
ชี้ไทยขัดแย้งหนักเข้าขั้นนานาชาติ-กองกำลังติดอาวุธ
คอป.เปิดวงระดมสมอง ส.พระปกเกล้า ประเมินความขัดแย้งหนักเข้าขั้นนานาชาติ มีกองกำลังติดอาวุธ สร้างเครือข่ายต้านรัฐ เตือนสงครามไร้รูปแบบกำลังเริ่มต้น จวกใช้ "โพล"สร้างสมานฉันท์ไม่ได้ ผู้แทนยูเอ็น ค้าน นิรโทษ ชี้เมินกระบวนการยุติธรรม หมดสิทธิปรองดอ
ที่โรงแรมรามาการ์เดนส์ เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 24 มิ.ย.นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อปรองดองแห่งชาติ(คอป.) เป็นประธานการประชุมเวทีสาธารณะครั้งที่ 1 เรื่อง “ คอป.ฤาจะเป็นทางอออกของประเทศไทย ” โดยเชิญ นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ตัวแทนจากสถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย นักวิชาการ นักสิทธิมนุษยชน ผู้นำความคิดในสังคมและผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ความไม่สงบ กว่า 100 คน เข้าร่วมแสดงความเห็นเพื่อหาหลักการและข้อเท็จจริงที่จะนำไปใช้ในการสรรหา คณะกรรมการ คอป. และวางแนวทางการทำงานต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่ เสนอตรงกันว่าภารกิจสำคัญอันดับแรกของคอป.คือสร้างความน่าเชื่อ ลดความเคลือบแคลงใจของผู้คนในสังคมให้ได้ แล้วมุ่งหน้าแสวงหาข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ความรุนแรงในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. 53 รวมไปถึงค้นหาต้นตอปัญหาในเชิงโครงสร้างที่เป็นมูลเหตุของความขัดแย้งเช่นปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม จากนั้นจึงหาบุคคลที่รับผิดชอบต่อเหตุการณ์และจึงเริ่มการปรองดอง นอกจากนั้นยังมีการเสนอถึงกระบวนการสรรหาคณะกรรมการคอป.ว่าต้องเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับจากฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้งพร้อมทั้งเปิดเผยประวัติต่อสาธารณะ พร้อมกันนี้ยังมีการเสนอให้นำรายงานการตรวจสอบเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535 มาเปิดเผยต่อสาธารณะเพื่อเป็นบทเรียนว่าสังคมไม่ได้เกิดเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้เป็นครั้งแรก
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า นอกจากนี้ในที่ประชุมยังเสนอให้ คอป. จัดทำปฏิทินการทำงานให้ชัดเจนและต้องจัดเวทีสาธารณะรับฟังความเห็นทั่วทุกภาค โดยเชิญสื่อมวลชนเข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย ขณะเดียวกันคณะกรรมการก็ต้องเดินทางไปรับฟังความเห็นคู่กรณีทั้งสองฝ่ายและตั้งโฆษกประชาสัมพันธ์ ตลอดจนกำหนดสถานที่การทำงานให้ชัดเจนเพื่อให้ประชาชนสะดวกในการติดต่อ อย่างไรก็ตาม ยังมีนักวิชการบางส่วนแสดงความไม่เห็นด้วยหากคณะกรรมการ คอป. จะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงว่าใครถูกใครผิด และเดินหน้าตามแผนปรองดองควบคู่กันไป เพราะจะทำให้เกิดความล่าช้าและไม่สามารถหาความปรองดองได้
มร.ฮุมมายุน อลิซาเดห์ ผู้แทนข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชน ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ องค์การสหประชาชาติ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดีที่ประเทศไทยพยายามจะสร้างกระบวนการสมานฉันท์ ยุติความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ แต่การสร้างความปรองดองนั้นไม่ใช่การยุติการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อหาผู้กระทำผิดในการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งสองฝ่ายมาดำเนินคดี เพราะเคยมีบทเรียนมาแล้วในประเทศซูดาน และอัฟกานิสถาน ที่มุ่งแก้ปัญหาโดยการอภัยโทษผู้ที่ก่ออาชญากรรม สร้างสงครามการเมือง โดยอ้างว่า เพื่อความปรองดองและสมานฉันท์นั้น แต่ถึงวันนี้สถานการณ์ของทั้งสองประเทศยังไม่มีการสมานฉันท์ปรองดองได้ เพราะได้ละทิ้งการนำตัวบุคคลที่กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายอย่างยุติธรรม ชี้ให้เห็นว่า การเสียสละความยุติธรรมเพื่อแลกสันติภาพในที่สุดก็จะไม่มีความ มั่นคงเกิดขึ้น
ขณะที่มร.ดักลาส เอชเอ็ม กิ๊บสัน เอกอัครราชทูตแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ในฐานะผู้แทนจากแอฟริกาใต้อยากเห็นปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศไทยที่มีการแบ่งแยกเป็นกลุ่มคนเสื้อแเดงและกลุ่มคนเสื้อเหลือง ยุติลงโดยเร็ว ซึ่งทางรัฐบาลแอฟริกาพร้อมจะให้ช่วยเหลือและสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อกระบวนการสร้างความปรองดองและสมานฉันท์ในประเทศไทยให้กลับคืนมา อย่างไรก็ตาม ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมานี้ คงไม่มีประเทศไหนหรือคนนอกสามารถเข้ามาแก้ปัญหาให้ประเทศไทยได้ นอกจากคนไทยด้วยกันเอง เพราะในฐานะเอกอัครราชทูต เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองและรายงานข้อเท็จจริงให้รัฐบาลของตนรับทราบเท่านั้น
นายสุนัย ผาสุก ผู้แทนฮิวแมนไรท์ วอชท์ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า การแสวงหาข้อเท็จจริงเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกเพื่อให้ทุกฝ่ายได้เห็นว่าตัวเองได้ทำอะไรบ้าง หากข้อเท็จจริงไม่ออกมากระแสความไม่พอใจจะลุกลามเพราะคนเสื้อแดงคิดว่าทหารฆ่าประชาชน ก็จะเกิดการรวมตัวกลับมาล้างแค้นซึ่งหากมีรอบหน้าจะรุนแรงมากกว่ารอบนี้ หากใครเห็นบรรยากาศในงานศพพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง ก็จะเข้าใจ
พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาส ผอ.สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่าความขัดแย้งในเมืองไทยเข้าขั้นรุนแรงตามที่องค์การสหประชาชาติบัญญัติไว้แทบจะทุกประการ คือมีการใช้กำลังอาวุธ ขัดขวางมวลชนไม่ให้สนับสนุนรัฐ สร้างเครือข่ายยั่วยุให้รัฐใช้ความรุนแรงกับประชาชน สร้างสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชน สุดท้ายมีการประกาศเคอฟิว และเลขาธิการยูเอ็นได้ออกมาพูดอย่างน้อย 3 ครั้ง ยังเหลืออย่างเดียวที่ไม่ตรงกับยูเอ็นคือการประกาศกฎอัยการศึก
“ เหตุการณ์ครั้งนี้ยังไม่จบแต่สงครามไร้รูปแบบกำลังจะเริ่มต้นขึ้น การปรองดองได้นั้นต้องลงไปอยู่ในใจเขาให้ได้ ไม่ใช่ใช้โพลปรองดอง เพราะโพลทำได้แต่ความรู้สึก แต่ไม่ได้ใจ ที่ใช้โพลสำรวจตัวแทนประชาชนเพราะไม่กล้าลงพื้นที่ ถ้ายังกลัวการลงพื้นที่ก็สร้างความปรองดองยาก ” พล.อ.เอกชัย กล่าว
ด้านนายคณิต กล่าวว่า ตนมั่นใจว่าขณะนี้ยังไม่สายเกินไปที่คนไทยจะหันหน้ามาปรองดองกัน เพราะ คอป.จะยึดหลักความยุติธรรมตามหลักสากล เพื่อผลักดันประเทศไทยข้ามผ่านวิกฤตไปให้ได้และเน้นให้ความสำคัญในการปรึกษาหารือ ให้เกิดความโปร่งใส เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจ พร้อมยึดหลัก ความเป็นอิสระ และความเป็นกลางอย่างสูงสุด หาทางออกให้เป็นที่ยอมรับโดยเร็วสุด และในโอกาสนี้ขอยืนยันกับท่านเอกอัครราชทูตและผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศทุกท่านว่า ประเทศไทยไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น และจะพยายามอย่างดีที่สุดที่จะหาทางออกที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายในสังคม โดยจะคำนึงถึงหลักปฏิบัติระหว่างประเทศทั้งในด้านสิทธิมนุษยชน มนุษยธรรม และการผดุงไว้ซึ่งหลักนิติธรรมอันเป็นเสาหลักของสังคม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันพรุ่งนี้( 25 มิ.ย.) เวลา 08.30 นายคณิตจะเดินทางไปพบน.พ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ที่รร.ปริ๊นเซส หลานหลวง จากนั้นเวลา 11.00 น.จะเดินทางไปพบนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่บ้านพระอาทิตย์ เพื่อหารือถึงทางออกของประเทศ



