
องค์กรสื่อรุมจี้สื่อรัฐฯต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง
องค์กรสื่อ รมต.ประจำสำนักนายกฯร่วมหารือปฏิรูปสื่อ ยัน รัฐไม่ได้บอกว่าต้องทำอย่างไร ด้านองค์กรสื่ออัดสื่อรัฐต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง พร้อมเรียกร้องให้สื่อเป็นผู้นำการปฏิรูป ไม่ใช่ภาครัฐ หวั่น แจงคณบดีคณะนิเทศฯจุฬาฯ ไม่ใช่ประธานกรรมการปฏิรูปสื่อ แต่เป็นลักษร
(23มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 10.00 น. นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าหารือกับตัวแทนองค์ กรวิชาชีพสื่อ ถึงแนวทางในการปฏิรูปสื่อ โดยมีตัวแทนจาก สภาการหนังสือพิมพ์ สมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ สภาการผู้ประกอบวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์
โดยนายองอาจ กล่าวว่า มีหลายความเห็นว่าควรปฏิรูป และอีกหลายฝ่ายก็เห็นว่าดีอยู่แล้วไม่ต้องปฏิรูป ก็ถือเป็นความเห็นแล้วแต่มุมมอง จะใช้คำว่าพัฒนาหรือปฏิรูปก็เป็นที่เข้าใจร่วมกันว่าทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม แต่เรื่องนี้คงไม่มีใครไปชี้นำหรือบอกได้ ว่าสื่อควรปฏิรูปอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาครัฐ ไม่สามารถไปบอกให้ปฏิรูปอะไรและตนเองก็ไม่มีความประสงค์ที่จะไปบอก เพราะการปฏิรูปสื่อต้องเกิดจากการเห็นพ้องต้องกันของคนในวงการสื่อด้วยกัน
นายองอาจ กล่าวต่อว่า การปฏิรูปสื่อเป็นส่วนหนึ่งของภาครัฐเรื่องแผนปรองดอง ซึ่งได้มอบหมายให้ รศ.ดร. ยุบล เบ็ญจรงคกิจ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รับผิดชอบ แต่เมื่อตนเข้ารับหน้าที่และได้ไปสอบถามนายกฯ ก็พบความจริงว่า เป็นสิ่งที่ต่างจากที่ทุกคนเข้าใจ ตอนแรกเข้าใจว่า รศ.ดร.ยุบล จะมาเป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปสื่อ แต่ในกรณีนี้ภาครัฐมอบให้ เป็นผู้ประสานงานกับภาคส่วนต่างๆในการรวบรวมความเห็นจุดยืน และข้อเรียกร้อง ถ้าจะเรียก รศ.ดร.ยุบลก็เป็นผู้ประสานงาน และตอนนี้ก็อยู่ในลักษณะที่ตั้งคณะทำงานต่างๆให้เดินหน้าต่อไปได ดังนั้นแนวคิดของ ก็เป็นการรับฟังมากกว่าไปพบปะและบอกว่าสื่อควรปฏิรูปอะไร
นายเกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ คณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์ กล่าวว่า กระแสปฏิรูปสื่อเกิดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านมา เราพูดถึงการปฏิรูปสื่อซึ่งจะไม่พูดเฉพาะแง่เอกชน แต่สื่อในภาครัฐก็ควรปฏิรูป และปฏิรูปอย่างไร อย่างกรมประชาสัมพันธ์ ก็ต้องเปลี่ยน และเมื่อพูดถึงการปฏิรูปสื่อ รัฐบาลก็ไม่มีความคิดที่จะเอาภาคสื่อเข้าไปร่วมเลย แต่กลับไปตั้งฝ่ายวิชาการ เป็นลักษณะที่ฝ่ายอำนาจรัฐอยากตั้งขึ้นมามากกว่า
นายเกียรติชัย กล่าวต่อว่า แนวคิดการปฏิรูป ควรยึดกรอบรัฐธรรมนูญเป็นตัวกำหนดเรื่องสิทธิเสรีภาพ เพื่อจะให้เป็นไปกับสภาพปัจจุบัน และต้องพัฒนาในกรอบสังคมประชาธรรม ให้มีเรื่องการหลั่งไหลอย่างเสรีของข่าวสาร และเป็นสื่อที่สร้างสันติภาพ รวมถึงจะทำให้องค์กรที่ควบคุมกันเองขึ้นมาเข้มแข็งได้อย่างไร ขณะที่ภาคผู้บริโภคเองทำอย่างไรจะตรวจสอบการทำงานของสื่อว่าอยู่ในกรอบวิชาชีพและจริยธรรมแค่ไหน
ด้านนางบัญญัติ ทัศนียเวช ที่ปรึกษาสภาการหนังสือพิมพ์ กล่าวว่า การปฏิรูปสื่อต้องทำตลอดเวลา เพราะสังคมเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ สื่อต้องทันวิวัฒนาการของสังคม สื่อหลักยังอยู่ในแนวที่สามารถรับใช้สังคมได้ อย่างไรก็ตามวันนี้มีสื่อเกิดขึ้นจำนวนมาก สื่อเหล่านี้รัฐก็ไปควบคุมไม่ได้และทำให้เกิดสถานการณ์ยุ่งเหยิง สื่อใหม่ก็ทำให้เกิดการยั่วยุที่รัฐบาลตามไม่ทัน จำเป็นที่เราต้องดูแลให้อยู่ในกรอบ
“ เมื่อพฤษภาปี 35 วิทยุออกข่าวไม่ได้ มีแต่หนังสือพิมพ์เท่านั้น หลังจากจบเหตุการณ์ ยุคนั้นมีการตื่นตัววิทยุก็มีการแข่งขันเสนอข่าว จึงหวังว่าเหตุการณ์ในคราวนี้จะเห็นวิวัฒนาการก้าวใหม่ ” นางบัญญัติกล่าว
ขณะที่นาง ผุสดี คีตวรนาฏ ที่ปรึกษามาคมนักข่าวฯ กล่าวว่า องค์กรทั้งสี่ของเราจะมารับผิดชอบร่วมกันได้หรือเปล่า เพราะอย่างสื่อประเทศจีนรายงานข่าวบ้านเราไม่ตรงกับข่าวที่บ้านเรา เขารายงานว่าการชุมนุมคราวนี้คือการปฏิวัติของชาวนา ทีวีฮ่องกงก็วิเคราะห์ว่าพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ถูกกลั่นแกล้ง จะเรียกว่าเข้าข้างเสื้อแดงก็ได้ และมีมีคนระดับรัฐบาลจีนบอกว่าพ.ต.ท.ทักษิณเป็นซุนยัดเซ็นเมืองไทย เหตุใดจึงมีการเข้าใจผิด องค์กรสื่อจะมีหน้าที่จะช่วยรัฐบาลหรือเปล่า
นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ นากยสมาคมนักข่าวฯ กล่าวว่า รัฐก็เคยตั้งกรรมการแบบนี้ที่มี นาย วรากรณ์ สามโกเศส เป็นประธาน แต่ก็ไม่มีความคืบหน้า จึงไม่ทราบว่าการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปสื่อครั้งนี้จะซ้ำซ้อนหรือไม่ นอกกจากนี้ในวันนี้ กระบวนการบล็อกเว็บไซต์ก็ยังดำมืดไม่มีการตรวจสอบ วันดีคืนดีกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ อยากปิดก็ไปขออำนาจศาลปิด แล้วยิ่งช่วงกฎหมายพิเศษก็ยิ่งไม่มีการตรวจสอบ จึงต้องการให้รัฐบาลไปตรวจสอบให้ชัดเจนและระมัดระวังการใช้อำนาจในการบล็อกเว็บไซต์
นายดำฤทธิ์ วิริยะกุล ที่ปรึกษาสมาคมนักข่าว กล่าวว่า วันนี้ หลายคนก็รู้สึกว่ารัฐบาลเสนอข่าวด้านเดียว คนไทย ที่อยู่ในต่างประเทศ ก็รู้สึกสวนกับสื่อของรัฐที่นำเสนอ ภาพที่เสนอตามสื่อของรัฐบอกไมมีความรุนแรง แต่ในภาพเองก็กลับมีความรุนแรง
ขณะที่นายเจริญ ถิ่นเกาะแก้ว สมาคมผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุท้องถิ่นไทย ที่ผ่านมาวิทยุเป็นของภาครัฐ ตนกระโดดลงมาทำธุรกิจเพราะเชื่อว่าจะมีการจัดสรรคลื่นความถี่ เราก็ต่อสู้กันมา เพราะตอนนั้นก็เริ่มมีความสับสนบางแห่งมีโฆษณาบางที่ไม่มี คนทำธุรกิจสื่อ ก็ต้องมีสิทธิได้รับการจัดสรรคลื่นในท้องถิ่นเช่นกัน เราสู้จนในที่สุดมีการจัดแบ่งเป็น วิทยุชุมชนเพื่อสาธารณะและวิทยุท้องถิ่น เรื่องนี้มีบัญญัติในกฎหมาย เราไม่ประกาศว่าเราคือวิทยุชุมชน แต่เราจะทำธุรกิจ
นายเจริญ กล่าวต่อว่า สิ่งที่รัฐบาลกำลังจะทำวันนี้คือจะมารับฟัง ซึ่งก่อนหน้านี้ตอนทำกฎหมยวิทยุชุมชนก็รับฟังไปแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะถกกันอีกกี่ปี วันนี้บอกจะมารับฟังอีก นี่เราย้อนกลับไปอีกหรือเปล่า เอาข้อมูลเดิมมาปัดฝุ่นดีไหม
นายภัทระ คำพิทักษ์ ที่ปรึกษาสมาคมนักข่าวฯ กล่าวว่า เราต้องปฏิรูปให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง ที่เป็นปัญหาคือตอนนี้เป็นสงครามข่าวสารระดับโลกและประเทศ เราจะอยู่เฉยๆคงไม่ได้ เรื่องการปฏิรูปนี้ตนคิดว่ารัฐบาลตั้งใจดี แต่ยังกล้าๆกลัวๆไม่เข้าใจว่าจะเริ่มอย่างไร ถ้าเราจะเปลี่ยนเพื่อรับสงครามข้อมูลข่าวสารเราต้องคิดใหม่พอสมควร ว่าประเทศไทยมีกระบอกเสียงในสังคมโลกอย่างไร เราจะเอาแบบไหน
นายภัทระ กล่าวต่อว่า วันนี้เรามีทางเลือกสองทาง 1.การปฏิรูปควรนำโดยสื่อ และ 2.พูดเรื่องเสรีภาพและความรับผิดชอบ เสรีภาพมีปัญหาไหม เรารู้สึกว่ามีปัญหา และปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือสื่อของรัฐ รวมทั้งสื่อที่อยู่ในอาณัติของรัฐ จะเอาอย่างไรให้มีหรือไม่ให้มีเสรีภาพ รวมทั้งสื่อใหม่หากจะควบคุมต้องมีความโปร่งใส
นายภัทระ กล่าวต่อว่า กระบวนการ ที่ให้ รศ.ดร. ยุบล ไปรวบรวมความเห็น ก็เป็นเหมือนเดิม ที่เคยทำกันมาแล้ว ที่น่าทบทวนคือ หากรัฐบาลคิดกระบวนการใหม่ว่าก็ให้รศ.ดร.ยุบล รวมความเห็นเป็นชุดให้ชัดจน สื่อเอกชนรัฐอินเตอร์เน็ต สื่อใหม่สื่อเก่า
“ การปฏิรูปสื่อต้องโดยสื่อ มิเช่นนั้นจะจองจำเรามากขึ้น จะเป็นการคุกคามหรือปฏิรูปให้ดีขึ้น ถ้าจะให้เราทำเราก็พร้อมที่มีตัวคนเสนอ เราเห็นถึงความจำเป็ เราเองก็ต้องการปฏิรูป แต่แบบเผนเป็นอย่างไรก็คุยกันได้ ” นายภัทระกล่าว
ขณะที่นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ เลขาธิการสมาคมนักข่าวฯกล่าวว่า เราต้องสรุปบทเรียนจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ป้องกันไม่ให้สื่อวิทยุชุมชนปลุกระดมฆ่ากันได้อย่างไร หรือดูแลสื่อที่เป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างไร รวมถึงจะดูแลสื่ออย่างไรไม่ให้กระทบเสรีภาพ และเมื่อสังคมให้เสรีภาพ สื่อจะดูแลกันเองอย่างไร และจะป้องกันไม่ให้เกิดสื่อปลุกระดมโฆษณาชวนเชื่ออย่างไร



