ข่าว

ยิ่งถูกสบประมาท,ยิ่งต้องพิสูจน์

ยิ่งถูกสบประมาท,ยิ่งต้องพิสูจน์

22 มิ.ย. 2553

ยิ่งประธานวิปฝ่ายค้านคุณวิทยา บุรณศิริ บอกว่าคุณอานันท์ ปันยารชุน กับคุณหมอประเวศ วะสี เป็นเพียงเครื่องมือของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เท่านั้น ไม่ได้เป็นตัวแทนที่ได้รับเลือกจากประชาชน

 และบอกว่ารัฐบาลอย่าทำต่อไปเลยเสียเวลาเปล่า เป็นกระบวนการซื้อเวลาต่ออายุรัฐบาลเท่านั้นก็ยิ่งทำให้คุณอานันท์และคุณหมอประเวศต้องยิ่งแสดงความคึกคัก แสดงความเป็นอิสระจากอิทธิพลของรัฐบาลและของทุกฝ่ายในสังคม

 ทั้งคุณอานันท์ และคุณหมอประเวศ บอกว่าจะเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทยและการปรองดองของชาติโดยมองอนาคตของประเทศไม่เกี่ยวกับรัฐบาลชุดของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และจะต้องมองในฐานะเป็นประชาชนคนไทยที่ไม่เลือกข้างไม่มีสี

 ฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของคุณอานันท์และคุณหมอประเวศที่ต้องแสดงให้เห็นว่า ทั้งสองท่านนั้นตาบอดสีจริง แปลว่าพร้อมที่จะพูดจากับคนทุกฝ่ายทุกสี เพื่อที่จะดึงเข้ามาสู่กระบวนการ โดยไม่สนใจว่าพรรคการเมืองหรือผู้มีอำนาจหรือแม้กระทั่งฝ่ายค้านในสภานั้นจะมีความเห็นอย่างไร เพราะว่านักการเมืองมองแต่เพียงการเลือกตั้งคราวหน้า ไม่ได้มองว่าประเทศชาติจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร

 การต่อสู้ความขัดแย้งที่เราเห็นอยู่นี้เป็นการต่อสู้ระหว่างพรรคการเมืองที่อยู่ในรัฐบาลขณะนี้กับพรรคฝ่ายค้านที่ต้องการจะโค่นรัฐบาล เพื่อจะสามารถขึ้นมามีอำนาจการเมืองเท่านั้น

 ฉะนั้นจึงเป็นการต่อสู้เพื่อเสียง เป็นการต่อสู้เพื่อที่จะให้ตัวเองสามารถกลับมามีอำนาจ หรือไม่ก็คงอำนาจต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสร้างความปรองดองให้แก่ประเทศชาติ

 ที่คุณหมอประเวศพูดนั้นมีเค้าความเป็นจริงที่บอกว่าควรเอาสังคมนำการเมือง เพราะว่าสังคมหมายถึงการที่ประชาชนต้องการจะอยู่ร่วมกันต้องการจะแก้ปัญหา แต่ถ้านำการเมืองให้มาอยู่เหนือสังคมล่ะก็ ก็จะเห็นภาพอย่างที่เห็นกัน ก็คือนักการเมืองทะเลาะกัน ชิงดีชิงเด่นกัน และต้องการสร้างความได้เปรียบเท่านั้น ไม่ได้สนใจไยดีว่าประเทศชาติอยู่ในภาวะสะบักสะบอม และมีความแตกแยกจนกระทั่งไม่สามารถที่จะหาทางถมช่องว่างแห่งความเข้าใจกันได้อย่างไร

 จึงเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการคุณอานันท์และของคุณหมอประเวศที่ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้ผลประโยชน์การเมือง มาทำลายโอกาสที่จะฟื้นฟูความรู้สึก และเยียวยารักษาแผลหัวใจของคนไทยที่ได้ผ่านความบอบช้ำมารุนแรงเกินไปแล้ว

สุทธิชัย หยุ่น