
พาณิชย์เล็งขอเพิ่มโควตาน้ำตาลตลาดยังตึงตัว-อุตฯ ปัดลดราคาหลังหมดหนี้กองทุน
พาณิชย์ห่วงน้ำตาลทรายในประเทศยังตึงตัว ต่างจังหวัดราคาสูงโลละ 29-30 บาท เล็งขอโควตาจากกระทรวงอุตฯ เพิ่มอีกรอบ ด้าน "ชัยวุฒิ" แจงใช้หนี้กองทุนหมดปีหน้า ต้องดูปัจจัยประกอบหากจะลดราคา
นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์กำลังประเมินสถานการณ์น้ำตาลทราย โดยเฉพาะด้านราคา และปริมาณน้ำตาลทรายว่ายังคงตึงตัวหรือไม่ เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาพบว่าน้ำตาลทรายตึงตัว ส่งผลให้บางพื้นที่โดยเฉพาะในต่างจังหวัดราคาน้ำตาลทรายสูงถึง 29-30 บาทต่อกิโลกรัม สูงกว่าราคาเพดานที่ควบคุมไว้ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ราคากิโลกรัมละ 23.50 บาท และหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายก็คาดว่าจะเสนอขอโควตาน้ำตาลทรายจากกระทรวงอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ได้รับการจัดสรรมาแล้ว 1 ล้านกระสอบ
“ยังบอกไม่ได้ว่าจะขอโควตาเพิ่มอีกเท่าไร ช่วงที่ผ่านมาแม้ว่าจะเพิ่มปริมาณการขึ้นงวดน้ำตาลแล้ว แต่สถานการณ์ก็ยังไม่คลี่คลายแสดงว่าอาจจะยังไม่ได้ผล ส่วนการจัดสรรน้ำตาลทรายที่ได้รับโควตามานั้น ขณะนี้จัดสรรไปจำนวนพอสมควรแล้ว แต่ไม่ได้มีผลกระทบกับภาวะตลาด เพราะเป็นการเพิ่มน้ำตาลในโควตา ก สำหรับการบริโภคภายในประเทศ จากปีนี้ที่กำหนดไว้ 21 ล้านกระสอบ ก็เพิ่มขึ้นมาเป็น 22 ล้านกระสอบ” นายยรรยงกล่าว
ด้านนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การปรับราคาน้ำตาลทรายลงกิโลกรัมละ 5 บาท จะต้องพิจารณาจากการชำระหนี้กองทุนเป็นหลัก และต้องพิจารณาร่วมกับปัจจัยอื่นด้วย เช่น ราคาน้ำตาลในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การใช้หนี้กองุทนยังไม่หมด มีหนี้เหลือประมาณ 14,000 ล้านบาท คาดว่าจะใช้หนี้หมดกลางปี 2554
นายกำธร กิตติโชติทรัพย์ ประธานสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายมีแผนชำระหนี้ในปี 2551 วงเงิน 4,400 ล้านบาท ปี 2552 วงเงิน 7,800 ล้านบาท ปี 2553 วงเงิน 8,200 ล้านบาท และปี 2554 วงเงิน 3,600 ล้านบาท โดยขณะนี้ราคาน้ำตาลในไทยถือว่าต่ำที่สุดในโลก โดยถ้ามีการลดราคากิโลกรัมละ 5 บาท จะส่งผลให้มีการลักลอบส่งออกน้ำตาลมากขึ้น ซึ่งการปรับราคาน้ำตาลควรพิจารณาต้นทุนการปลูกอ้อยด้วย
นายยรรยง กล่าวถึงงานมหกรรมธงฟ้ามหาชน เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทางการเมือง ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-25 มิถุนายน 2553 ว่าการจัดงานในช่วง 4 วันที่ผ่านมา ได้รับผลตอบรับเกินคาดหมาย โดยมีประชาชนเข้างานจำนวน 431,000 คน และมีเงินหมุนเวียนภายในงานสูงถึง 286 ล้านบาท จากเป้าหมายเงินหมุนเวียน 300 ล้านบาท ดังนั้นคาดว่าปริมาณเงินหมุนเวียนภายในงานน่าจะเพิ่มขึ้นจึงได้ปรับเป้าหมายใหม่เป็นประมาณ 500 ล้านบาท
สำหรับสินค้าที่จำหน่ายได้สูงสุดนั้น เป็นสินค้าภายใต้ธงฟ้า 186 ล้านบาท โดยภายในงานได้มีการนำไข่เบอร์ 2 มาจำหน่ายในราคาต่ำกว่าตลาดถาดละ 68 บาท จากปกติราคา 99 บาท ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี จึงเตรียมประสานที่จะเพิ่มปริมาณจำหน่ายไข่ราคาถูกอีกอย่างน้อย 5,000 ถาด ขณะเดียวกันก็มีน้ำตาลทรายมาจำหน่ายในราคา 19 บาทต่อถุงขนาด 1 กิโลกรัม จากราคาปกติถุงละ 24 บาท



