ข่าว

กสม.ยกครูข้างถนนเป็นครูพันธุ์พิเศษข่ายแก้เด็กเร่ร่อน

กสม.ยกครูข้างถนนเป็นครูพันธุ์พิเศษข่ายแก้เด็กเร่ร่อน

24 มิ.ย. 2553

กสม.ยกครูข้างถนน เป็นครูพันธุ์พิเศษ แนะสร้างยุทธศาสตร์เครือข่ายแก้ไขปัญหาเด็กเร่ร่อน หวั่น ดันครูข้างถนนเข้าสู่ระบบราชการทำให้ความเป็นอัตลักษณ์เสีย

(24มิ.ย.) ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) พร้อมด้วยมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก และเครือข่ายองค์กรเพื่อเด็กเร่ร่อน จัดเวทีนโยบายสาธารณะ เรื่อง “ ครูข้างถนนกับเด็กเร่ร่อน : ความหวังที่โดดเดี่ยวในสังคมไทย ” โดยนาง วิสา เบ็ญจะมโน กสม.ด้านการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของบุคคล กล่าวว่า ครูข้างถนน หรือคนที่คอยอบรมสั่งสอนเด็กเร่ร่อนเปรียบเสมือนครูพันธุ์พิเศษที่ไม่จำเป็นต้องเป็นข้าราชการ หรือลูกจ้างประจำ ตนคิดว่าการที่องค์กรจากภาครัฐ ภาคเอกชน รวมทั้งกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกรุงเทพมหานครพยายามสนับสนุนผลักดันครูข้างถนนเข้าสู่ระบบราชการนั้นอาจจะทำให้ความเป็นอัตลักษณ์ของครูข้างถนนสูญเสียไป

 นางวิสา กล่าวต่อว่า ทางภาครัฐและเอกชน ควรจะต่อยอดครูพันธุ์พิเศษให้เป็นนักแนะแนว เพื่อแก้ไขปัญหาเด็กและครอบครัว เช่น ปัญหาสุขภาพจิต ปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร เพราะปัญหาเหล่านี้เป็นสิ่งที่ท้าทาย และต้องมีใครเข้าไปเติมเต็มให้คำแนะนำแก้ไขปัญหา ตนขอฝากให้พม. และเครือข่ายองค์กรเพื่อเด็กเร่ร่อนช่วยเข้ามาดูแลในส่วนนี้ด้วย อย่างไรก็ตามในส่วนของกสม.นั้นก็มีนพ.ชูชัย คอยสนับสนุนเรื่องนี้อยู่แล้ว ทั้งนี้ตนในฐานะกสม.ที่ดูแลด้านที่เกี่ยวข้องนี้ คิดว่ากสม.จะดูในภาพรวม เพรามีบุคลากรจำนวนน้อยอาจจะทำให้ดูครอบคลุมได้ไม่เต็มที่ จึงจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์การสร้างเครือข่าย เพื่อเข้าไปช่วยเหลือเด็กเร่ร่อนให้สามารถกลับเข้ามายืนได้ในสังคมอย่างเข้มแข็ง

 นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ เลขาธิการกสม. ในฐานะกรรมการ มสช. กล่าวว่า ปัญหาเด็กเร่ร่อนในสังคมไทยมีความซับซ้อนตามโลกาภิวัฒน์ ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ และกระแสบริโภคนิยมในสังคม ทำให้เด็กถูกทอดทิ้ง ขาดโอกาสทางการศึกษาที่สมควรจะได้รับ ทำให้กฎหมายรัฐธรรมนูญ 50 ได้ตระหนักและเขียนคุ้มครองไว้ในมาตรา 52 ที่บัญญัติไว้ว่า เด็ก เยาวชน มีสิทธิในการอยู่รอดและได้รับการพัฒนาด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา ตามศักยภาพในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนเป็นสำคัญ และมาตรา 55 ที่บัญญัติไว้ว่า บุคคลซึ่งไร้ที่อยู่อาศัยและไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ ย่อมมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ

 นพ.ชูชัย กล่าวต่อว่า สภาวะที่มีความยากไร้ขาดการศึกษาจึงทำให้มีกลุ่มครูข้างถนนเข้าไปช่วยเหลือ ซึ่งตนคิดว่าในเวทีแห่งนี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยเหลือเด็กเร่ร่อนในสังคมไทยได้ อีกทั้งทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ และเอกชนจะต้องช่วยกันระดมความคิดเห็น และเข้าช่วยเหลือเด็กเร่ร่อนตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ตามความเหมาะสมด้วย