
รัฐอัดฉีดรากหญ้า สร้างชุมชนเข้มแข็ง
โครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน หรือโครงการชุมชนพอเพียง นับเป็นโครงการแรกๆ ภายใต้นโยบายรัฐบาลของนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ต้องการให้ชุมชนมีโอกาสเข้าถึงแหล่งงบประมาณของภาครัฐได้อย่างรวดเร็ว แม้จะมีการเลื่อนกำหนดคิกออฟจากเดิมวันที่ 19 มีนาคม ไปเ
ดร.สุมิท แช่มประสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานชุมชนพอเพียง กล่าวว่า โครงการชุมชนพอเพียงต้องการให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง ด้วยการใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มุ่งหวังให้ทุกภาคส่วนในชุมชนร่วมกันบริหารจัดการและพัฒนาศักยภาพของตนเองที่มีอยู่ให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ ลดต้นทุนและปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ตลอดจนสร้างโอกาสในการพัฒนาหรือเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้แก่ชุมชน
รัฐบาลตั้งวงเงินงบประมาณทั้งโครงการไว้ 2.1 หมื่นล้านบาท มีเป้าหมายที่จะอัดฉีดเงินเข้าสู่ชุมชนทั่วประเทศจำนวน 8.2 หมื่นชุมชน แบ่งตามขนาดของจำนวนประชากรตั้งแต่น้อยกว่า 50 คน ไปจนถึง 1,501 คนขึ้นไป แบ่งออกได้เป็น 7 ขนาดชุมชน คือ 1-50 คน จะได้เงิน 1 แสนบาท, 51-150 คน จะได้เงิน 2 แสนบาท, 151-250 คน ได้เงิน 3 แสนบาท, 251-500 คน ได้เงิน 4 แสนบาท, 501-1,000 คน จะได้เงิน 5 แสนบาท, 1,001-1,500 คน ได้เงิน 6 แสนบาท และตั้งแต่ 1,500 คนขึ้นไป จะได้เงิน 7 แสนบาท
ทั้งนี้ กำหนดให้แต่ละชุมชนจะต้องคิดและนำเสนอโครงการในการพัฒนาชุมชนของตนเอง ภายใต้หลักเกณฑ์คือ 1.รองรับผู้ด้อยโอกาสและผู้ว่างงานในชุมชนให้สามารถพัฒนาไปสู่ความพออยู่ พอกิน พอใช้ 2.สนับสนุนและส่งเสริมการลดต้นทุนและปัจจัยในการผลิตด้านต่างๆ เช่น ด้านการเกษตร เพื่อเพิ่มศักยภาพในการประกอบอาชีพ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย สร้างโอกาสในอาชีพ และเพิ่มความสามารถในการพัฒนาเศรษฐกิจรากหญ้า
3.สนับสนุนและส่งเสริมการใช้และการอนุรักษ์พลังงาน หรือพลังงานทดแทน หรือพลังงานทางเลือก และ 4.สนับสนุนและส่งเสริมการอนุรักษ์และรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว โดยการดำเนินโครงการนั้น ชุมชนสามารถร่วมลงทุนกับชุมชนใกล้เคียง หรือองค์การภาครัฐและเอกชนในพื้นที่หรือนอกพื้นที่ได้ หรือหากในชุมชนแห่งเดียวต้องการจะเสนอทำหลายโครงการก็ได้เช่นกัน
"เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วระยะหนึ่ง เพราะมีคนนำไปทดลองปฏิบัติจนประสบความสำเร็จ และเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าไม่ใช่เพียงความพออยู่พอกินเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างรายได้ให้มีความมั่นคงในชีวิตได้อีกด้วย ซึ่งกรอบแนวคิดของรัฐบาลคือ ปัญหา บวก เงิน คือเมื่อชาวบ้านมีปัญหา รัฐก็จะหาเงินมาให้ช่วยแก้ปัญหา" ดร.สุมิท กล่าว
ส่วนการนำเสนอโครงการนั้น ชาวบ้านจะต้องร่วมกันคิดทำโครงการขึ้นมา โดยแต่เดิมชาวบ้านคุ้นเคยกับการทำบัญชีครัวเรือนอยู่แล้ว ก็มารวมตัวกันจัดทำบัญชีชุมชนขึ้นมา ดูด้านรายรับและรายจ่ายในแต่ละปีมีเท่าไร สาเหตุที่ทำให้บัญชีติดลบคืออะไร ก็ให้มาคิดกันว่าจะแก้ไขอย่างไรเพื่อให้ส่วนที่ติดลบนั้นหายไป ด้วยการคิดเป็นโครงการขึ้นมาให้เหมาะสมกับแต่ละชุมชนนั้นๆ เอง
"นี่คือวิถีการใช้ชีวิตแบบพึ่งตนเอง ไม่พึ่งพาภายนอก ผลผลิตออกมาชุมชนก็จะได้รับประโยชน์เต็มๆ ซึ่งเศรษฐกิจพอเพียงในขั้นต้นนั้นคือ การพออยู่ พอกิน พอใช้ เมื่อชุมชนพึ่งพาตนเองได้แล้ว ก็จะทำให้บัญชีเกิดความสมดุลและกลายเป็นความพอเพียง เมื่อนั้นก็หมายถึงว่าพ้นจากความยากจนแล้ว จากนั้นก็จะก้าวไปสู่ความก้าวหน้าได้ โดยนำผลผลิตที่เหลือมาแปรรูปให้เกิดเป็นการต่อยอด ตรงนี้ชุมชนสามารถที่จะจัดเป็นกลุ่มก้อน เช่น กลุ่มแม่บ้าน มาดำเนินการ และต่อยอดเป็นโอท็อป หรือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอี ต่อไปได้" ผอ.สำนักงานชุมชนพอเพียง กล่าว
อย่างไรก็ตาม การดำเนินโครงการนั้นอาจจะมีปัญหาที่ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็เชื่อว่าการเริ่มต้นวางกรอบโครงการที่ชัดเจน และทำความเข้าใจกับประชาชน รวมถึงการดึงเครือข่ายที่เป็นทั้งองค์กรภาครัฐ ข้าราชการ ภาคประชาสังคมและเอกชน เข้ามาร่วมผลักดัน เชื่อว่าจะทำให้ความผิดพลาดนั้นน้อยลง ขณะที่การวัดผลความสำเร็จของโครงการคือวัดด้วยความสุขมวลรวมชุมชน และผลิตภัณฑ์มวลรวมความสุขชุมชน คาดว่าจะจัดทำแล้วเสร็จภายใน 3 เดือนจากนี้



