
"ปฏิญญาแก่นนคร"ป้องข้าวพื้นบ้าน ปิดทางต่างชาติจดสิทธิบัตรพันธุ์พืช
"เล้าแตก แสนสบาย แม่ผึ้ง แม่ฮ้างใหญ่ สาวอุดร อีแร้ง เพชรราตรี ศรีถาวร อีหนอนน้อย ปัญญาอ่อน ฯลฯ" หลายคนคงนึกฉงนไม่น้อยว่า คำเหล่านี้มีความหมายว่าอย่างไร แต่หากเป็นชาวอีสานคงจะนึกคุ้นชินชื่อเหล่านี้อยู่บ้าง เพราะนั่นคือ ชื่อข้าวพันธุ์พื้นบ้านของภาคอีสาน
ที่กล่าวถึงข้าวพันธุ์พื้นบ้าน เนื่องจากปัจจุบันข้าวพันธุ์พื้นบ้านนับวันจะเลือนรางจางหาย โดยมีข้าวสายพันธุ์ใหม่เข้ามาแทน ทำให้เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน ร่วมกับเครือข่ายผู้บริโภคภาคอีสาน สมาคมเครือข่ายเกษตรกรไทย ภาคอีสาน มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคอีสาน สถาบันพัฒนาองค์การชุมชน สำนักปฏิบัติการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และอีกหลายๆ องค์กร จัดงาน "มหกรรมข้าวพื้นบ้านอีสาน ปี 52" ที่บริเวณลานวัฒนธรรม บึงแก่นนคร จ.ขอนแก่น
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์นโยบายและการค้าข้าวของสังคมไทยในปัจจุบัน นำเสนอรูปธรรมทางเลือกของการผลิตข้าวในยุคสมัย และแนวทางการพึ่งพาตนเองของเกษตรกรอีสาน พร้อมจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ "พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช เกษตรกรรายย่อยได้อะไร" และยังได้ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์องค์กรภาคประชาชนเพื่อปกป้องพันธุกรรมพื้นบ้านภาคอีสาน
บุญส่ง มาตขาว ประธานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน ระบุว่า หลังจากที่กระแสทุนนิยมเริ่มเข้ามา มุ่งเน้นการค้าขาย การทำกำไร นำมาสู่การผูกขาดด้วยการจดสิทธิบัตรพันธุ์ข้าว เมื่อกระแสการโฆษณาผ่านสื่อทำให้ชาวนาได้รับรู้ว่ามีระบบพันธุ์ข้าวดังกล่าวนั้นดี ก็หันมาซื้อพันธุ์ข้าวจากกลุ่มทุน จนละเลยการอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นบ้านของตนที่มีอยู่
ปัจจุบันนี้ชาวบ้านรับรู้น้อยมากเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช ว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไร ซึ่งที่ผ่านมาเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน ติดตามนโยบายของรัฐบาล และมุ่งเน้นส่งเสริมการทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน โดยปลุกกระแสให้ชาวบ้านอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นบ้านเช่นเดิมไว้ด้วยการแบ่งปันให้ญาติ พี่น้อง เพื่อนบ้านเพื่อให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ
อุบล อยู่หว้า ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสานมองว่า ในอดีตความมั่นคงทางอาหารของคนชนบท มาจากการแบ่งปันพันธุ์ข้าวให้บ้านใกล้เรือนเคียงได้นำไปปลูก จนเกิดความมั่นคงทางด้านอาหาร แต่ภายหลังจากที่กลุ่มทุนจากต่างประเทศ เริ่มเข้ามาในประเทศ ความมั่นคงทางอาหารของคนชนบทก็เริ่มลดน้อยถอยลงไป เพราะมีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการประยุกต์ต่อยอดและพัฒนา จนเกิดเป็นข้าวสายพันธุ์ใหม่
"ระบบทุนนิยม ซึ่งมุ่งเน้นทางด้านการค้าเพื่อแสวงหากำไร มักผูกขาดการค้าด้วยการยื่นจดสิทธิบัตร โดยเฉพาะมีการพยายามยื่นจดสิทธิบัตรพันธุ์พืชใหม่ ที่เกิดจากการเอาพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน แล้วนำเอาเทคโนโลยีต่างๆ มาทำการปรับปรุงสายพันธุ์ จนได้สายพันธุ์ใหม่ และนำเอาสายพันธุ์ดังกล่าวไปขายให้เกษตรกร เมื่อเกษตรกรซื้อเมล็ดพันธุ์ไปปลูกในปีแรก ในปีต่อไปก็ไม่สามารถทำพันธุ์ หรือขยายพันธุ์ได้ เพราะมีการตัดต่อพันธุกรรม หรือทำหมันไว้เรียบร้อยแล้ว" อุบลกล่าวไว้อย่างน่าสนใจ
ขณะที่ วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผอ.มูลนิธีชีววิถี ระบุว่า เมื่อ 40 ปีก่อนประเทศไทยมีพันธุ์ข้าวพื้นบ้านกว่า 1 แสนสายพันธุ์ แต่ปัจจุบันเหลือพันธุ์ข้าวพื้นบ้านไม่ถึง 5,000 สายพันธุ์ นับตั้งแต่มีปฏิวัติเขียว โดยการก่อตั้งสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติเกิดขึ้น และมีการพยายามจดสิทธิบัตรพันธุ์ข้าว
"พันธุ์พืช ถือเป็นสิ่งมีชีวิต เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรที่จะถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุน โดยพันธุ์พืชที่เกิดขึ้นมานั้น ต้องเกิดจากการแลกเปลี่ยนในระหว่างชุมชน เพราะฉะนั้นกฎหมายสิทธิบัตร จึงขัดต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของชาวนา อีกทั้งชาวนาก็ไม่เห็นด้วยที่จะเอากฎหมายสิทธิบัตรของต่างชาติมาบังคับใช้ เพราะมองว่าไม่ทำให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ สายพันธุ์ข้าวก็จะไม่เกิดความหลากหลาย"
ผอ.มูลนิธีชีววิถีย้ำด้วยว่า ที่ผ่านมามีบริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านอุตสาหกรรมการเกษตร ได้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวขายให้เกษตรกร ซึ่งจากเดิมเมล็ดพันธุ์ข้าวทั่วไปมีราคากิโลกรัมละ 20 บาท แต่หลังเอกชนได้ปรับปรุงพันธุ์ ราคาก็เพิ่มสูงถึงกิโลกรัมละ 120 บาท ดังนั้นหากในแต่ละปีชาวนาไทยต้องใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวถึง 1 ล้านตันและต้องพึ่งพาพันธุ์ข้าวจากเอกชนทั้งหมด เม็ดเงินมหาศาลก็จะไปตกอยู่ที่กลุ่มทุน ดังนั้น ทางออกของเกษตรกร คือ จะต้องรักษาพันธุกรรมข้าวพันธุ์พื้นบ้านเอาไว้ให้ได้ และต้องเฝ้าระวังและจับตารัฐบาลในการออกกฎหมายและนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรมข้าว หรือพันธุกรรมพืชด้วย
"ข้าวพื้นบ้าน"อาหารมั่นคง ดำรงวิถีชาวนา
ผลจากการเสวนาจึงเกิด "ปฏิญญาแก่นนคร" เพื่อไม่ให้เกษตรกรตกอยู่ภายใต้การครอบงำของบริษัทการเกษตรข้ามชาติ อันเป็นสัญญาของความมั่นคงทางอาหาร และศักดิ์ศรีของเกษตรได้สูญหายไปจากชุมชนท้องถิ่น ตามประกาศเจตนารมณ์ดังนี้
1.เกษตรกรต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดมาสู่การพึ่งตนเอง สร้างระบบที่หลากหลาย สอดคล้องกับวิถีชีวิตวัฒนธรรมและระบบนิเวศ โดยเกษตรกรต้องมีอำนาจในการครอบครองและจัดการปัจจัยการผลิต เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ทั้งในระดับครัวเรือน ชุมชน และประเทศ
2.ต้องพัฒนายกระดับองค์กรเกษตรกร ให้มีความสามารถจัดการปัจจัยการผลิตและการตลาดบนพื้นฐานการค้าที่เป็นธรรมแก่เกษตรกรและผู้บริโภค
3.เกษตรกรต้องเร่งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ตนเองให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้มีอำนาจต่อรองในระบบตลาดที่ไม่เป็นธรรมและเพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ของตนเอง โดยการเชื่อมโยงกับภาคีพันธมิตรต่างๆ ทั้งขบวนการแรงงาน คนเมือง กลุ่มผู้บริโภค
และ 4.รัฐต้องคุ้มครองสิทธิเกษตรกรและชุมชน ในการรักษาพันธุกรรมท้องถิ่น และความหลากหลายทางชีวภาพ ภูมิปัญญาวิถีวัฒนธรรมชุมชน ไม่เปิดโอกาสให้บริษัทการเกษตรตลอดจนอำนาจทางการเมืองที่แอบแฝงเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์การผูกขาด ด้วยการใช้กฎหมายสิทธิบัตรเป็นเครื่องมือ
มยุรี อัครบาล



