ข่าว

หักดิบ...ตำรวจคอทองแดง

หักดิบ...ตำรวจคอทองแดง

23 มี.ค. 2552

สนามร้อนระอุจนไอแดดเห็นเป็นเปลวระยับ กลางสนามศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 4 ตำรวจในชุดครึ่งท่อนบ้างเต็มยศนับร้อยคน ขะมักเขม้นกับการฟิตร่างกาย ครึ่งหนึ่งเป็นผู้สูงอายุใกล้เกษียณ ออกอาการอิหลักอิเหลื่อ

 ทั้งซิทอัพไม่ขึ้น แขม่วพุงก็แล้ว เกร็งมือช่วยยกตัวก็แล้ว แต่ก็ดูอืด หลายคนหอบ เหนื่อย หน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุก บางคนถึงกับล้มทั้งยืน บางคนล้มตัวนอนกับพื้นอย่างหมดสภาพ โดยไม่ไยดีกับความร้อนของพื้นสนาม

 ยามเข้าใกล้ตำรวจบางนายได้กลิ่นสุราปนเหงื่อไคลคละคลุ้ง แต่พวกเขาก็พยายามฝืน แม้ร่างกายจะไม่ไหว แต่จิตใจยังสู้ เพื่อลบล้างคำครหา "ตำรวจขี้เมา" ที่ถูกตราหน้ากันมา !?!

 "โครงการหักดิบ พลิกฟื้นชีวิต ตำรวจขี้เหล้า" ให้กลับมาเป็น "ตำรวจน้ำดี" ถูกจัดขึ้นตามแนวคิด พล.ต.ต.สุวิระ ทรงเมตตา รอง ผบช.ภ.4 ที่ให้แต่ละสถานีตำรวจในพื้นที่ 11 จังหวัดภาคอีสาน ส่งรายชื่อตำรวจน้ำเมาที่ติดสุราอย่างหนักเข้ารับการบำบัด พัฒนาสมรรถภาพร่างกายและจิตใจ เพื่อเลิกเหล้าให้ได้

 ตำรวจทั้งหนุ่ม-แก่กว่า 130 คน จึงถูกส่งตัวเข้าฝึกในครั้งนี้ ที่มากสุดคงเป็นตำรวจเมืองเกินร้อยที่ถูกส่งตัวเข้ามาถึง 26 นาย

 วิธีฝึกเริ่มจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเป็นตำรวจหนุ่มที่ยังพอมีกำลัง ส่วนอีกกลุ่มเป็นตำรวจที่ร่างกายไม่แข็งแรง ถูกคัดแยกออกจากกัน เพื่อรับการฝึกที่เข้มข้นต่างกัน โดยมีแพทย์และพยาบาลเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด ตลอดระยะเวลาการฝึก 15 วัน มีทั้งเพิ่มความสมบูรณ์ของร่างกายและจิตใจ รวมถึงการเข้าวัดฟังธรรม

 "หนึ่ง" ดาบตำรวจวัย 52 ปี จาก สภ.เมืองหนองคาย รับราชการมาแล้วกว่า 30 ปี เริ่มดื่มเหล้าอย่างจริงจังเมื่อเริ่มมีครอบครัว ลูกเรียนหนังสือ เมื่อมีภาระรับผิดชอบมากขึ้น เงินเดือนไม่พอเลี้ยงดูครอบครัว ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน เมื่อหมุนเงินไม่ทันก็เครียด จึงหันหน้าเข้าพึ่งเหล้าหวังดับทุกข์ ในที่สุดก็กลายเป็นคนติดเหล้าไปอย่างไม่รู้ตัว

 "ตำรวจที่ติดเหล้าส่วนใหญ่อายุ 40 ปีขึ้นไป เพราะวัยนี้มักมีปัญหาครอบครัว เงินทองไม่พอใช้ เมื่อจนเครียดก็เลยกินเหล้าดับกลุ้ม ยิ่งมีเพื่อนวัยเดียวกัน ปัญหาเหมือนกัน ก็มารวมกลุ่มกันพูดคุย กินเหล้า หวังลืมทุกข์ แต่กลับทุกข์หนักไปกว่าเก่า"

 ก้าวแรกสู่วงการ "ปีศาจสุรา" ของ ด.ต.หนึ่ง เริ่มจากหลังเลิกงานเจอเพื่อนหรือญาติก็ชวนกันตั้งวง ตอนแรกก็ดื่มเหล้าโรงทั้งไทยและต่างประเทศ ต่อมาสู้ราคาไม่ไหวเลยหันมาดื่มเหล้าขาว เพราะราคาถูก-เมาเร็ว ดื่มครั้งละ 1-2 ขวด วันไหนไม่มีเพื่อนก็ก๊งสัก 1-2 กั๊ก ให้กินข้าวได้นอนหลับสบาย ทำอย่างนี้ทุกวันจนกลายเป็นความเคยชิน

 เมื่อเข้ารับการฝึก ด.ต.หนึ่งมีอาการเหนื่อยหอบ หายใจไม่ทัน และปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะวันแรกๆ เนื่องจากสภาพร่างกายยังปรับตัวไม่ทัน เขายอมรับสภาพที่เกิดขึ้น เพราะเชื่อว่าทั้งหมดเป็นผลพวงจากการดื่มสุราอย่างหนักมาโดยตลอด และไม่เคยออกกำลังกาย

 เมื่อถูกหักดิบเช่นนี้ ทำให้รู้สึกว่าร่างกายไม่มีแรง โดยเฉพาะอายุก็มากแล้วไม่เหมือนสมัยยังหนุ่มๆ ทำให้ฉุกคิดขึ้นได้ว่า หากปล่อยตัวให้ตกเป็นทาสสุราอย่างนี้เรื่อยไป ชีวิตคงไม่ยืนยาว ?

 เช่นเดียวกับ ด.ต.น้อย จากเมืองนครพนม วัย 52 ปี ช่วงวัยหนุ่มยังไม่เริ่มดื่มสุรา กระทั่งปี 2535 เริ่มมีสังคมมากขึ้น เพื่อนฝูงชักชวนให้ดื่มสุรามาตลอด ส่วนใหญ่ดื่มสัปดาห์ละไม่น้อยกว่า 4-5 วัน โดยใช้เวลาว่างช่วงเลิกงานหรือวันหยุด
 เส้นทางสุราของ ด.ต.อัศนี ก็ไม่ต่างจากเพื่อนๆ คือเริ่มจากตั้งวงในกลุ่ม ดื่มครั้งละ 1-2 ขวด พอดื่มจนติดวันไหนไม่มีเพื่อนก็นั่งดื่มคนเดียว แต่ไม่มากครั้งละ 1-2 กั๊ก ก็จะกินอาหารแล้วเข้านอน

 แน่นอนว่า...สุราที่ดื่มคือเหล้าขาว 40 ดีกรี เนื่องจากลงทุนน้อยเห็นผลไว จึงมีฤทธิ์ต่อร่างกายมาก เร่งให้ร่างกายไปสู่สภาพ "แอลกอฮอลิซึ่ม" ได้เร็วขึ้น !?!

 แต่สำหรับ ด.ต.น้อย อาจได้เปรียบเพื่อนคนอื่น เพราะแม้จะชอบดื่ม แต่ก็ยังออกกำลังกายสม่ำเสมอ เมื่อเข้ารับการฝึกจึงไม่เหนื่อยหอบมากนัก โดยเขายืนยันว่าแค่ชอบดื่มเท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นติดสุราเรื้อรัง แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องดี ที่จะได้หันหลังให้กับน้ำเมาเสียที...
 เมื่อเสร็จสิ้นการฝึก ตำรวจทุกนายจะต้องสาบานตัวว่า จะลด ละ เลิกสุรา แบบเลิกแล้วเลิกเลย โดยมีคณะกรรมการติดตามความประพฤติ หากพบว่าไปดื่มสุราอีกก็จะต้องถูกดำเนินการขั้นเด็ดขาด

 หลังจากรุ่นแรกผ่านไป จะมีการเรียกตำรวจติดเหล้ารุ่นสองเข้ารับการฝึก จากนั้นจะเป็นรุ่นของ "ตำรวจสัญญาบัตร" ที่อยู่ในข่ายขี้เมาก็ต้องเข้ารับการบำบัดเช่นกัน

 "ต้องฝึกอบรมข้าราชการตำรวจให้กลับมาเป็นตำรวจที่ดี เป็นที่พึ่งของประชาชน ไม่ใช่กลับไปรีดไถประชาชน หาเงินดื่มสุรา ตลอด 15 วันตำรวจนายใดหลบหนีจะถูกตั้งคณะกรรมการสอบ พร้อมปลดออกจากตำรวจ เพราะถือว่าไม่มีประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่แล้ว" พล.ต.ต.สุวิระ กล่าว

 จุดเริ่มต้นของโครงการเกิดขึ้นเมื่อ รอง ผบช.ภ.4 ลงพื้นที่ตรวจสอบการปฏิบัติงานของตำรวจในพื้นที่ต่างๆ พบปัญหาตำรวจมักดื่มสุราขณะทำงาน บางรายถูกว่ากล่าวตักเตือนและลงโทษทางวินัยแล้วก็ไม่ดีขึ้น ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของตำรวจในแง่ลบ และส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ วิธีแก้แบบเดิมๆ คือ ย้ายไปอยู่งานสืบสวน ปราบปราม หรือประจำชุดมวลชนสัมพันธ์ เข้าสิบเวรบ้าง เวรหน้าห้องขังบ้าง บางรายถูกย้ายไปประจำชุมชนยิ่งทำให้ดื่มเหล้าหนักขึ้น เพราะหน้าที่การงานเอื้ออำนวย จึงไม่ใช่การแก้ปัญหาอย่างถาวร ตรงกันข้ามกลับผลักให้เขาไปสู่จุดจบเร็วขึ้น

 ชยานนท์  ปราณีต