
เฉลิมตั้งคำถาม7ข้อมาร์ค-กรณ์จ้องซื้อไทยคม
เฉลิมยื่นคำถาม 7 ข้อ จี้ นายกฯ-รมว.คลัง"ตอบกรณีดอดเจรจาซื้อไทยคม เข้าข่าย "พฤติกรรมเป็นโจร" ชี้น่าละอายใจไม่ควรอยู่ในตำแหน่งต่อไป ฟันธงมีคนได้ประโยชน์กว่า 800 ล้าน ขู่จองกฐินยื่นซักฟอกสมัยหน้า ประชุมอนุกมธ.คลังซัดกันนัวกรณ์ปัดตอบศิริโชคร่วมทีมเจรจาเ
เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 22 มิ.ย.ที่พรรคเพื่อไทย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย แถลงว่าจากกรณีมีการให้ข่าวการเจรจาขอซื้อหุ้นดาวเทียมไทยคมจากกองทุนเทมาเสกจากประเทศสิงคโปร์ จึงขอตั้ง 7 คำถามที่อยากได้คำตอบจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ข้อ 1. นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง และนายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เดินทางไปพบผู้บริหารของกองทุนเทมาเสก เมื่อวันที่ 12 เม.ย. 2553 ที่ประเทศสิงคโปร์นั้น ไปในฐานะส่วนตัว หรือไปในนาม รมว.คลัง เนื่องจาก นายกรณ์ ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ชัดเจนว่า ไปอย่างเงียบๆ หากไปในฐานะ รมว.คลัง จะต้องมีเจ้าหน้าที่ หรือข้าราชการกระทรวงการคลังเดินทางไปด้วย ไม่ใช่นายศิริโชค ที่เป็น ส.ส.เท่านั้น และหลังจากนายกรณ์พบผู้บริหารกองทุนเทมาเสกแล้ว ทางกองทุนเทมาเสก ได้ออกมาแถลงว่า นายกรณ์มาพบเป็นเรื่องไม่ปกติ จึงอนุมานได้ว่าเป็นการมาพบเพื่อเรื่องส่วนตัว
ข้อ 2. จากข้อมูลที่ได้รับในระหว่างการสนทนของนายกรณ์ กับผู้บริหารของเทมาเสก ได้แจ้งให้นายกรณ์ ทราบว่า หากจะมีการติดต่อซื้อหุ้นของเทมาเสก ให้นายกรณ์ ติดต่อกับ บมจ.ไทยคมและบมจ.ชินคอร์ป ในประเทศไทยได้โดยตรง แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจนถึงปัจจุบัน นายกรณ์ยังไม่ได้มีการติดต่อทั้งสองบริษัทแต่อย่างใด แต่นายกรณ์ ยังกลับให้สัมภาษณ์และประกาศว่าจะซื้อหุ้นจากเทมาเสก หากนายกรณ์ และรัฐบาล มีเจตนาที่จะซื้อหุ้จากเทมาเสก ทำไมจึงไม่มีการติดต่อกับทั้งสองบริษัท
ข้อ 3.นายกรณ์รู้หรือไม่โครงสร้างผู้ถือหุ้นไทยคมเป็นอย่างไร บริษัท ชินคอร์ป ถือหุ้น ร้อยละ 41 และผู้ถือหุ้นรายย่อยในตลาดหลักทรัพย์ ร้อยละ 59 ซึ่งปัจจุบันไทยคมยังเป็นของประเทศไทย ไม่ใช่ของสิงคโปร์ เจตนาอะไรกันแน่ และการที่นายกรณ์ และรัฐบาล สร้างกระแสชาตินิยม เป็นสิ่งที่เหมาะสมหรือไม่ แม้ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิช นักวิชาการจาก ทีดีอาร์ไอ ได้อธิบายชัดเจนว่า มีดาวเทียมหลายดวงที่มี Footprint ในประเทศไทย ถ้าอ้างเรื่องความมั่นคง รัฐบาล และนายกรณ์จะซื้อดาวเทียมทุกดวงหรือไม่
ข้อ 4. จากที่นายกฯรมว.คลัง นายศิริโชค ได้ออกมาประกาศเจตนาของรัฐบาลว่าจะซื้อดาวเทียมไทยคม ทราบหรือไม่ว่า การกระทำดังกล่าว มีผลต่อราคาขึ้นลงของราคาหุ้นของไทยคม นายกรณ์ มีอาชีพในการค้าเกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์มาก่อน ต้องรู้หรือควรรู้ว่าจะก่อให้เกิดผลเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น จึงอยากทราบว่ารัฐบาล และนายกรณ์ได้แจ้งให้ตลาดหลักทรัพย์ ทราบก่อนหรือไม่ เพราะเมื่อทราบแล้ว ตลาดหลักทรัพย์จะต้องหยุดการซื้อขายหุ้นไทยคม เพื่อให้มีการชี้แจงข้อมูล หากไม่มีการแจ้ง เป็นการผิดกฎหมายหรือไม่ ถ้าหากเกิดขึ้นในต่างประเทศ รัฐบาลและบุคคลที่เกี่ยวข้อง ถือว่ามีพฤติการณ์กระทำผิดต่อกฎของตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะต้องลาออกจากตำแหน่งโดยทันทีเพราะวันนี้ นายกรณ์ เป็น รมว.คลัง ไม่ใช่คนที่เป็นพ่อค้าเหมือนในอดีต
ข้อ 5.จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าในเดือนมีนาคม 2553 ปริมาณการซื้อหุ้นไทยคม เพิ่มมากขึ้นเป็นวันละ 100 ล้าน 200 ล้าน 346 ล้าน 418 ล้าน บางวันพุ่ง 734 ล้านบาท ราคาเฉลี่ยหุ้นประมาณ 4.60-5.60 บาท ถือว่ามีการซื้อขายมากขึ้นกว่าปกติที่มีการซื้อขายเพียงไม่กี่ 10 ล้านบาทซึ่งน่าสังเกตเฉพาะวันที่ 8 เม.ย. 2553 ก่อนที่นายกรณ์ จะไปพบผู้บริหารเทมาเสกวันที่ 12 เม.ย.มีการซื้อขายจำนวน 255 ล้านบาท และวันที่ 14 มิ.ย. 2553 มีข่าวว่ารัฐบาลจะซื้อดาวเทียมไทยคม ผ่านหนังสือพิมพ์ฉบับเดียว ทำให้หุ้นไทยคมในตลาดหุ้น สูงขึ้นจากราคา 5.45 บาท เพิ่มขึ้นถึง 7.05 บาท สูงขึ้น ร้อยละ 29.36 คิดเป็น ยอดมูลค่า 825 ล้านบาท
ข้อ 6. การที่รัฐบาลและนายกรณ์ ระบุว่าจะซื้อเฉพาะดาวเทียม โดยไม่ซื้อบริษัทไทยคม อยากถามว่าได้ศึกษาหรือไม่ว่าสัญญาของไทยคม เป็นสัญญาแบบ BTO คือการสรร้างโอนแล้ว จึงมาบริหารจัดการ ในหลักการของกฎหมายแล้วดาวเทียมไทยคมเป็นของประเทศไทย โดยมีกระทรวงไอซีที กับกำดูแล แต่ไทยคมมีสิทธิ์ในการบริหารจัดการเท่านั้น หากรัฐบาลและนายกรณ์จะทำได้ก็เพียงซื้อหุ้นไทยคมที่มีหน้าที่บริหารจัดการ ไม่ใช่ซื้อดาวเทียม เป็นการสร้างความสับสนและเข้าใจผิด ในเรื่องการคลั่งชาติเพื่อโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯกล่าวหาว่าขายชาติซึ่งแค่ขายหุ้นเท่านั้น แต่การบริหารจัดการและดาวเทียมยังเป็นกรรมสิทธิ์ของประเทศไทยอยู่ ถ้าไม่รู้ก็ควรลาออกไป
และข้อ 7. การที่รัฐบาล นายกฯและรมว.คลังได้แสดงความเห็นว่าจะซื้อดาวเทียม จึงอยากถามว่ามีการเตรียมการในการบริหารจัดการอย่างไร เพราะการบริหารจัดการธุรกิจดาวเทียม ไม่ใช่เรื่องการจัดการทางเทคนิคเท่านั้น แต่ต้องทำการตลาดสำหรับช่องสัญญาณทั้งในประเทศและต่างประเทศ หน่วยงานรัฐมีความรู้และความพร้อมหรือไม่ จากการตรวจสอบพบว่าไม่ได้มีการเตรียมการเรื่องนี้ เพราะข่าวดังกล่าว เป็นการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้มีผู้ได้เปรียบเสียเปรียบจากตลาดหุ้นหาผลกำไรจากคราบน้ำตาของนักลงทุนที่มู้ข้อมูลภายใน
สรุปแล้วเรื่องนี้มีวาระซ่อนเร้น มีคนใช้สถานะล่วงรู้ หรือ อินไซเดอร์ หากำไรนับพันล้านจากการซื้อมาขายไป ลักษณะอย่างนี้ ใครก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้องถือว่า มีพฤติกรรมเป็นโจร เอาเงินจากคราบน้ำตาคนจน จึงเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ นายกรณ์ ตอบคำถามทั้ง 7 ข้อ
"ถ้านายอภิสิทธิ์ และนายกรณ์ มีความละอายใจ คุณไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้ ผมฟันธงมีพวกอัปรีย์จันไรได้ประโยชน์ ไม่ต่ำกว่า 800 ล้านบาท เปิดสภาผมก็จะยื่นญัตติถาม หรือไม่ ก็ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในปีหน้า เรื่องนี้ชัดเจน ถ้าไม่ใช่พรรคพวกในรัฐบาลได้ประโยชน์แล้วใครจะได้ประโยชน์ ” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
อนุกมธ.คลังซัดกันนัว"กรณ์”ปัดตอบศิริโชคร่วมเจรจาเทมาเส็ก
การประชุมคณะอนุกรรมาธิการเศรษฐกิจจุลภาคในคณะกรรมาธิการการเงิน การคลังและสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฏร เพื่อพิจารณากรณีการซื้อขายหุ้นไทยคมเคลื่อนไหวผิดปกติที่มีนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน โดยนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลังมาชี้แจงพร้อมด้วยตัวแทนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)
โดยนายสุรพงษ์ ถามว่า การให้ข่าวของนายกรณ์เกี่ยวกับกรณีดังกล่าวอาจมีผลให้เกิดการเก็งกำไรตลาดหุ้น จึงอยากถามว่าการให้ข่าวอย่างนี้เป็นการชี้นำหรือไม่เพราะถือว่าเป็นการพูดในที่สาธารณะ มีผลให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจว่ารัฐบาลกำลังจะซื้อหุ้นไทยคมของเทมาเส็ก ประกอบกับในอดีตรมว.คลังเคยเป็นทำงานในตลาดหุ้นมาก่อน ยืนยันว่าสาเหตุที่ต้องมีการถามเรื่องนี้ไม่ได้เป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของใครแต่เป็นการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ
นายกรณ์ กล่าวว่า ผิดหวังเล็กน้อยที่วันนี้เป็นเพียงแค่การประชุมอนุกรรมาธิการแทนที่จะเป็นคณะกรรมาธิการชุดใหญ่ที่ประกอบไปด้วยตัวแทนส.ส.หลายพรรค จึงผิดหวังกลับเรื่องนี้มาก ถ้าท่านจริงใจต่อการพยายามหาข้อเท็จจริงในการซื้อหุ้นไทยคม ซึ่งดูเหมือนว่าโฆษกของพรรคการเมืองมีข้อมูลกล่าวหาว่าข้าราชการการเมืองมีส่วนเกี่ยวข้องระบุตัวย่อชื่อ เก่งถึงขนาดบอกได้ว่าทำกำไรได้เท่าไหร่ ถ้าท่านไม่ต้องการใช้เวทีเพื่อประโยชน์ทางการเมืองก็ขอให้คนที่อ้างว่ามีข้อมูลมาชี้แจงหรือไม่
นายสุรพงษ์ ตอบว่า สำหรับกรณีโฆษกพรรคเพื่อไทยวันนี้ได้มายื่นญัตติถึงตนในกรณีนี้ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการประชุมวันนี้เพราะกรณีของการประชุมวันนี้เป็นการพิจารณากรณีที่นายกรณ์ให้สัมภาษณ์จนทำให้ราคาหุ้นขึ้น แต่กรณีที่โฆษกพรรคเพื่อไทยยื่นมานั้นเป็นกรณีของการปั่นหุ้นและเพิ่งยื่นเข้ามา ซึ่งยืนยันว่าตนจะบรรจุเรื่องนี้อย่างแน่นอน
นายกรณ์ กล่าวว่า ข้อมูลที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย และนายประเกียรติ นาสิมนา ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย อ้างว่ามีนั้นถือเป็นหัวใจของทุกเรื่องไม่ควรแยกประเด็น เพราะข้อมูลของทั้งสองท่านที่มีถึงขั้นมีการระบุเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งถ้าพวกท่านจริงใจจะใช้เวทีนี้เพื่อตรวจสอบจริงควรเชิญของทั้งสองคนนั้นมาให้ข้อมูล เพื่อที่จะให้ตัวแทนจากตลาดหลักทรัพย์และก.ล.ต.เข้าไปดำเนินการตรวจสอบต่อไป
“ ถ้าพวกเขามีข้อมูลก็แสดงให้เห็นว่าต้องรู้ว่าใครมีพฤติกรรมการปั่นหุ้นและใครได้กำไร ซึ่งทั้งสองท่านมีข้อมูลปั่นหุ้น ทางที่ดีคณะอนุกรรมาธิการควรเข้าไปดูว่าข้อมูลที่ทั้งสองคนมีนั้นเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับผมอย่างไรและผมได้กำไรจากกรณีนี้หรือไม่ คิดว่าการประชุมอนุกรรมาธิการครั้งนี้ไร้ค่าเพราะพวกท่านไม่กล้าเอาคนที่เปิดเผยข้อมูลมาชี้แจง และที่สำคัญหนังสือที่ท่านเชิญผมมาก็มีการระบุถึงความต้องการสอบถามเกี่ยวกับการปั่นหุ้นด้วย ” นายกรณ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นนายสุรพงษ์ได้มีการสอบถามถึงคำพูดของรมว.คลังที่ว่ารัฐบาลจะไปซื้อหุ้นไทยคมจนทำให้ตัวเลขหุ้นพุ่งสูงขึ้น โดยได้ตั้งข้อสังเกตว่าเดิมการซื้อขายหุ้นไทยคมอยู่ที่ 10 กว่าล้านแต่ปรากฎว่าเมื่อมีการให้ข่าวว่ารัฐบาลจะซื้อหุ้นดาวเทียมไทยคมคืนทำให้วันที่ 15 มิ.ย.การซื้อขายหุ้นอยู่ที่ 1,346 ล้านบาทและ 16 มิ.ย.การซื้อขายหุ้นอยู่ที่ 825 ล้านบาท ซึ่งตรงนี้ถือว่าผิดมาตรา 239 ของพ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์หรือไม่เพราะเป็นการเปิดเผยข้อมูลภายใน และเหตุใดกลต.ถึงไม่มีการแขวนหุ้นดังกล่าวไว้ทั้งที่มีการซื้อขายผิดปกติอยู่
โดยนางวรัชญา ศรีมาจันทร์ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ชี้แจงว่า ในเมื่อรัฐมนตรีไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ในบริษัทตลาดหลักทรัพย์และไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียในตลาดหลักทรัพย์จึงถือว่าไม่ได้เป็นผู้ที่อยู่ในมาตรา 239 ของพ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ ส่วนมาตรา 240 ของพ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ ที่ห้ามไม่ให้ผู้ใดเผยแพร่ข่าวอันเป็นเท็จจนทำให้ราคาหุ้นเปลี่ยนแปลงนั้น เรื่องที่เกิดขึ้นก็เห็นอยู่ว่าเมื่อมีข่าวเกิดขึ้นจึงทำให้หุ้นมีลักษณะผิดปกติ
นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ที่บอกว่าตนเป็นคนให้ข้อมูลว่ารัฐบาลจะซื้อหุ้นดาวเทียมไทยคมคืนในวันที่ 14 มิ.ย.นั้น ยืนยันว่าข่าวไม่ได้มาจากตนอย่างแน่นอน ส่วนการที่หุ้นไทยคมมีความผิดปกตินั้นก็ผิดปกติหลังจากที่มีข่าวออกมาแล้วซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่หากไม่มีข่าวแล้วราคาซื้อขายหุ้นผิดปกติจึงถือว่าเป็นเรื่องที่แปลก
นายสุทธิชัย จิตรวานิช รองผู้จัดการสายงานตรวจสอบภายในและกำกับกิจกรรมองค์กรตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ชี้แจงว่า ที่ถามว่าเหตุใดตลาดหลักทรัพย์จึงไม่มีการแขวนหุ้นทั้งที่หุ้นมีความผิดปกตินั้น ยืนยันว่าแขวนหุ้นไม่ได้ เพราะเรื่องการซื้อขายหุ้นเป็นเรื่องของดีมาน ซับพลาย เป็นเรื่องของผู้ลงทุน นอกจากบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์เกิดภัยพิบัติจนต้องหยุดกิจการ จึงจะมีการแขวนหุ้น แต่โดยปกติปิดการซื้อขายหรือแขวนหุ้นไม่ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องวิจารณญาณของผู้ลงทุนว่าจะซื้อหุ้นตัวไหน แต่อย่างไรก็ตามหากมีข้อมูลว่ามีหุ้นตัวไหนมีการซื้อขายผิดปกติเราก็จะมีการติดตามการซื้อขาย และเข้าไปตรวจสอบทางลึกแล้วประมวลผลออกมา แล้วก็ส่งข้อมูลให้กับทางกลต.ตรวจสอบต่อไป
อย่างไรก็ตามนายสุรพงษ์ยังได้สอบถามรมว.คลังถึงการเดินทางไปสิงค์โปร์เพื่อคุยกับทางเทมาเส็กในการซื้อหุ้นดาวเทียมไทยคมคืนว่าเป็นมติของครม.หรือไปในนามส่วนตัว ซึ่งรมว.คลัง ชี้แจงว่า ที่เดินทางไปสิงค์โปร์นั้นเป็นการเดินทางไปอย่างฉุกละหุก โดยได้ซื้อตั๋วเครื่องบินไปเองและต้องการให้รู้ภายในวงแคบมากที่สุด ซึ่งการไปครั้งนี้ตนได้รับมอบหมายจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯให้ไปคุยกับผู้ถือหุ้นที่เทมาเส็ก
จากนั้น นายประเกียรติ ได้เดินทางมายังภายในห้องประชุมและพยามจะซักถามรมว.คลังว่า เชื่อว่าการซื้อกิจการดาวเทียมไทยคมไม่เป็นความจริงเพราะเป็นเพียงการสร้างกระแสรักชาติ โดยที่สำคัญสัญญาสัมปทานของดาวเทียมไทยคนเป็นลักษณะภายใต้ข้อตกลง BTO (Build-Transfer-Operate) หมายความว่าเมื่อมีการสร้างดาวเทียมเสร็จแล้วจะต้องมีการโอนย้ายให้กิจการดังกล่าวเป็นของบริษัทไทยคมอยู่แล้ว จึงมองไม่เห็นว่ารัฐบาลจะซื้อกิจการนี้ไปทำไม ซึ่งคิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับการปั่นหุ้น
“ ที่ผมเชื่อว่าการซื้อขายจะไม่มีจริงเพราะไทยคมเป็นของคนไทยอยู่แล้ว เป็นเพียงการโหนกระแสรักชาติเท่านั้นโดยอาศัยเรื่องความมั่นคงอย่างเรื่องดาวเทียมเป็นเงื่อนไขเพราะเป็นเรื่องที่น่าจะโดนใจคนไทยทุกคน เป็นผลให้คิดว่าน่าจะมีการปั่นหุ้นเกิดขึ้น ” นายประเกียรติ กล่าว
นายกรณ์ ใช้สิทธิ์ชี้แจงว่า การที่นายประเกียรติพูดอย่างนี้อยากถามว่ามีหลักฐานว่ามีใครทำกำไรจากการปั่นหุ้นหรือไม่ หรือว่านี่เป็นมาตรฐานของพวกท่านในการกล่าวหาว่ามีใครปั่นหุ้นบ้างโดยไม่มีหลักฐานเพราะเรื่องนี้ขนาดก.ล.ต.ยังไม่มีหลักฐานแต่อย่างใด ส่วนเรื่องความเป็นไปได้ว่าจะซื้อกิจการดาวเทียมไทยคมหรือไม่ต้องอยู่ที่เงื่อนไขทางกฎหมายว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ และไม่คิดว่าปริมาณการซื้อขายหุ้นไทยคมที่เพิ่มสูงขึ้นนั้นไม่ใช่ความผิดปกติแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามเรื่องที่ไทยคมเข้าลักษณ์ BTO หรือไม่ตนไม่ทราบคงเป็นหน้าที่ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เป็นผู้รับผิดชอบ แต่ที่แน่ ๆ คือ เจ้านายเก่าของพวกท่านได้ขายบริษัทชินคอร์ปซึ่งเป็นบริษัทของไทยคมไปให้กับต่างประเทศ
" ผมไปสิงคโปร์ เพราะระหว่างการชุมุนมทางการเมืองของคนเสื้อแดงศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) ประเมินแล้วว่าบริษัทไทยคมอาจมีพฤติกรรมขัดกับกฎหมาย เพราะศอฉ.ไม่ได้รับความร่วมมือมากนัก ทำให้ท่านนายกฯตัดสินใจให้ผมเดินทาไปคุยกับผู้ถือหุ้นดู คือ เทมาเส็ก ถึงความเป็นไปได้ในการซื้อกิจการนี้พร้อมกับเล่าไปว่าผู้บริหารที่บริษัทเทมาเส็กถือหุ้นอยู่มีพฤติกรรมอย่างไรที่อาจจะขัดต่อกฎหมายและจะส่งผลต่อบริษัทอย่างไรบ้าง ซึ่งปรากฏว่าผู้ถือหุ้นก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีเพราะส่วนหนึ่งมาจากตอนแรกที่พวกเขาได้ซื้อหุ้นตัวนี้ไม่มีความต้องการจะซื้อกิจการของไทยคม อย่างไรก็ตาม เรื่องความเป็นไปได้คงต้องรอดูเงื่อนไขทางกฎหมายอีกครั้ง ” นายกรณ์ กล่าว
นายกรณ์ กล่าวว่า สำหรับกรณีที่พวกท่านอ้างว่ามูลค่าการซื้อขายหุ้นไทยคมในวันที่ 15 มิ.ย.มีการซื้อขายถึง 175 ล้านหุ้น มูลค่าประมาณ 1,300 ล้านบาท ตนไม่เถียงว่าไม่จริง แต่อยากจะถามว่ามีอะไรเป็นตัวชี้วัดที่บ่งบอกว่าเป็นการปั่นหุ้นและมีกลุ่มนักการเมืองเข้าไปทำกำไร ซึ่งการจะตรวจสอบในประเด็นนี้ต้องเข้าไปดูว่าใครที่เป็นคนที่ถือหุ้นไทยคมอยู่แล้วประมาณ 1,000 ล้านหุ้นจนสามารถได้ประโยชน์เมื่อราคาหุ้นเพิ่มขึ้นอีก 30 % ดังนั้น ข้อมูลที่พรรคเพื่อไทยกล่าวอ้างมาตลอดก็ถือว่ามั่วและคิดว่าพรรคเพื่อไทยควรเปลี่ยนตัวทีมเศรษฐกิจของพรรค
ต่อนายสุรพงษ์ ได้สอบถามถึงการอนุญาตให้นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เดินทางไปด้วย จึงอยากทราบว่านายศิริโชคเดินทางไปในฐานะอะไร
นายกรณ์ ตอบในประเด็นนี้ว่า ยอมรับนายศิริโชคมีความรู้เกี่ยวกับกิจการดาวเทียมมากกว่าตน และทราบว่าถ้าใช้ดาวเทียมเพื่อจะกระทำผิดกฎหมายจะเป็นอย่างไร ส่วนพวกท่านอยากจะทราบรายละเอียดก็ขอให้เชิญนายศิริโชคมาชี้แจงเองน่าจะดีกว่า
“ การพูดอะไรออกไปควรจะมีความรับผิดชอบด้วยเพราะถ้าทำแบบนี้เท่ากับว่าเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือตลาดทุนของไทยซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ทำให้ตลาดทุนไทยเหมือนกับเป็นบ่อนกาสิโน เรื่องการตรวจสอบเกี่ยวกับบุคคลที่เข้ามากระทำความผิดในตลาดทุน ก.ล.ต.เองก็ได้ดำเนินการเรื่องนี้อยู่แล้ว ไม่ควรปล่อยให้นักการเมืองจากพรรคการเมืองมากล่าวหาโดยไม่มีข้อมูลหลักฐาน จึงอยากให้นายสุรพงศ์เข้าไปตักเตือนคนในพรรคด้วย ” นายกรณ์ กล่าว
จากนั้น นายสุรพงษ์ ได้กล่าวขอบคุณนายกรณ์ที่ให้ความร่วมมือในการเดินทางมาชี้แจงด้วยตัวเองพร้อมกับเรียกร้องให้ก.ล.ต.เข้าไปดำเนินการตรวจสอบเพื่อหาข้อเท็จจริงต่อไป
ภายหลังการชี้แจง นายกรณ์ ให้สัมภาษณ์ว่า แสดงให้แล้วว่า การเชิญตนมาชี้แจงครั้งนี้เป็นเพียงแค่เกมการเมือง เพื่อต้องการทำลายคู่แข่งทางการเมือง รู้สึกผิดหวังกรรมาธิการฯชุดนี้อย่างมากที่ไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยัน มีแต่เพียงข้อกล่าวหาจึงอยากให้ต่อไปในอนาคตควรจะเล่นการเมืองให้มีคุณภาพมากกว่านี้ ยืนยันว่าที่เดินทางมาชี้แจงต่อ กรรมาธิการฯเพราะตนไม่มีอะไรที่จะปิดบัง



