ข่าว

ปชป.ยุคอภิสิทธิ์ชนะแต่ไม่ยั่งยืน

ปชป.ยุคอภิสิทธิ์ชนะแต่ไม่ยั่งยืน

23 มิ.ย. 2553

เตรียมทิ้งพรรคจนได้สำหรับ "ไพฑูรย์ แก้วทอง" อดีต รมว.แรงงาน และ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ หลังมีข่าวไม่พอใจถูกปรับออกจาก "รมว.แรงงาน" แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อน

 ก่อนหน้านี้ปิดเงียบไม่เอ่ยปากถึงแผนการเมืองในอนาคตหลังถูก "ปรับออก" ชนิดไม่รักษาหน้า บอกให้รู้ล่วงหน้าก่อนจะมีข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีเพียงวันเดียวเท่านั้น

 "น้อยใจนิดเดียวว่า ถูกปรับออกโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ถ้าแจ้งล่วงหน้าจะได้เขียนจดหมายลาออก โดยให้เหตุผลว่า อายุมากแล้วเปิดทางให้คนรุ่นใหม่บ้าง จะดูดีกว่า ไม่ใช่ถูกปรับออก"

 "ไพฑูรย์" ถือเป็นผู้อาวุโสทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ เป็น ส.ส.มานานหลายสมัย เป็นรัฐมนตรี 6 สมัย ถือเป็นกำลังสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ในการดูแล ส.ส.ในพื้นที่ภาคเหนือ 9 จังหวัด

 มี ส.ส.ภาคเหนืออยู่ในสังกัดประมาณ 15-19 คน เลือกตั้งครั้งหน้าตั้งเป้า ส.ส.ในภาคเหนือไว้ประมาณ 40 ที่นั่ง !

 ดังนั้นถ้า "ไพฑูรย์" เดินออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่นั่ง ส.ส.ภาคเหนือของพรรคครั้งหน้าเหนื่อยแน่นอน

 ไม่ต้องพูดถึงพื้นที่ "ภาคอีสาน" ที่ดูเหมือนจะมอบให้เป็นพื้นที่หลักของ "พรรคภูมิใจไทย" ไปแล้ว

 "จะมุ่งเดินหน้าทางการเมืองต่อไป แต่จะเป็นอย่างไรเป็นเรื่องของอนาคต และประเมินว่ารัฐบาลนี้จะอยู่จนครบเทอมอย่างแน่นอน ส่วนตัวจะไปร่วมกับพรรคอื่นๆ นั้น ก็อาจจะเป็นไปได้ หรือจะรวบรวม ส.ส.ที่อยู่ในสังกัดภาคเหนือ 15-19 คนจัดตั้งพรรคเล็กๆ ที่สามารถเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลไหนก็เป็นได้" ไพฑูรย์เปิดใจต่อชาวบ้านและผู้สนับสนุนที่เดินทางมาให้กำลังใจที่บ้านใน จ.พิจิตร

 ถือเป็นการพูดถึงอนาคตทางการเมืองที่มีความชัดเจนขึ้นหลังถูกปรับออก แม้ว่าก่อนหน้านี้หลายคนเชื่อว่า "ไพฑูรย์" คงไม่ทิ้งประชาธิปัตย์ แต่การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งล่าสุดเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ

 การปรับคณะรัฐมนตรีในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ คนที่ได้เก้าอี้รัฐมนตรีกลับเป็นผู้ที่ออกมาวิจารณ์ถึงการปรับคณะรัฐมนตรีของพรรคค่อนข้างรุนแรง

 ไม่ว่าจะเป็น นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รมว.วัฒนธรรม ที่เคยวิจารณ์พรรคที่ให้ "วีระชัย วีระเมธีกุล" ตัวแทนกลุ่มทุนสนับสนุนพรรคมาเป็น "รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี" ในโควตาพรรคถึงขั้นเขียนตั๋วแลกเงินจ่ายให้ "วีระชัย" เดือนละ 500 บาท อ้างว่าเพื่อตอบแทนบุญคุณจนเป็นข่าวใหญ่โตมาแล้ว

 ครั้งนั้น "นิพิฏฐ์" ถึงขั้นหลุดปากว่า "ไม่มีความสุข ถ้าอยู่ที่ไหนไม่มีความสุขก็ต้องพิจารณา" ครั้งนั้นถ้าไม่มี "ชวน หลีกภัย" ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ออกมาปรามให้อดทน ก็ไม่รู้ว่าประชาธิปัตย์ในวันนี้จะเป็นอย่างไร

 ไม่เฉพาะ "นิพิฏฐ์" เท่านั้นที่แสดงความเห็นไม่พอใจการปรับคณะรัฐมนตรี ยังมี จุติ ไกรฤกษ์ รมว.ไอซีที องอาจ คล้ามไพบูลย์ เฉลิมชัย ศรีอ่อน ที่ออกมาวิจารณ์การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีของพรรคในครั้งนั้น

 4 ยังเติร์ก ลุยปะฉะดะ จน "อภิสิทธิ์" และ สุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะเลขาธิการพรรค อ้ำอึ้งกลางเวทีพรรคมาแล้ว

 รอยร้าวภายในพรรคประชาธิปัตย์เริ่มฉายชัดตั้งแต่ครั้งนั้น เชื่อว่าหากประชาธิปัตย์ยังต้อง

การอยู่บนเส้นทางวิ่งสู่แชมป์เลือกตั้งครั้งหน้าก็คงจะต้องแก้ปัญหานี้อย่างเร่งด่วน

 ปรากฏว่า "ครม.อภิสิทธิ์ 5" ที่ใครต่อใครคิดว่า ปรับเพื่ออุดรูรั่ว หลังศึกซักฟอก แต่กลับเป็นการอุดรูรั่วที่เรื้อรังมาตั้งแต่ตั้งรัฐบาล

 4 ยังเติร์กปากกล้าได้รับตำแหน่งกันถ้วนทั่ว ยกเว้นเพียง นิพนธ์ บุญญามณี ที่แม้อภิสิทธิ์จะเคยพูดถึงความเหมาะสมในการทำหน้าที่รัฐมนตรี เพราะในครั้งที่ยังเติร์กออกฤทธิ์ นิพนธ์กลับสงบเสงี่ยมเจียมตัว

 อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนการปรับ ครม.ประชาธิปัตย์ ได้ฉายภาพ "โครงสร้าง" ของพรรคได้อีกนัยหนึ่ง เพราะรัฐมนตรีส่วนใหญ่มี "วัยวุฒิ" ใกล้เคียงกับ "นายกรัฐมนตรี"

 จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่าการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ขณะนี้ถูกกุมอำนาจโดย "อภิสิทธิ์และเพื่อน"

 แม้กระทั่งมติพรรคล่าสุดที่ส่ง "พนิช วิกิตเศรษฐ์" อดีตรองผู้ว่าฯ กทม.ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมส.ส.กทม.เขต 6 แทน "ทิวา เงินยวง" ที่เสียชีวิต

 ทำไม "พนิช" ได้ ทำไมไม่เป็น "เกรียงยศ สุดลาภา" อดีตผู้สมัครร่วมทีมกับทิวา ที่พลาดท่าให้ แก่ "วิชาญ มีนชัยนันท์" ส.ส.พรรคเพื่อไทย ไปไม่กี่คะแนน

 ส.ส.อาวุโสในพรรคหลายคนจับตามองดูการปรับโครงสร้างใหม่ภายในอย่างไม่พอใจ บางคนแสดงออกโดยการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน บางคนเขียนลงคอลัมน์ในสื่อต่างๆ วิจารณ์ด้วยความเป็นห่วงพรรค

 โครงสร้างของพรรคประชาธิปัตย์ในอนาคตยุคที่มี "อภิสิทธิ์" เป็นหัวหน้าพรรค ส.ส.อาวุโสจะถูกลดบทบาท อนาคตพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นเพียงตัวแทนชนชั้นกลางถึงระดับสูง นักการเมืองภาพชาวบ้านติดทำงานในพื้นที่อาจถูกลดบทบาทในพรรค

 บารมีของ ส.ส.ที่เหลืออยู่ในพรรคจะลดลงเมื่อเทียบกับอดีตเห็นได้ชัดจากในอดีตพรรคประชาธิปัตย์ในภาคอีสานมี ส.ส.มากในยุคของ "ประจวบ ไชยสาส์น" ซึ่งมีจำนวน ส.ส.มากกว่าภาคใต้

 ส่งผลให้ ส.ส.ที่ทำงานในพื้นที่ที่เสียสละทำงานเพื่อพรรคแต่ไม่ได้รับความสนใจจะถูกปรับออกหรือสอบตก ขณะที่ "กลุ่มอภิสิทธิ์และเพื่อน" สนับสนุนไม่ได้ทำงานอย่างเต็มที่จะเน้นทำงานหน้าสื่อฐานเสียงในพื้นที่ไม่แข็งอาศัยกระแสพรรคเพียงอย่างเดียวก็จะสอบตก

 อนาคตของพรรคประชาธิปัตย์จะมี ส.ส.ลดลง โดยเน้นที่ภาคกลาง และภาคใต้ ส่วนภาคเหนือและภาคอีสาน แนวโน้มน่าจะทุ่มเฉพาะพื้นที่ที่มั่นใจว่าจะชนะการเลือกตั้งเท่านั้น

 ฟันธงตั้งแต่วันนี้ได้เลยว่า ตราบใดการบริหารงานพรรคประชาธิปัตย์อาศัยเพียงกระแสในการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว แม้จะ "ชนะ" แต่ก็ไม่ยั่งยืน

สมถวิล เทพสวัสดิ์