไม่สงบ
(24มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินได้ทำหนังสือตอบปัญหาที่ กกต. เคยถามไปเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติในช่วงการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม.เขต 6 โดยได้มีการชี้แจงเป็นข้อ ๆ 1.การเลือกตั้งเป็นการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ หากบุคคลใดได้ดำเนินกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญและกฎหมายย่อมได้รับการรับรองให้ดำเนินการได้ โดยประกาศหรือข้อกำหนดของพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาการกระทำที่ก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมืองและไม่มีผลเป็นการขัดขวางต่อกระบวนการเลือกตั้งที่กระทำโดยชอบแต่อย่างใด
2.การที่ศอฉ.ออกประกาศห้ามชุมนุมหรือมั่วสุมเกิน 5 คนนั้น มิใช่เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนและยังมีสิทธิเสรีภาพในการรวมกลุ่ม เพื่อดำเนินกิจกรรมหรือดำเนินชีวิตโดยปกติภายใต้กรอบกฎหมาย การจะถือว่ามีความผิดจะต้องปรากฏวก่าเป็นการชุมนุมหนทอมั่วสุมตั้งแต่ห้าคนโดยมีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดความไม่สงบในบ้านเมือง โดยมี ลักษณะการกระทำ อาทิ กีดขวางการจราจร กีดขวางทางเข้าออกของอาคารหรือสถานที่อันเป็นการขัดขวางการปฏิบัติงานหรือประกอบกิจการ หรือการใช้ชีวิตโดยปกติ มีการประทุษร้ายหรือใช้กำลังทำให้ประชาชนเดือดร้อนเสียหายและเกรงกลัวอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิต ร่างการและทรัพย์สิน การขัดขืนคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่สั่งการเกี่ยวกับการชุมนุมเพื่อให้เป็นไปโดยสงบและไม่เกิดความเดือดร้อน
ส่วนประเด็นที่กกต.สอบถามถึงกรณีต่าง ๆ โดยประเด็นเรื่องวันรับสมัครจะมีประชาชนไปชุมนุมเกินห้าคนเพื่อเป็นกองเชียร์หรือสนับสนุนให้กำลังใจแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง รวมถึงการสังเกตุการณ์และเป็นสักขีพยานในการนับคะแนนนั้น ศอฉ.ระบุว่า ประชาชนมีสิทธิในการแสดงออกเพื่อสนับสนุนผู้สมัครรรับเลือกตั้งหรือติดตามกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง การเดินทางไปให้กำลังใจแก่ผู้สมัครในวันรับสมัครหรือสังเกตุการณ์และเป็นสักขีพยานในการนับคะแนน จึงเป็นสิทธิที่กระทำได้โดยไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อประกาศของศอฉ.แต่ต้องเป็นไปตามกฎหมายและยุติในเวลาอันควร เมื่อกระบวนการเกี่ยวกับการเลือกตั้งเสร็จสิ้น โดยมิกระทำการอื่น ที่เป็นการก่อความไม่สงบ ซึ่งหากมีการกระทำที่นอกเหนือจากขอบเขตย่อมอยู่ในเงื่อนไขการห้ามชุมนุม
ประเด็นเรื่องการจัดเวทีปราศรัยหาเสียงหรือขบวนรถหาเสียงซึ่งอาจมีประชาชนเข้าร่วมรับฟังหรือมาร่วมชุมนุมเกิน 5 คน ศอฉ. ชี้แจงว่า การปราศรัยหาเสียงเป็นกระบวนการที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงหาเสียงได้ตามปกติ แต่การปราศรัยต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการแถลงนโยบายให้ทราบประกอบการตัดสินใจภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ตามกฎหมายและต้องไม่ยุยงให้มีการกระทำที่ก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมืองหรือกระทำการที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ส่วนประชาชนก็มีสิทธิที่จะเข้าร่วมรับฟังการปราศรัยได้ แต่ต้องเป็นการรับฟังโดยสุจริตเพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้ง มิได้มีการกระทำที่มีเจตนาล่วงละเมิดต่อกฎหมายเพื่อให้เกิดความไม่สงบ ซึ่งหากมีการชุมนุมโดยมีวัตถุประสงค์เช่นนั้นก็เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย
สำหรับประเด็นเรื่องประกาษกำหนดค่าใช้จ่ายในการหาเสียงไม่เกินคนละ1.5 ล้านบาท หากผู้สมัครรายใดถูกสั่งห้ามทำธุรกรรมจะดำเนินการอย่างไร ศอฉ.ชี้แจงว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งสามารถยื่นคำขอต่อหัวหน้าผู้รับผิดชอบเพื่อจ่ายเงินในการเลือกตั้งได้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับผู้รับผิดชอบในกรณีนี้คือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ในฐานะ หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน
นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า ขณะนี้ได้นำเรื่องดังกล่าวแจ้งให้ กกต.ทุกคนรับทราบแล้ว และจะนำเข้าที่ประชุมในสัปดาห์หน้า อย่างไรก็ตามในเบื้องต้นได้มอบหมายให้ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้งนำไปศึกษาก่อนหารือในที่ประชุมอีกครั้ง



