
แผนจับ"อาวุธ WMD"ก่อการร้ายส่งผ่านไทย
ข่าวลือเรื่องกลุ่มก่อการร้ายข้ามชาติพยายามลักลอบขนอาวุธร้ายแรงผ่านประเทศไทยมีมานานแล้ว แต่เป็นครั้งแรกที่สำนักข่าวกรองแห่งชาติยอมเปิดเผยข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงบางส่วน เพื่อเป็นตัวอย่างให้หน่วยงานรัฐและประชาชนได้ตระหนักถึงภัยคุกคามรูปแบบใหม่
"อาวุธ WMD" (Weapons of Mass Destruction) หรืออาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างสูง ในพจนานุกรมศัพท์ทหารอธิบายว่า เป็นอาวุธที่มีขีดความสามารถในการทำลายขั้นร้ายแรง หรือถูกใช้ในลักษณะที่จะทำลายพลเมืองจำนวนมาก เช่น อาวุธนิวเคลียร์ อาวุธชีวภาพ อาวุธเคมี อาวุธรังสี ฯลฯ
ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธเหล่านี้ยอมรับว่า ในอดีตจะใช้เฉพาะหน่วยงานทหารเท่านั้น แต่ปัจจุบันกลุ่มก่อการร้ายพยายามผลิตและทดลองใช้ เพื่อให้เกิดอำนาจต่อรองมากขึ้น หลายประเทศจึงร่วมมือกันควบคุมไม่ให้สารตั้งต้นที่ผลิตอาวุธเหล่านี้ตกอยู่ในมือของกลุ่มคนน่าสงสัย สำหรับประเทศไทยแล้วหนึ่งในหน่วยงานที่มีหน้าที่สืบเสาะข้อมูลตรงนี้ก็คือ "สำนักข่าวกรองแห่งชาติ"
"อัครพันธ์ ฝาเงิน" ผู้เชี่ยวชาญจากฝ่ายต่อต้านก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ เปิดเผยข้อมูลในงานประชุมวิชาการเรื่อง "อาวุธทำลายล้างสูง : ภัยจากอาวุธชีวภาพ" ที่คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2553 ว่า ขณะนี้กลุ่มก่อการร้ายข้ามชาติ หรือประเทศที่สนับสนุนการก่อการร้ายมักจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการจัดหาจัดซื้อ พัฒนาและสะสมอาวุธทำลายล้างสูง แม้ประเทศไทยจะยังไม่เคยเจอภัยจากอาวุธดับเบิลยูเอ็มดีโดยตรง แต่สำนักข่าวกรองฯ เคยตรวจพบความเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อการร้ายข้ามชาติ ที่พยายามจะให้ไทยเข้าไปเกี่ยวข้องกับอาวุธเหล่านี้
"หากจำได้กลุ่มโอมชินริเคียวที่เคยใช้อาวุธเคมี หรือแก๊ซพิษซารินโจมตีรถไฟใต้ดินที่ญี่ปุ่น ทุกวันนี้กลุ่มนี้ก็ยังมีสมาชิกอยู่ และเดินทางผ่านเข้าออกไทยบ่อยๆ ประมาณปี 2545-2547 ก็มาเปิดร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ที่หาดกะทู้ จ.ภูเก็ต แต่เปิดได้ไม่นานก็เลิกกิจการไป ทางญี่ปุ่นประสานมาตลอดว่ามีสมาชิกระดับผู้นำของกลุ่มเดินทางเข้าออกไทยครั้งละ 2-3 คน ให้เราช่วยจับตาดูก็พบว่าบางครั้งก็เข้ามาเพื่อผ่านไปยังประเทศเนปาล หรือเข้ามาซื้อของบางอย่างในการประกอบพิธีทางศาสนา เช่น ธูปหอม แต่ก็ไม่เคยมีรายงานว่ามาวางแผนหรือทำอะไรที่ผิดกฎหมายในไทย" อัครพันธ์ กล่าว
เจ้าหน้าที่สำนักข่าวกรองข้างต้นยอมรับว่า แผนงานป้องกันสำคัญคือการประสานข้อมูลจากสำนักข่าวกรองทั่วโลก เพื่อจับตาดูสมาชิกกลุ่มก่อการร้ายที่เดินทางผ่านเข้าออกไทยแล้ว ยังมีแผนงานเฝ้าระวังขบวนการขนส่งชิ้นส่วนอาวุธ หรือสารเคมีอันตรายข้ามชาติด้วย มีรายงานตรวจพบบริษัทบางแห่งพยายามใช้ไทยเป็นทางผ่านในการสั่งซื้อและส่งออกสินค้า ที่สามารถนำไปผลิตอาวุธนิวเคลียร์และอาวุธเคมี เช่น การจัดซื้ออุปกรณ์กำเนิดไฟฟ้ากระแสตรงแบบเสถียรภาพ ซึ่งอุปกรณ์ตัวนี้หากดูภายนอกจะเหมือนตู้เครื่องปั่นไฟทั่วไป แต่ที่จริงแล้วเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะแร่ยูเรเนียม หนึ่งในอุปกรณ์ที่ใช้ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งมีไม่กี่ประเทศที่สามารถผลิตอุปกรณ์กำเนิดไฟฟ้าแบบนี้ได้
เมื่อประมาณ 6-7 ปีที่แล้ว กลุ่มต้องสงสัยในเกาหลีเหนือได้ติดต่อให้บริษัทจัดซื้อแห่งหนึ่งในไทย สั่งซื้ออุปกรณ์ตัวนี้จากบริษัทผลิตในญี่ปุ่น เมื่อบริษัทญี่ปุ่นพิจารณาแล้วพบว่าประเทศไทยไม่เกี่ยวข้องกับการผลิตอาวุธนิวเคลียร์จึงอนุญาตให้ซื้อได้ โดยส่งมาไทยแต่ต้องผ่านไปที่ฮ่องกงก่อน ระหว่างนั้นหน่วยข่าวกรองสืบทราบจึงรีบอายัดสินค้าตัวนี้ได้ที่ฮ่องกง แล้วส่งกลับไปคืนให้บริษัทผลิตในญี่ปุ่น
ต่อมาปี 2547 มีการสั่งซื้อสารโซเดียมไซยาไนด์ (Sodium cyanide) จำนวนมหาศาลผ่านประเทศไทย สารตัวนี้ใช้สำหรับเคลือบโลหะ ทำความสะอาดโลหะ หรือใช้ในโรงงานย้อมสี ถือเป็นวัตถุอันตราย หากหายใจหรือสูดดมเข้าไปในร่างกาย จะทำให้หมดสติและเสียชีวิตได้ ถือเป็นสารที่มีพิษต่อระบบประสาทส่วนกลาง แต่มีคุณประโยชน์ในการใช้สกัดโลหะเงินหรือทอง รวมถึงใช้เป็นส่วนผสมของยาฆ่าแมลง
ขั้นตอนการสั่งซื้อสารอันตรายนี้เริ่มจากบริษัทผู้ประกอบการเกี่ยวกับวัตถุอันตรายแห่งหนึ่งในไทยได้รับรายการซื้อสารโซเดียมไซยาไนด์ 70 ตัน จากบริษัทเกาหลีเหนือ และเป็นการขอให้ซื้อจากโรงงานในเกาหลีใต้ โดยอ้างว่าเพื่อใช้ในการถลุงทองในเหมืองทอง การสั่งซื้อเสร็จสมบูรณ์โรงงานส่งของมาถึงเมืองไทยเรียบร้อย และกำลังจะส่งผ่านให้ไปประเทศปลายทาง แต่หน่วยงานของไทยจับพิรุธได้ก็เริ่มสืบสวน และมีคำสั่งให้อายัดสารพิษทั้ง 70 ตันนี้ สุดท้ายก็มีคำสั่งให้ส่งสินค้ากลับคืนไปยังเกาหลีใต้
ผู้เชี่ยวชาญจากฝ่ายต่อต้านก่อการร้ายฯ ยืนยันด้วยว่า ที่ผ่านมายังไม่เคยพบข้อมูลหรือข่าวสารว่าไทยถูกใช้ให้เป็นพื้นที่ในการจัดหาจัดซื้อ หรือส่งผ่านสินค้าที่เกี่ยวกับอาวุธดับเบิลยูเอ็มดี แต่มีความพยายามที่จะใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านมาตลอด เนื่องจาก 3 ปัจจัย คือ 1.ตั้งอยู่ในภูมิภาคที่เหมาะสมต่อการคมนาคมขนส่ง 2.รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ 3.ไม่มีระบบการควบคุมการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอาวุธร้ายแรง
"ด้านการป้องกันภัยจากอาวุธร้ายแรงหรือการก่อการร้ายยังไม่มีหลักประกันว่าประเทศไทยจะป้องกันได้สมบูรณ์ หากจะให้สำเร็จต้องมีการประสานความร่วมมือจากหน่วยงาน บุคคล องค์กร ฯลฯ มีการแลกเปลี่ยนทรัพยากรที่เด่นๆ ของแต่ละหน่วยงาน รวมถึงการทำงานอย่างสอดคล้องและมีเอกภาพ หากทำสำเร็จก็จะวางใจได้มากขึ้นว่าประเทศไทยสามารถต่อต้านภัยจากอาวุธดับเบิลยูเอ็มดีได้ในระดับหนึ่ง" อัครพันธ์ กล่าวสรุป



