
แนวโน้มเศรษฐกิจในยุคการเมืองใหม่
สัปดาห์นี้ผมขอ แวบ เข้าไปคุยเรื่องการเมืองกับเขาบ้างเพราะบรรยากาศประเทศไทยขณะนี้ปกคลุมด้วยคำว่า ปรองดอง บ้าง ปฏิรูปใหญ่ประเทศ บ้าง ซึ่งผู้คนก็ยังไม่เข้าใจกันดี เป็นหัวข้อถกเถียงกันในหลายวงสนทนา
ส่วนใหญ่ก็จะถามกันว่าไม่ทราบว่านายกฯ อภิสิทธิ์ เจ้าของไอเดียนี้จะให้ใครปรองดองกับใคร เพราะเจ้าตัวไม่ได้พูดออกมาให้ชัดเจน ชาวบ้านบางกลุ่มก็สงสัยว่าการปฏิรูปกับการปรองดองเกี่ยวข้องกันอย่างไร ทั้งนี้ยังไม่พูดถึงการวิพากษ์วิจารณ์เบื้องหน้าเบื้องหลังของคนที่จะมาร่วมในกระบวนการนี้โดยได้รับรู้ถึงคนที่จะมานำหัว “ขบวน”
ในชั้นนี้ผมขอยกให้ ว่าท่านนายกฯ ประสบความสำเร็จอย่างหนึ่ง คือมีเรื่องให้ชาวบ้านพูดจาวิจารณ์กันได้โดยไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องที่รัฐบาลไม่อยากจะฟัง ไม่อยากจะให้พูด
ชาวบ้านหลายคนอาจจะไม่รู้ตัวว่าเราได้เข้าสู่ “การเมืองใหม่” แล้ว เพราะประชาธิปไตยแต่เดิมของไทยนั้นเป็นแบบ “ตัวแทน” มีนักการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งตามแบบไทยๆ เป็นผู้แทนปวงชน มาออกกฎหมายมาตั้งรัฐบาลและ (โดยทฤษฎี) ควบคุมการบริหารงานของรัฐบาลซึ่งปรากฏว่าตลอดระยะเวลาเกือบ 80 ปี ไม่ประสบความสำเร็จดีนัก นายกฯ อภิสิทธิ์จึงคิดสูตรใหม่ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า “การปฏิรูปประเทศ...” โดยหันไปใช้กลุ่มคนนอกระบบผู้แทนปวงชนปกติ และเป็นผู้แทนมวลชนที่ไม่ได้ผ่านการเลือกตั้งทั่วไป จัดตั้งเป็นกลุ่มเรียกว่า “สมัชชา” บ้าง “เครือข่าย” บ้าง รวมเรียกกลุ่มบุคคลเหล่านี้ว่าเป็น “ประชาคม” เพื่อไว้อ้างว่ากิจกรรมใดกระทำผ่านกลุ่มบุคคลกลุ่มนี้ ก็ถือว่าได้ผ่านประชาชนทุกภาคส่วนมาแล้ว
อย่างไรก็ตามการใช้วิธีนี้ก็ไม่พ้นเรื่องตัวบุคคล พวกใครพวกมัน จะเห็นได้จากรายชื่อหัวขบวนที่เปิดเผยมาก็พอทราบได้ว่าเป็นคนกลุ่มไหน มีรสนิยมและวิสัยทัศน์อย่างไร ควรสังเกตว่ากลุ่มคนเหล่านี้เป็นชนชั้นนำทางความคิดของประเทศ มีการศึกษาสูง ส่วนมากจบการศึกษาจากต่างประเทศ แต่ฐานะส่วนตัวไม่ร่ำรวยมากนัก เพราะส่วนมากเป็นอดีตข้าราชการหรือนักธุรกิจประเภทสอง (ลูกจ้าง/ที่ปรึกษา) จึงพอเดาได้ว่ามีแนวความคิดทางเศรษฐกิจอย่างไร
ในด้านเศรษฐกิจนั้นสมาชิกของขบวนการบางคนได้เริ่มออกมาแสดงความคิดเห็นว่า จะต้องจำกัดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนให้แคบลงที่สุด คติอันนี้เป็นอันตรายต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเป็นส่วนรวมอย่างมาก โดยศึกษาจากประเทศที่ยึดแนวปรัชญานี้ อันได้แก่ประเทศคอมมิวนิสต์ในสมัยสงครามเย็น และประเทศที่มีแนวโน้มทางโซเชี่ยลลิสต์บางประเทศ เช่น อินเดีย ผลที่จะขจัดช่องว่าง คือพาประชาชนทั้งประเทศจนไปด้วยกันหมด (อินเดียเลิกใช้นโยบายนี้ตั้งแต่ปี ค.ศ.1991 ทำให้ขณะนี้คนอินเดียมีฐานะดีขึ้นเกือบทั่วประเทศ)
สมาชิกบางท่านก็เผยกลยุทธ์ว่า จะยกฐานะคนชั้นกลางขึ้นทั่วประเทศ แต่ฟังไปฟังมาเหมือนกับจะให้ความสำคัญเพียงกับ “มนุษย์เงินเดือน” แต่ความจริงกลุ่มคนที่จะช่วยยกฐานะความเป็นอยู่ของประเทศให้ดีขึ้นนั้นคือ “กลุ่มเถ้าแก่น้อย” (Entrepreneur) ซึ่งไม่ได้พูดถึงกันมากนัก
อีกประการหนึ่งที่ใคร่ขอฝากความสังเกตแก่ท่านที่จะเข้ามาวางแผนปฏิรูปบ้านเมือง ก็คือบ้านเราชอบพูดกันถึงความเหลื่อมล้ำต่ำสูงอยู่บ่อยๆ แต่ขอตั้งข้อสังเกตว่าสังคมไทยนั้นมีชนชั้นอยู่จริงแต่ผู้คนที่มีความสามารถก็สามารถข้ามชั้นได้ ฉะนั้นการปฏิรูปประเทศอย่าวางเป้าหมายที่จะขจัดการแบ่งชั้น (อันเป็นเรื่องธรรมชาติ) แต่ต้องส่งเสริมให้ผู้คนสามารถปีนข้ามชั้นต่างๆ ได้ตามความสามารถและความตั้งใจของแต่ละคน
เรากำลังเปลี่ยนแปลงปฏิรูปจะหา “แมวขาว หรือแมวดำ” มาจับหนูก็สุดแล้วแต่ อย่าเอาแมวขโมยมาก็แล้วกัน
นายหนูใหญ่ [email protected]



