
กระตุกหนวดเสือฉกโน้ตบุ๊กตร.บนโรงพัก
เส้นแบ่งระหว่างความบ้าดีเดือดกับโง่เขลาอาจจะเป็นเพียงเส้นบางๆ เหมือนกับการแยกอัจฉริยะออกจากคนปัญญาอ่อนก็ได้ ?!!
เหมือนกับพฤติกรรมของ "มิจฉาชีพ" คนหนึ่งที่เลือกประกอบอาชญากรรมบน "โรงพัก" แทนที่จะเป็นบ้านช่องห้องหอเหมือนกับโจรรายอื่นๆ โรงพักหรือสถานีตำรวจที่คลาคล่ำไปด้วยผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ผู้ที่ยืนอยู่อีกฝั่งกับโจรผู้ร้ายอย่างตัวเขา เปรียบเสมือนป้อมปราการ ศูนย์บัญชาการของตำรวจท้องที่นั้นๆ ใครจะคาดคิดว่าจะมีโจรที่ "กล้า" หรือไม่ก็ "โง่" พอลงมือบนสถานที่เช่นนี้
โจรรายนี้ลงมือขโมยทรัพย์สินบนโรงพักมาแล้วหลายแห่ง ส่วนใหญ่เป็นโน้ตบุ๊กของพนักงานสอบสวน แต่ไม่เป็นที่เปิดเผยและไม่สามารถติดตามจับกุมตัวได้ กระทั่งมาถึงคราว พ.ต.ท.หญิง ฉัตรแก้ว วรรณฉวี พงส. (สบ 3) สน.ห้วยขวาง เหตุเกิดราวเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ระหว่างนั่งทำงานอยู่ในห้องพนักงานสอบสวน จู่ๆ ก็มีการเรียกประชุมนายตำรวจ ทำให้เธอต้องรีบออกจากห้องทำงาน โดยไม่ล็อกประตูห้องและเปิดโน้ตบุ๊กทิ้งไว้บนโต๊ะ
สารวัตรฉัตรแก้วไม่ได้เอะใจอะไร เพราะไม่มีอะไรให้ต้องระแวงสงสัย เนื่องจากที่นี่เป็นสถานีตำรวจ ที่ไหนจะปลอดภัยเท่าที่นี่ไม่มีอีกแล้ว หรือถ้าจะมีเหตุร้ายๆ เกิดขึ้นบนโรงพักคงเป็นที่สุดท้ายที่จะคิดไปถึง
แต่สี่เท้ายังรู้พลาดนักปราชญ์ยังรู้พลั้ง หลังเลิกประชุมสารวัตรฉัตรแก้วกลับมาที่ห้องทำงาน เมื่อพบว่าโน้ตบุ๊กบนโต๊ะทำงานอันตรธานไปแล้ว เมื่อไล่เลียงถึงความเป็นไปได้ที่ว่าอาจจะมีพนักงานสอบสวนคนอื่นมาหยิบยืมก็น่าจะบอกกล่าวก่อน ที่สำคัญแต่ละคนก็มีโน้ตบุ๊กของตัวเอง เอาไว้เก็บสำนวนการสอบสวนในแต่ละคดีที่ตัวเองรับผิดชอบ
เมื่อตามหาได้สักพักจนแน่ใจแล้วว่าถูกลักทรัพย์แน่นอน สารวัตรฉัตรแก้วจึงแจ้งความและเรียกฝ่ายสืบสวน สน.ห้วยขวาง มาตรวจสอบกล้องวงจรปิดบนโรงพัก ก็เห็นชายต้องสงสัยคนหนึ่งอายุราว 35-40 ปี สวมเสื้อคลุมไม่ติดกระดุม เดินตรงเข้ามาในห้องทำงาน ก่อนจะเดินหนีบโน้ตบุ๊กกลับออกไปขึ้นรถจักรยานยนต์ที่จอดไว้หน้าโรงพักแล้วขี่ออกไป
พยานหลักฐานที่มีอยู่พร้อมมูลนำมาสู่การขออนุมัติหมายจับจากศาลตามตำหนิรูปพรรณที่ได้จากกล้องวงจรปิด จากนั้นก็นำมาให้ตำรวจห้วยขวางช่วยกันจดจำและสอดส่องดูชายต้องสงสัยคนนี้ไว้
เคยมีใครบางคนกล่าวเอาไว้ว่า "อย่าได้ริอ่านกระทำการใดๆ ซ้ำๆ ให้จับได้" โจรรายนี้อาจจะไม่เคยได้ยินหรือไม่ก็คิดว่าเป็นวลีสวยหรูเพียงอย่างเดียวหาความจริงไม่ได้ หลังจากลงมือครั้งแรกแล้วอีกไม่กี่วันต่อมาเขาก็กลับมาที่ สน.ห้วยขวาง อีกอย่างน้อย 2 ครั้ง และทุกครั้งก็รอดพ้นการจับกุมไปได้หวุดหวิด
แต่อย่างว่าเทพีแห่งโชคชะตาอยู่กับเขาได้ไม่นานนัก เพราะครั้งหลังสุดที่เข้าไปด้อมๆ มองๆ หาทรัพย์สินบนโรงพักห้วยขวาง พฤติกรรมตั้งแต่เดินเข้าโรงพักจนถึงการด้อมๆ มองๆ อย่างผิดสังเกตตกอยู่ในสายตาสิบเวรตลอดเวลา จึงประสานชุดสืบสวนออกมาล้อมจับได้โดยละม่อมหลังสถานี
โจรผู้ชะล่าใจกล้าบ้าบิ่นหรือโง่เขลารายนี้ชื่อ "ประโยชน์ เงินอร่าม" อายุ 39 ปี อยู่บ้านเลขที่ 38/1 หมู่ 7 ต.จอมพุทรา อ.ดอนตูม จ.นครปฐม ครั้งแรกเขาให้การปฏิเสธ แต่เมื่อชุดสืบสวนนำหลักฐานมายืนยันถึงกับหน้าถอดสีและให้การรับสารภาพในเวลาต่อมา
"ผมทำแบบนี้บนโรงพัก 2 แห่ง คือ สน.ห้วยขวาง และ สน.พญาไท เท่านั้น โดยอาศัยจังหวะที่ตำรวจกำลังยุ่งกับการให้บริการประชาชน หรือเผลอก็จะขโมยโน้ตบุ๊ก โดยซ่อนไว้ในเสื้อคลุมแล้วนำไปขายให้แก่ร้านรับซื้อของเก่าย่านสะพานควาย ได้เงินไม่กี่พันบาท นำไปเที่ยวเตร่ไม่นานก็หมด พอเงินหมดก็จะทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ" ประโยชน์รับสารภาพ
ทันทีที่ประโยชน์ให้การรับสารภาพและบอกชื่อร้านรับซื้อของเก่า ชุดสืบสวนก็นำตัวเขาไปยังร้านที่ว่า ดำเนินการตรวจสอบโน้ตบุ๊กที่เขานำไปขายพบว่ามีทั้งหมด 9 เครื่อง จึงตรวจยึดไว้เป็นหลักฐาน แล้วนำกลับมาตรวจสอบ พร้อมกับแจ้งข้อกล่าวหาฐานลักทรัพย์ในสถานที่ราชการ
ชุดสืบสวนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบโน้ตบุ๊กของกลางที่นำกลับมา บอกว่ามีโน้ตบุ๊กของสารวัตรฉัตรแก้วรวมอยู่ด้วย 1 เครื่อง นอกจากนี้ จากการตรวจสอบเครื่องที่เหลือพบว่ามีทั้งของตำรวจ สน.ดินแดง สน.มักกะสัน และ สน.พลับพลาไชย 2 ซึ่งค้านกับคำให้การของผู้ต้องหาที่ระบุว่าลงมือก่อเหตุแค่ สน.ห้วยขวาง กับ สน.พญาไท เท่านั้น
ยุทธการล้วงคองูเง่าและกระตุกหนวดเสือครั้งนี้จบลงด้วยดี แต่เรื่องนี้ก็ทำให้ตำรวจต้องตระหนักถึงความปลอดภัยบนโรงพักมากขึ้น เพราะที่ที่ปลอดภัยที่สุดก็เป็นที่ที่อันตรายที่สุดได้เช่นกัน (อิอิ) ?!!



