
เชื่อก.ม.คุมบัตรเครดิตเอื้อลูกหนี้บีบเอกชนใช้มาตรฐานเดียวกัน
กรณ์ มั่นใจกฎหมายควบคุมธุรกิจบัตรเครดิตเอื้อประโยชน์ลูกหนี้ หลังมีผลบังคับใช้สถาบันการเงินทุกแห่งต้องคิดดอกเบี้ยในมาตรฐานเดียวกัน พร้อมทั้งต้องมีใบอนุญาตจากกระทรวงคลัง จี้ธปท.ดูแลดอกเบี้ยบัตรเครดิตให้เหมาะสมตามต้นทุนผู้ประกอบการที่ลดลง รับหากคุมเข้มเกิ
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านความเห็นชอบร่างพ.ร.บ.การควบคุมธุรกิจบัตรเครดิต ว่า หลังจากนี้จะส่งไปสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาต่อไป โดยกฎหมายดังกล่าวจะเป็นการกำกับดูแลการทำธุรกิจบัตรทั้งของสถาบันการเงินและสถาบันที่ไม่ใช่สถาบันการเงินให้มีมาตรฐานเดียวกันทั้งการขอใบอนุญาตจากกระทรวงการคลังและการกำหนดคุณสมบัติของผู้ถือบัตรเครดิต การคิดอัตราดอกเบี้ยที่ควบคุมโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตยังสามารถดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ และไม่ได้ปิดกั้นผู้ประกอบการรายใหม่ที่จะเข้ามาทำธุรกิจ แต่ต่อไปหากกฎหมายมีผลบังคับใช้ ผู้ประกอบการรายเดิมก็ต้องเข้ามารายงานตัวภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อรับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลัง รวมทั้งรายใหม่ที่สนใจเข้ามาทำธุรกิจดังกล่าวด้วย
“ที่ผ่านมารัฐบาลก่อนๆ พยายามผลักดันกฎหมายควบคุมธุรกิจบัตรเครดิตมาตั้งแต่ปี 2543 เพราะเห็นว่าในเมืองไทยมีการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตมานานกว่า 50 ปี แต่ไม่มีกฎหมายควบคุมดูแลเป็นการเฉพาะ โดยต่อไปพ.ร.บ.ดังกล่าวจะใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตทุกราย ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนั้น ธปท.จะเป็นผู้กำหนดให้เหมาะสมกับสภาพตลาด ซึ่งกระทรวงการคลังเคยตั้งข้อเกตไปว่าเมื่อดอกเบี้ยอ้างอิงลดก็น่าจะทำให้ต้นทุนของสถาบันการเงินลดลงด้วย แต่ทำไมเพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิตไม่ลดลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝากให้ธปท.รับไปดูแล” นายกรณ์ กล่าว
นายกรณ์ให้ความเห็นด้วยว่า การควบคุมธุรกิจบัตรเครดิตนั้น หากมีการดูแลเข้มงวดเกินไปจนทำให้ประชาชนไม่มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงิน ก็อาจทำให้ประชาชนบางส่วนหันไปกู้เงินนอกระบบมากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลเสียกว่า เพราะแม้ดอกเบี้ยบวกค่าธรรมเนียมของสถาบันการเงินจะอยู่ในระดับสูงแต่ก็ยังต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบ



