ข่าว

"มาร์ค"เชิญเครือข่ายอสม.ร่วมแผนปรองดอง

"มาร์ค"เชิญเครือข่ายอสม.ร่วมแผนปรองดอง

24 มิ.ย. 2553

นายก"อภิสิทธิ์"เชิญเครือข่ายอสม. 1 ล้านคน ร่วมเคลื่อนแผนปรองดอง

(24มิ.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รมว.สาธารณสุข นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ รมช.สาธารณสุข นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ร่วมงานเชิดชูเกียรติ อสม. เนื่องในวันอาสาสมัครสาธารณสุขแห่งชาติ 20 มี.ค. 2553 โดยมีผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุจ อาสาสมัครสาธารณสุข(อสม.)ทั่วประเทศ รวมทั้ง อสม.ดีเด่นระดับชาติ ปี 2540-2552 และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขร่วมงานกว่า 2,500 คน ทั้งนี้มีพิธีพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์ จากพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแก่ อสม.ดีเด่น 2551-2553 ประกอบด้วย ชั้นเหรียญทอง 14 คน ชั้นเหรียญเงิน 30 คน นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีได้มอบรางวัลเข็มทองคำเชิดชูเกียรติ พร้อมใบประกาศเกียรติคุณแก่ อสม.ดีเด่นระดับชาติ ประจำปี 2553 จำนวน 15 คน ใน 12 สาขาด้วย

 จากนั้นนายอภิสิทธิ์ กล่าวเปิดงานและให้โอวาทแก่ อสม.ว่า รัฐบาลมีนโยบายให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพอนามัยของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำการสาธารณสุขมูลฐานมาใช้ เพื่อให้ประชาชนสามารถดูแลได้ด้วยตนเอง ซึ่งกลุ่มคนที่มีความสำคัญในการผลักดัน คืออสม. อย่างไรก็ตามเห็นว่าวงการสาธารณสุขของไทยได้รับการยอมรับ ได้รับการจับตาจากประชาคมโลกและนานาชาติ ซึ่งส่วนหนึ่งไม่ได้เป็นเพียงแต่เพราะบุคลากรเท่านั้นที่มีความโดดเด่น ได้รับการยอมรับว่ามีคุณภาพ มีมาตรฐานสูงทัดเทียมกับสากล แต่ส่วนสำคัญที่เป็นที่สนใจของประชาคมโลกเป็นอย่างมาก คือ นโยบายสาธารณสุขในการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน ในการสร้างสุขภาวะให้กับประชาชนและสังคม ทั้งนี้ในระยะหลังอาจจะมีองค์กรใหม่ๆ มีนวัตกรรมของการบริหารจัดการด้านสุขภาพ เช่น มีการจัดตั้งสถานบันสร้างเสริมสุขภาพแห่งชาติ (สสส.) จัดตั้งสมัชชาสุขภาพขึ้น แต่โดยแท้จริงการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูแลสุขภาพเริ่มต้นมาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี จากอสม.แล้ว ซึ่งตนเห็นว่าเป็นรากฐานที่สำคัญของการดูแลและทำให้สุขภาพของประชาชนคนไทยได้รับการดูแลและบริการที่ดี มีความรู้ด้านสุขภาพพื้นฐานที่ดี ดังนั้นในปี 2553 กระทรวงสาธารณสุขจะพัฒนาอสม.ให้มีความรู้ในการปฎิบัติงานเชิงรุกให้มากขึ้น และจัดการบูรณาการงาน 4 ด้านสำคัญได้แก่ 1.การจัดทำแผนสุขภาพชุมชน การวางยุทธสาสตร์และระดมความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย 2.เป็นแกนประสานระหว่างสถานีชุมชน สถานีอนามัย โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และโรงบาลชุมชนในพื้นที่ 3.สื่อสารนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาลไปสู่การปฎิบัติจริงกับประชาชนให้ประสบผลสำเร็จ และ 4.เป็นสมาชิกเมืองคนดีของประชาชน เพื่อทำให้ประเทศเป็นเมืองสะอาด ปราศจากคอรัปชั่น

 นายกฯ กล่าวต่อว่า บทบาทของ อสม. แม้จะเป็นการอาสาเข้ามาทำงาน แต่การทำงานก็ต้องมีความเสียสละ และต้องทุ่มเท ทั้งกำลังกาย กำลังใจ และเวลาของการทำงาน รัฐบาลจึงมีนโยบายสนับสนุน อสม.ในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการพัฒนาระบบของ อสม.อย่างต่อเนื่อง สร้างกระบวนการทางการเรียนรู้ เพื่อผนึกกำลังและนำไปสู่การจัดตั้งเป็นเครือข่ายทั่วประเทศ สามารถเข้าใจถึงปัญหาชุมชนของตนเอง จัดการปัญหาชุมชนร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการทำงานของ อสม. จึงกลายเป็นการทำงานในเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพอย่างมาก ซึ่งรัฐบาลก็ได้สนับสนุนในเรื่องสวัสดิการมาตลอด เพื่อตอบแทนการเสียสละและการมีจิตสำนึกที่ดี เช่น การสนับสนุนสิทธิด้านการรักษาพยาบาล การศึกษาต่อ การให้ทุนการศึกษาแก่บุตรธิดา และรัฐบาลได้ดำเนินการตามนโยบายเรื่องการตอบแทนอสม. 600 บาทต่อเดือน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้สามารถปฏิบัติงานได้คล่องตัว นอกจากนี้หวังว่าการสนับสนุนของรัฐบาลจะช่วยให้การขับเคลื่อนด้านการเสริมสร้างสุขภาพมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลมีนโยบายตามโครงการไทยเข้มแข็งฯ คือกำลังดำเนินการร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขในการปรับสถานีอนามัย กว่า 9000 แห่ง ให้เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล รวมทั้งได้จัดให้มีการพัฒนา อสม.จำนวน 150000 คน เพื่อช่วยขับเคลื่อนงานเชิงรุกในพื้นที่ด้วย ซึ่งจะมีความสำคัญในการยกระดับความเป็นอยู่และสุขภาพในท้องถิ่นต่อไป

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันสังคมไทยให้การยอมรับ อสม. ว่าเป็นผู้นำในการสร้างเสริมสุขภาพ และในยุคปัจจุบันการทำงานของอสม.ก็จะมีความท้าทายมากขึ้น เพราะความเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านการเมือง ดังนั้นการทำงานจึงต้องปรับเปลี่ยนเป็นการทำงานเชิงรุกและให้ความรู้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ผ่านมามีโรคใหม่ๆ เกิดขึ้นมาก ทั้ง โรคซาร์ โรคไข้หวัดใหญ่ รัฐบาลจึงหวังว่าการสร้างขวัญกำลังใจ การให้ความรู้ จะทำให้การทำงานด้านนี้มีความเข้มแข็งขึ้น และในปัจจุบันบ้านเมืองและสังคมกำลังประสบภาวะวิกฤต ซึ่งวิกฤตการณ์ทางการเมืองก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลกำลังเดินหน้าในการขับเคลื่อนเพื่อนำไปสู่ความปรองดอง โดยมีมาตรการ นโยบาย และกระบวนการในการปฏิรูปในหลายแนวทาง ทั้งนี้ ความสำเร็จในเรื่องการปรองดองเพื่อคืนความสุขให้กับประชาชนคนไทยนั้น มีหัวใจสำคัญอยู่ที่การมีส่วนร่วมและความรู้สึกของความเป็นเจ้าของงานนี้ของประชาชนคนไทยทุกคน

 “ผมเชื่อมั่นว่าโดยศักยภาพและเครือข่ายของ อสม. จะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้เราสามารถบรรลุผลสำเร็จและเป้าหมายของการปรองดองในชาติและในระดับชุมชน จากการที่ อสม.ที่มีอยู่ทั่วประเทศประมาณ 1 ล้านคน มีความใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่ต่างๆอยู่แล้ว ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในชุมชนและในท้องถิ่น ดังนั้น อสม.จะมีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการทำให้ประชาชนคนไทยสามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้ท่ามกลางความหลากหลายและความแตกต่างทางความคิด ไม่ว่าจะในทางการเมืองหรือในทางอื่นใด ตนจึงหวังอย่างยิ่งว่าเวลาต่อจากนี้ไป อสม.จะทำหน้าที่ในส่วนนี้เพื่อผลักดันให้สังคมของเราผ่านพ้นวิกฤตการณ์ที่สร้างความยากลำบาก ความเดือดร้อน และความทุกข์ให้กับคนไทยมาระยะเวลาหนึ่ง ”นายกฯ กล่าว

 ในตอนท้ายนายกฯ กล่าวว่า เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ ในวันที่ 5 ธ.ค. 2554 รัฐบาลขอเชิญชวนพี่น้อง อสม. ที่มีทั้งหมด 1,002,243 คน ร่วมเป็นผู้นำสร้างสุขภาพแก่คนไทยเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็นพระเจ้าอยู่หัว ภายใต้คำขวัญ "อสม.ล้านด้วงใจ สร้างสุขภาพคนไทย ถวายพ่อของแผ่นดินด้วย