ข่าว

จ่อหมายจับ"ทักษิณ"ตามระบบอินเตอร์โพล์

จ่อหมายจับ"ทักษิณ"ตามระบบอินเตอร์โพล์

23 มิ.ย. 2553

"นพดล" โต้รัฐใส่ร้าย"ทักษิณ"ขวางแผนปรองดอง เล็งฟ้องกลับศอฉ.ใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ ยันครอบครัวทักษิณเข้าแจงธุรกรรมการเงินแน่

(23มิ.ย.)  เมื่อเวลา 13.00 น.นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แถลงที่พรรคเพื่อไทย ถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ระบุพ.ต.ท.ทักษิณ นั้นต้องการขัดขวางแผนปรองดองที่รัฐบาลกำลังดำเนินการว่าตนเคยพูดไปแล้วว่าโรดแม็พ 5 ข้อของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีนั้นไม่ได้เป็นแผนปรองดอง แต่เป็นแผนระยะยาว ซึ่งทั้งน.พ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส และนายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการกำกับการปฏิรูปประเทศไทย ต่างก็ยืนยันว่าการปฏิรูปกับการปรองดองนั้นเป็นคนละเรื่องกัน

 ยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ขวางการปรองดองและยังสนับสนุนการปรองดองที่แท้จริง แต่ที่ย้ำคือต้องปรองดองและมีทัศนคติที่ดีกับการปรองดอง เช่นไม่ไล่ล่าศัตรู หรือคู่แข่งทางการเมือง ไม่ยัดเยียดข้อกล่าวหาที่เป็นเท็จ และไม่ใช้สื่อของรัฐบิดเบือนข้อมูล และควรยกเลิกพรก.ฉุกเฉินเพื่อให้บรรยากาศของประเทศกลับสู่สภาพปกติ ซึ่งประเทศไทยจะต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าคือเรื่องของการเหลื่อมล้ำทางความเป็นธรรมคือสองมาตรฐาน โดยให้ทุกฝ่ายต้องการเคลียร์กันทางการเมืองเสียก่อน ทั้งสีเหลือง สีแดง หลากสี พรรคประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองใหม่และพรรคเพื่อไทย รวมไปถึงทุกส่วนในสังคม

 “ผมเคยเสนอวิธีการเคลียร์หรือปรองดองคือการ พีช ทอล์ค โดยให้แต่ละฝ่ายมาคุยกัน โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ติดมือมาด้วย เพราะเราเชื่อว่าความสงบ สันติภาพ และการปลดล็อคทางการเมืองระยะยาวนั้นจะไม่สามารถทำได้ด้วยแผนระยะยาวที่นายกรัฐมนตรีกำลังทำอยู่ แต่ต้องมาคุยกันเพื่อให้ได้ความสุขระยะยาว แล้วนายกรัฐมนตรี จะสามารถเดินทางไปหาเสียงในภาคเหนือและภาคอีสานได้ แต่ถ้ายังไล่ล่ากันอยู่ และสับสนว่าโรดแม็ปนั้นคือการปรองดอง นั้นไม่สามารถทำได้ และนายกรัฐมนตรี ทบทวน ซึ่งการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในบ้านเมืองต้องใช้รัฐศาสตร์มากกว่านิติศาสตร์ คือต้องมีการพูดคุยกัน แต่นายกรัฐมนตรีได้บอกว่าจะไม่เจรจากับผู้ก่อการร้าย ซึ่งอาจจะหมายถึงพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นการกล่าวหาเอาไว้ก่อนว่าพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้ก่อการร้าย ซึ่งขัดกับหลักกฎหมายและหลักนิติศาสตร์ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ ยังอายุน้อยและมีโอกาสแก้ไขข้อผิดพลาดที่ได้ทำเอาไว้เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว หากจริงใจที่จะปรองดอง พ.ต.ท.ทักษิณและทุกคนพร้อมที่จะพูดคุย”นายนพดลกล่าว

 นายนพดล กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นที่ น.พ.บุรณัชย์ สมุทรรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าคนใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ ตั้งกองกำลังในประเทศเพื่อนบ้านแล้วจะลงใต้ดินเพื่อต่อสู้นั้นเรายืนยันว่าเราไม่ใช้แย้ จะได้ลงใต้ดินและเราจะไม่มีการทำงานการเมืองแบบแย้แน่นอน แต่จะต่อสู้ในกรอบของรัฐธรรมนูญ บนดินอย่างมีศักดิ์ศรี เฉพาะแนวทางสันติ อหิงสาเท่านั้นที่จะเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ ดังนั้นยืนยันได้ว่าไม่มีกองกำลังใต้ดินและกองกำลังในประเทศเพื่อนบ้านแน่นอน ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เกี่ยวข้องกับกองกำลังใดๆทั้งสิ้น ซึ่งข่าวนี้พรรคประชาธิปัตย์ไปนำมาจากสำนักข่าวเอเชียไทม์ และเชื่ออย่างสนิทใจ แต่ในขณะที่ทั้งซีเอ็นเอ็น หรือสื่อมวลชนต่างประเทศอื่นๆ ระบุว่าทหารยิงประชาชน ในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคมกลับไม่เคยนำมาใช้ ดังนั้นจึงเป็นเพียงการเลือกหยิบเชื่อข่าวที่เป็นผลร้ายพ.ต.ท.ทักษิณ เท่านั้น

 “ หากพรรคประชาธิปัตย์ หรือรัฐบาลมีหลักฐานจริงว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีกองกำลังในประเทศเพื่อนบ้าน ผมจะลาออกจากการเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ทันที แต่หากไม่สามารถหาหลักฐานไม่ได้ ผมก็คาดหวังความรับผิดชอบจากพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยการมาแถลงข่าวขอโทษต่อประชาชน และแถลงข้อเท็จจริงให้ประชาชนได้ทราบ” นายนพดลกล่าว

 นายนพดล กล่าวว่า สำหรับกรณี นายเทพไท เสนพงษ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมากล่าวร้าย เสียดสี พ.ต.ท.ทักษิณ เรื่องต่างๆนั้น เราไม่อยากตอบโต้ แต่ขอเรียกร้องไม่ให้เล่นการมืองแบบ วูวูเซล่าโพลิติค คือทำการเมืองแบบเป่าอื้ออึง เสียดสีกัน และขอให้ทุกฝ่ายในสังคมสร้างการเมืองที่อ่อนโยนมากขึ้น หากจะปรองดองก็ขอให้เลิกมอง พ.ต.ท.ทักษิณว่าเป็นศัตรู ซึ่งมีการกล่าวหาว่าเราจ้างลอบบี้ยิสต์หรือนักกฎหมายในต่างประเทศ แต่ไม่มีทางที่จะจ้างใครมาทำร้ายประเทศไทยเด็ดขาด เพราะประเทศไทยเหมือนรถยนต์ ที่ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลมีโอกาสผลัดกันขับ จึงไม่มีวันที่เราจะไปทุบรถหรือเจาะยางประเทศไทยแน่นอน แม้พ.ต.ท.ทักษิณ จะมีที่ปรึกษากฎหมายในต่างประเทศเพื่อชี้แจงบ้าง แต่ไม่ใช่การชิ้แจงแล้วเอาโลกล้อมประเทศไทย เพราะเป็นความจำเป็นที่จะต้องชี้แจงเหตุการณ์การต่างๆที่ถูกโจมตีเท่านั้น เพราะมีการกล่าหว ต่างๆ ทั้งการก่อการร้าย หรือเป็นขบวนการล้มเจ้า ซึ่งก็ต้องขอให้รัฐบาลใจกว้างเปิดพื้นที่และมีลมหายใจทางการเมืองที่รัฐบาลได้บิดเบือนมา และขอเรียกร้องให้ลดวาทะกรรมขัดแย้งหรือเหยียดหยันกัน โดยเฉพาะโฆษกส่วนตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เพื่อสร้างความสมานฉันท์

 นายนพดล กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีที่มีการแต่งตั้งนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นประธานสภาสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) นั้นไม่ได้มีการเชื่อมโยงกันใดๆทั้งสิ้นกับการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แต่กรณีการต่อสู้เพื่อให้ได้ไทยเป็นประธานกรรมการนั้นเราต่อสู้มาตั้งแต่สมัยรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ต้องขอบคุณข้าราชการประจำที่มีความพยายามที่จะแลกเสียงและล็อบบี้กันมา ดังนั้นรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ จึงไม่ควรมาตีกินเรื่องนี้ และรัฐบาลควรแจ้งให้ประชาชนเข้าใจว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ตรายางประทับความชอบธรรมในการจัดการปัญหาการชุมนุมคนเสื้อแดง

 นายนพดล กล่าวว่า สำหรับกรณีที่คุณหญิง พจมาน ณ ป้อมเพ็ชร อดีตภริยาพ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัวพ.ต.ท.ทักษิณ ถูกสั่งอายัดการทำธุรกรรมต่างๆ และต้องไปชี้แจงกับศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) นั้น ทางญาติพี่น้อง และบริษัทหรือนิติบุคคลต่างๆ ที่ถูกอายัดจะไปชี้แจงกับ ศอฉ. แน่นอน เพราะหากทุกคนมีพฤติกรรมที่ฉ้อฉลจริงก็คงเอาเงินสดใส่ไปในตุ่มแล้วฝังดินไว้ เพราะวิธีนี้ไม่สามารถตรวจสอบได้ แต่ที่ผ่านมาทุกคนมีความจริงใจที่จะใช้เงินผ่านบัญชีธนาคารที่สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งในส่วนของพ.ต.ท.ทักษิณนั้น น่าจะมอบหมายคนไปชี้แจงกับ ศอฉ. แน่นอน เพราะทุกอย่างมีหลักฐานทางบัญชี ที่สามารถตรวจสอบได้

 เมื่อถามว่าจะมีการฟ้องกลับ ศอฉ.หรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า การฟ้องร้องคงจะลำบากเพราะรัฐบาลได้อ้างพรก.ฉุกเฉิน ในการดำเนินการ แต่ฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทยและฝ่ายกฎหมายของแต่ละคน ก็กำลังนำประเด็นนี้ไปพิจารณาเพราะมองว่าเป็นการใช้กฎหมายเกินความจำเป็น และใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ

จ่อหมายจับ"ทักษิณ"ตามระบบอินเตอร์โพล์

พล.ต.ต.เทอดศักดิ์ รุจิรวงศ์ ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ทางดีเอสไอ ได้ส่งเอกสารหมายจับฉบับแปลเป็นไทย ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ส่งมาให้กองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.ที่ผ่านมา และตนได้ตรวจสอบข้อมูลทั้งหมด พร้อมกับส่งเอกสารไปให้กองกำกับ 3 เป็นผู้รับผิดชอบการกรอกข้อมูลดำเนินการ ส่งไปเข้าระบบของอินเตอร์โพล์ เพื่อพิจรณาออกหมายจับไปยังประเทศสมาชิก โดยเอกสารจะถูกส่งไปยังเมืองรียงค์ ประเทศฝรั่งเศส