
4องค์กรวิชาชีพสื่อประสานเสียงจัดตั้งกก.ปฏิรูปสื่อ
4 องค์กรวิชาชีพสื่อประสานเสียงจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและความรับผิดชอบสื่อมวลชน(คพส.) เร่ง 5 ภารกิจ ปฏิรูปสื่อ-ขจัดปัญหา-ควบคุมกันเอง-ทำหลักสูตรพัฒนาสื่อ-พัฒนาองค์กรการศึกษาและเฝ้าระวัง ชี้ รบ.ไม่ควรเสียเวลารับฟังความคิดเห็นอีกรอบ เพ
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 23 มิถุนายน นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลสื่อภาครัฐ เข้าพบปะคณะกรรมการ 4 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ประกอบด้วย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถนนสามเสน โดย มีบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์เข้าร่วมพบปะเพื่อหารือการปฏิรูปสื่อมวลชนของรัฐ การเร่งรัดออกกฎหมายจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อจัดสรรและกำกับดูแลสื่อสารมวลชน ด้านวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์
นายองอาจกล่าวว่า ไม่ ได้เดินทางมามอบนโยบายหรือมาชี้แจงนโยบายให้กับสื่อมวลชน แต่เป็นการมารับฟังความคิดเห็นจากสื่อมวลชน เพราะเป็นหนึ่งในแผนปรองดองในการปฏิรูปสื่อ ซึ่งหลายคนก็กิดความสับสนเพราะเห็นว่าสื่อไม่ดีตรงไหนถึงต้องมีการปฏิรูป จึงไม่เห็นด้วยกับคำว่าปฏิรูป แต่อยากจะใช้คำว่าพัฒนา แต่การพัฒนาหรือปฏิรูปก็คือการทำให้ดีขึ้น ในส่วนของภาครัฐก็ต้องมีการปฏิรูปหรือพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น คงไม่มีใครสามารถชี้นำหรือให้ทำอย่างหนึ่งอย่างใด ภาครัฐไม่สามารถไปบอกได้เช่นกัน และคนในรัฐบาลก็ไม่มีความประสงค์จะไปบอกให้ทำ การปฏิรูปต้องเกิดขึ้นจากการเห็นพ้องต้องกันของผู้คนในแวดวงสื่อสารมวลชน ภาควิชาการ องค์กรประชาชน และภาคประชาชนทั่วไปที่เสพสื่อสารมวลชนต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในส่วนของรัฐบาลได้มอบหมายให้ รศ.ดร.ยุบล เบ็ญจรงค์กิจ คณบดี คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานคณะทำงานด้านการปฏิรูปสื่อ และก่อนเขารับตำแหน่งตนได้ไปสอบถามนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็พบความจริงสิ่งที่เคยเข้าใจว่า รศ.ดร.ยุบลจะมาเป็นประธานคณะกรรมการเหมือนกับคณะกรรมการชุดอื่นๆ แต่ไม่ใช่ เพราะ รศ.ดร.ยุบลจะเป็นผู้ประสานงาน รวบรวมความคิดเห็น จุดยืน ความการต้องในการปฏิรูปสื่อเท่านั้น และการพูดคุยกับ รศ.ดร.ยุบลเบื้องต้น ก็มีแนวคิดคล้ายกับตนที่คิดไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งผู้ที่จะมารับผิดชอบงานด้านนี้ต้องมีภาระหน้าที่ในการับฟังความคิดเห็น และรวบรวมความคิดเห็นได้มากที่สุด หลังจากนี้ไปจะมีการเชิญอาจารย์มาร่วมเป็นคณะทำงานและทาบทามบุคคล
“ การเคลื่อนไหวของภาครัฐจะเป็นการรับฟังความคิดมากกว่าการจะไปบอกว่าสื่อควรทำอะไร หลังรับฟังแล้วอาจจะต้องใช้เวลาสักระยะ แต่งคงไม่เกินสามสี่เดือน อะไรที่เกี่ยวกับรัฐบาลที่สามารถทำได้ รัฐบาลจะรับไปทำ เช่น ถ้าเห็นว่าต้องมีการแก้ไขกฎหมายหรือต้องการผลักดันกฎหมายเข้าสู่สภา รัฐบาลซึ่งมีเสียงข้างมากก็พร้อมจะผลักดัน ” นายองอาจกล่าว
นายเกียรติชัย พงศ์พาณิชย์ ที่ปรึกษาสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวว่า หลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ทำให้เกิดทีวีเสรีขึ้นมา แต่ครั้งนี้การปฏิรูปสื่อเกิดจากดำริของรัฐบาลซึ่งจะกลายเป็นส่วนของการปฏิรูปประเทศ ความเห็นต่างๆ ไม่ได้พูดถึงสื่อของเอกชน แต่พูดถึงสื่อของภาครัฐ ซึ่งหากจะต้องปฏิรูปสื่อควรจะปฏิรูปอย่างไร เช่น กรมประชาสัมพันธ์มีปัญหาเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือที่ไม่สามารถจะไปแข่งขัน กับเอกชนได้ ตลอดจนการบริหารจัดการที่ไม่ได้เรื่อง คณะกรรมการต้องไปคิดว่าต้องทำอย่างไร ทั้งนี้เห็นว่าการปฏิรูป็ไม่ได้มีการเอาภาคสื่อจริงๆ เข้าไปร่วม แต่การตั้งแต่ฝ่ายวิชาการแม้จะไม่ได้เสียหายอะไร แต่ก็เหมือนกับว่าคิดเองทำเอง ฝ่ายอำนาจรัฐต้องการทำ แต่สื่อไม่มีบทบาท
นาย เกียรติชัยกล่าวว่า หลักการสำคัญในรัฐธรรมนูญในเรื่องสิทธิเสรีภาพต้องคงไว้ การปฏิรูปสื่อมีเรื่องสิทธิและเสรีภาพ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับสังคม เมื่อจะกำลังพัฒนาก็ต้องพัฒนาเพื่อความเป็นสังคมประชาธรรมและสังคม ประชาธิปไตย มีหลักการหลั่งไหลอย่างเสรีของข่าวสาร สร้างสันติภาพ ไม่ใช่สื่อที่ชวนทะเลาะเบาะแว้ง ต้องปฏิรูปเพื่อสร้างความเสมอภาคและความยุติธรรมให้เกิดขึ้น โดยมีจริยธรรมเข้ามากำกับ รัฐต้องไปคิดว่ากลไกที่จะนำไปสู่การปฏิรูปมีอะไรบ้าง ซึ่งรัฐสามารถจะทำได้ และจะทำอย่างไรให้มีองค์กรที่สามารถควบคุมกันเองได้เช่นสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติและจะทำให้เข้มแข็งได้อย่างไร นอกจากนี้ ต้องมีองค์กรของผู้บริโภคที่คอยติดตามการทำงานของสื่อว่าอยู่ในกรอบวิชาชีพและ จริยธรรมหรือไม่ ต้องตั้งหลักให้ดีไม่เช่นนั้นก็จะปล่อยให้ภาครัฐดำริขึ้นมาเอง และต้องกลับไปดูสื่อของภาครัฐด้วย
ด้าน นางบัญญัติ ทัศนียะเวช ที่ปรึกษาสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวว่า การปฏิรูปสื่อต้องทำตลอดเวลา เพราะสังคมเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ไม่เช่นนั้นสื่อก็จะล้าหลัง ไม่ทันวิวัฒนการของสังคม สื่อกระแสหลักมีองค์กรดูแล มีกรอบจริยธรรมที่เข้มแข็ง อยู่ในฐานะที่รับใช้ประชาชนได้ แต่ยุคนี้เกิดสื่อหลายวิธีการ พัฒนาไปตามเทคโนโลยี สื่อต่างๆ ไม่สามารถควบคุมได้ หลายครั้งทำให้สังคมยุ่งเหยิง เกิดการยั่วยุ รัฐบาลและกลไกของรัฐไม่สามารถติดตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทั้งนี้เห็นว่าหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 มีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในสื่อโทรทัศน์และวิทยุ มีการแข่งขันด้านข่าวและมีข่าวทุกต้นชั่วโมง จากที่เคยเปิดเพลงอย่างเดียว
ด้าน น.ส.ผุสดี คีฏะวรนาฏ อดีตนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า สื่อมวลชนสาธารณรัฐประชาชนจีนได้รายงานข่าวที่เรารู้สึกผิดหวังมาก เพราะไม่ตรงกับสื่อบ้านประเทศไทย สื่อจีนบรรยายว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงเหมือนการปฏิวัติชาวนาของเหมา เซ ตุง เป็นการพูดในระดับเดียวกัน ซีซีทีวีซึ่งเป็นสำนักข่าวของทางการจีนและสถานีโทรทัศน์ฮ่องกงที่อยู่ภายใต้ รัฐบาลจีนวิเคราะห์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกกลั่นแกล้ง รายงานข่าวเหมือนเข้าข้างคนเสื้อแดง และมีคนจีนในระดับรัฐบาลบอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นซุน ยัด เซ็น ของไทย ฟังดูแล้วก็ตกใจ ทำไมคนจีนเข้าใจเราผิดเช่นนัน เพราะสถานทูตจีนในไทยก็มี เราต้องให้ของเราทำความเข้าใจกับคนของต่างประเทศเพื่อไม่ให้เข้าใจผิด เพราะสื่อนอกเข้าใจผิดเสียหายมากกว่าสื่อไทย ไทยจำเป็นต้องมีองค์กรที่รับผิดชอบในการให้ข้อมูลหรือไม่เพื่อให้สำนักข่าว ต่างประเทศได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง
ด้าน นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า รัฐบาลอาจจะสับสนในตัวเอง เพราะครั้งตั้งรัฐบาลใหม่ๆ มีความจริงจังนายกฯแต่งตั้งนายวรากรณ์ สามโกเศศ เป็นประธานคณะทำงานด้านการปฏิรูปสื่อ ดึงคนจากวงการต่างๆ มีความเห็นในการปฏิรูปช่อง 11 ให้เป็นองค์การมหาชนตาม พ.ร.บ.องค์การมหาชน 2542 ซึ่งเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารในการตราพระราชกำหนด และต่อไปต้องมีการปฏิรูปสื่อวิทยุของทหารและหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐที่มีอยู่ประมาณ 500 คลื่น ไม่ต้องพูดถึงวิทยุชุมชนอีกประมาณ 8,000 คลื่น โดยหลักการที่ชัดเจนคือการเช่าเวลาไปเช่าช่วงต่อ ถ้าไม่มีความชัดเจนคณะกรรมการชุด รศ.ดร.ยุบลก็ไปซ้ำรอยกับชุดของนายวรากรณ์
นาย ประสงค์กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ยังมีสำนักพิมพ์ต่างๆ เปิดเว็บไซต์ข่าว ซึ่งรัฐธรรมนูญได้พูดถึงการห้ามปิดข่าวสาร แต่กระบวนการบล็อกเว็บไซต์ยังไม่มีกระบวนการ เป็นอำนาจของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศที่จะไปขออำนาจศาลในการปิด ปัญหาอยู่ที่ว่าใครเป็นการตรวจสอบการใช้อำนาจ ยิ่งในสถานการณ์ขณะนี้ยิ่งไม่มีการตรวจสอบ ล่าสุดมีคนโทรศัพท์อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน โทร.เข้าไปขอไอพีผู้โพสต์ข้อความที่อ้างว่าหมิ่นสถาบัน เหมือนเป็นมือลึกลับไม่มีกระบวนการตรวจสอบว่ามีกระบวนการอย่างไร ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลประชาธิปัตย์เท่านั้น รัฐบาลพรรคอื่นอาจจะใช้อำนาจมากกว่านี้ก็ได้ ต้องการจัดการว่าการใช้อำนาจศาลปิดเว็บไซต์ทำได้หรือไม่
นายก่อเขตต์ จันทเลิศลักษณ์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กล่าวว่า เราเห็นด้วยกับการปฏิรูปสื่อหรือการพัฒนาหรือทำให้ดีขึ้น สภาพวิกฤตที่เกิดขึ้นมันเกี่ยวเนื่องกันไปทุกส่วน การพัฒนาหรือปฏิรูปสื่อไม่ได้จำกัดอยู่ที่ภาครัฐ เราต้องเรียกร้องไปที่ผู้รับสารด้วย และที่สำคัญคือการเรียกร้องต่อสื่อว่าจะดูแลกันอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ และเดินตามกรอบวิชาชีพที่รับผิดชอบต่อสังคม ให้ผู้ชมและผู้ฟังตรวจสอบการทำงาน อาจจะมีการจัดองค์กรกำกับดูแลในอนาคตเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคสื่อเอกชน ส่วนภาครัฐก็ให้มีการปฏิรูปเช่นกัน ซึ่งสามารถทำได้ทันที เพราะอยู่ในการกำกับของรัฐอยู่แล้ว ที่สุดแล้วประชาชนจะได้ประโยชน์
นายเจริญ ถิ่นเกาะแก้ว นายกสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุท้องถิ่นไทย กล่าวว่า ก่อนรัฐธรรมนูญปี 2540 พวกเราซึ่งประกอบอาชีพจัดรายการวิทยุซึ่งต้องเช่าช่วงเวลาต่ออีกครั้ง หลังรัฐธรรมนูญ 2540 ก็คาดหวังว่าภายใน 5 ปี จะมีการดำเนินการปฏิรูปสื่อ การจัดสรรแบ่งคลื่นวิทยุ แต่พวกเราก็ยังต้องเช่าช่วงเวลาเหมือนเดิม เมื่อกระโดดลงมาจัดตั้งสถานีวิทยุเองก็ต้องต่อสู้ เพราะพวกเราต้องการทำธุรกิจวิทยุในชุมชน ไม่ใช่วิทยุชุมชนเพราะเข้าใจดีถึงคำว่าวิทยุชุมชน พวกต้องการประกอบแบบเอสเอ็มอีในชุมชน ไม่ได้ทำธุรกิจระดับชาติ แต่ก็ยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ แต่รัฐบาลกลับมารับฟังความคิดเห็นอีกรอบ พวกเราก็ไปแสดงความคิดเห็นอีกรอบ ไม่รู้ว่าจะรอกันอีกกี่ เหมือนกับการย้อนยุคกลับไปเมื่อปี 2543-2545 ทำไมรัฐบาลไม่เอาข้อมูลเก่ามาปัดฝุ่น ขณะนี้มีการหวาดระแวงกันมากขึ้น มีกลุ่มคนบางกลุ่มเข้าไปหากินกับวิทยุเล็กๆ ว่าต้องมาเป็นสมาชิกไม่เช่นนั้นจะไม่ได้รับการจัดสรรคลื่น บางรายต้องจ่ายเงินเป็นหมื่นๆ บาท
นายภัทระ คำพิทักษ์ บรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ และอดีตนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันถือเป็นสงครามข่าวสารระดับโลก จะอยู่เฉยๆ ก็คงไม่ได้ และยังคิดว่ารัฐบาลตั้งใจที่จะปฏิรูปสื่อ แต่อยู่ในอาการกล้าๆ กลัว ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร หากรัฐบาลพยามจะทำหรือริเริ่ม ก็ควรจะมีโครงสร้างหรือกระบวนการอย่างไรบ้าง ถ้าเราจะเปลี่ยนแปลงประเทศเพื่อรับมือสงครามข่าวสาร เรื่องจีนเป็นตัวอย่างที่ดี เราพยายามทำทีวีอาเซียนเพื่อเป็นกระบอกเสียง แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้น ควรมีกระบอกเสียงของไทยเองหรือไม่ ทั้งนี้การปฏิรูปควรเริ่มจากสื่อ ต้องพูดถึงเสรีภาพและความรับผิดชอบ ซึ่งเอกชนได้ทำมาต่อเนื่อง และจะทำต่อไป
“ เรา พบว่ามีสื่อของรัฐและสื่อในอาณัติของรัฐ รัฐจะทำอย่างไรเพื่อให้มีเสรีภาพหรือไม่ ถ้าควบคุมเอาไว้คนทำงานก็ไม่ได้เป็นมืออาชีพ เพราะตรวจสอบไม่ได้ อาจจะเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมือง ถูกใบสั่งตลอดเวลา ถ้าปล่อยให้เสรีภาพ สื่อรัฐจะพลิกฝ่ามือไปเลยได้หรือไม่ ” นายภัทระกล่าว
นายนิพนธ์ นาคสมภพ นายกสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม(ประเทศไทย) กล่าวว่า เราจะปฏิรูปสื่อเพื่อใคร เพาะ คนชั้นกลางและชั้นสูงดูโทรทัศน์สองสามช่องอ่านหนังสือพิมพ์สองสามฉบับ อ่านข่าวจากเว็บไซต์ คนเหล่านี้รู้เรื่องหมด แต่คนพื้นฐานในต่างจังหวัดไม่มีโอกาสเหล่านี้ ส่วนใหญ่ฟังข่าวจากเพื่อน ถูกพูดกรอกหู เชื่อคนง่าย ใครบอกก็เชื่อ ไม่มีหน่วยงานใดแปลงสารให้เข้าถึงคนเหล่านี้ ไม่ใช่พูด 1 ชั่วโมง ให้เขาฟัง คนเหล่านี้ไม่โอกาสอ่านหนังสือ มีแต่สภากาแฟที่เพื่อนๆ อ่านแล้วมาเล่าให้ฟัง ทีวีก็ดูเฉพาะละครชั่วโมงหรือสองชั่วโมง
ด้าน นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ อดีตเลขาธิการสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ความต้องการการปฏิรูปสื่อ เกิดจากสื่อที่เป็นเครื่องมือทางการเมือง ทำให้เกิดความเกลียดชังยุยงและ ทำอย่างไรให้เกิดความรับผิดชอบของผู้ผลิตสื่อ
ภายหลังการรับฟังความคิดเห็น นายประสงค์ได้เป็นตัวแทนสมาคมวิชาชีพสื่อแถลงการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาส่ง เสริมสิทธิเสรีภาพและความรับผิดชอบสื่อมวลชน(คพส.) ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์กรวิชาชีพสื่อสารมวลชน นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน นักกฎหมาย ผู้แทนองค์ด้านคุ้มครองผู้บริโภคด้านสื่อมวลชนและการปฏิรูปสื่อ 1.เพื่อ เร่งรัดผลักดันให้เกิดการปฏิรูปสื่อมวลชนของรัฐ ออกกฎหมายจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อทำหน้าที่จัดสรรแลกำกับดูแลสื่อมวลขนด้าน วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ที่ใช้ความถี่และไม่ใช่ความถี่ 2.เพื่อ ขจัดปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสวงหาและนำเสนอข้อมูล ข่าวสารของประชาชนและสื่อมวลชน โดยเฉพาะปัญหาอุปสรรคทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
นายประสงค์กล่าวว่า 3.เพื่อ ศึกษาถึงแนวทางในการปรับปรุงโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ขององค์กรกำกับดูแลกัน เองด้านจริยธรรมให้สามารถตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงและความคาดหวังของสังคม ที่มีต่อสื่อมวลชน 4.เพื่อ ศึกษาหาแนวทางในการแสวงหาความร่วมมือต่อการจัดการทำหลักสูตรการพัฒนาบุคลากร ในวิชาชีพสื่อสารมวลชนอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพเพื่อให้เป็นหลักประกัน ต่อการทำหน้าที่ของบุคลากรในวิชาชีพ และ 5.เพื่อ ศึกษาและนำไปสู่การสนับสนุนการพัฒนาองค์กรด้านการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อให้ เข้มแข็งและได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ได้แก่ องค์กรสื่อสารมวลชน องค์กรด้านวิชาการและองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อให้เกิดกระบวนการตรวจสอบสื่อมวลชนโดยภาคสังคมให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น.
หลังจาก รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พบ 4 องค์กรวิชาชีพสื่อแล้วเสร็จ นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ได้แถลงถึงแนวทางในการปฏิรูปสื่อภาครัฐและพัฒนาสื่อเอกชนว่า 4 องค์กรวิชาชีพสื่อ เสนอตั้งคณะกรรมการพัฒนาส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและความรับผิดชอบสื่อมวลชน ” (คพส.) เพื่อเดินหน้า “ ปฏิรูปสื่อภาครัฐ-พัฒนาสื่อเอกชน ”
นายประสงค์ กล่าวว่าจากเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2553 ซึ่งนำไปสู่ความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวนมาก อันสะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกอันร้าวลึกของประชาชนคนไทยที่มีความคิดและความเชื่อทางการเมืองที่แตกต่างกัน โดยไม่ยอมรับฟังเหตุผลซึ่งกันและกันและพร้อมที่จะใช้กำลังเข้าประหัตประหารกันได้ตลอดเวลา
ภายใต้สถานการณ์ข้างต้น สื่อมวลชนได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่า มีส่วนสำคัญในการยุยงให้เกิดความเกลียดชังและใช้ความรุนแรง และไม่ได้ทำหน้าที่เสนอข้อมูลข่าวสารที่นำไปสู่การแสวงหาทางออกให้กับสังคมไทยโดยใช้กระบวนการสันติวิธี
อย่างไรก็ตาม ข้อวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าว มิได้มีสาเหตุมาจากการผู้ประกอบวิชาชีพหรือองค์กรด้านสื่อมวลชนเพียงฝ่ายเดียว ในทางกลับกัน ปัญหาการผูกขาดโครงสร้างสื่อมวลชนภาครัฐ โดยรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยต่างไม่ให้ความสำคัญต่อการปฏิรูปสื่อภาครัฐ และการเร่งรัดผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปสื่อวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์
ขณะที่องค์กรวิชาชีพด้านสื่อมวลชนต่างๆ ทั้งที่ทำหน้าที่กำกับดูแลกันเองด้านจริยธรรม และส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ได้พยายามปรับตัวด้วยการเพิ่มงานด้านการพัฒนาความเป็นวิชาชีพของผู้ปะกอบวิชาชีพสื่อมวลชนแขนงต่างๆแม้ว่าจะยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ อันเนื่องมาจากข้อจำกัดในด้านต่างๆก็ตาม
ดังนั้น เพื่อให้การขับเคลื่อนกลไกต่างๆของสังคม เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ 4 องค์กรวิชาชพสื่อมวลชน 4 องค์กร จึงได้จัดทำแผนงานการปฏิรูปสื่อมวลชนภาครัฐ และการพัฒนาสื่อมวลชนของเอกชนขึ้นโดยให้มีคณะกรรมการอิสระขึ้นมาชุดหนึ่งเรียกว่า “ คณะกรรมการพัฒนาส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและความรับผิดชอบสื่อมวลชน ” หรือ คพส. ประกอบด้วยผู้แทนองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน นักกฎหมาย ผู้แทนองค์กรด้านการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสื่อมวลชนและการปฏิรูปสื่อ ทั้งนี้ คณะกรรมการอิสระชุดนี้ อาจแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของแผนงานได้ตามความเหมาะสมทำหน้าที่ผลักดันภารกิจต่างๆ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ดังนี้
1) เพื่อเร่งรัดผลักดันให้เกิดการปฏิรูปสื่อมวลชนของรัฐ รวมทั้งการเร่งรัดการออกกฎหมายจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อทำหน้าที่จัดสรรและกำกับดูแลสื่อมวลชนด้านวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ทั้งที่ใช้คลื่นความถี่และไม่ใช้คลื่นความถี่ ตามกฎหมายประกอบกิจการฯ ที่ได้ตราขึ้นก่อนหน้านี้แล้ว
2) เพื่อขจัดปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสวงหาและนำเสนอข้อมูลข่าวสารของประชาชนและสื่อมวลชน โดยเฉพาะปัญหาอุปสรรคทางด้านกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
3) เพื่อศึกษาถึงแนวทางในการปรับปรุงโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ขององค์กรกำกับดูแลกันเองทางด้านจริยธรรม ให้สามารถตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงและความคาดหวังที่สังคมมีต้องสื่อมวลชน
4) เพื่อศึกษาหาแนวทางในการแสวงหาความร่วมมือต่อการจัดทำหลักสูตรการพัฒนาบุคคลากรในวิชาชีพสื่อมวลชนอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เป็นหลักประกันต่อการทำหน้าที่ของบุคคลากรในวิชาชีพนี้
5) เพื่อศึกษาและนำไปสู่การสนับสนุนการพัฒนาองค์กรด้านการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อให้เข้มแข็งและได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนได้แก่ องค์กรสื่อมวลชน องค์กรด้านวิชาการและองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อให้เกิดกระบวนการตรวจสอบสื่อมวลชนโดยภาคสังคมให้เข้มข้นยิ่งขึ้น



