
จับไทย-เทศปลอมดอลลาร์ผลิต-ส่งอุปกรณ์เงินเก๊ทั่วโลก
จากแก๊งเงินดำที่เข้ามาต้มตุ๋นคนในประเทศไทย พัฒนามาเป็นใช้ไทยเป็นแหล่งเก็บอุปกรณ์ปลอมแปลงธนบัตร "ดอลลาร์" เมื่อได้จังหวะก็คัดแยกอุปกรณ์จัดส่งให้เพื่อนร่วมแก๊ง ที่กระจายอยู่แทบทุกทวีปทั่วโลก ลงมือหลอกลวงเหยื่อทุกชาติทุกภาษา ?!!
ถึงแม้ว่าคนไทยจะเคยชินกับเรื่อง "แก๊งเงินดำ (Black Money)" จากกาฬทวีปที่เข้ามาอาละวาดในเมืองไทย ต้มตุ๋นหลอกลวงเหยื่อให้ร่วมลงทุน หรือซื้อธนบัตรดอลลาร์ ด้วยกลอุบายต่างๆ นานา แต่กระนั้นก็ยังมีคนตกเป็นเหยื่ออยู่แทบทุกเมื่อเชื่อวัน
แต่เชื่อหรือไม่...ไม่เฉพาะคนไทยหรือชาวต่างชาติในเมืองไทยเท่านั้นที่ตกเป็นเหยื่อของแก๊งนี้ ผู้คนอีกซีกโลกหนึ่งหรือแทบจะทุกทวีปทั่วโลกต่างเผชิญกับอาชญากรรมรูปแบบนี้ในหลากหลายลักษณะแตกต่างกันไป
ความจริงข้อนี้ถูกเปิดเผยเมื่อตำรวจทลายแก๊งปลอมแปลงธนบัตรดอลลาร์สหรัฐรายใหญ่ได้เมื่อปลายสัปดาห์ก่อน...ทั้งนี้ช่วงสายวันที่ 18 มิถุนายน ที่ผ่านมา แม่บ้านทำความสะอาดห้องพักโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ได้แจ้งผู้จัดการฝ่ายต้อนรับว่า พบกระเป๋าขนาดกลางซุกซ่อนอยู่หลังผ้าม่านบนหัวเตียงนอน เมื่อเปิดดูพบธนบัตรดอลลาร์สหรัฐจำนวนมากอัดแน่นอยู่ในกระเป๋า
เมื่อโรงแรมตรวจสอบก็เชื่อว่าน่าจะเป็นธนบัตรปลอม จึงแจ้ง พ.ต.อ.วิวัฒน์ คำชำนาญ ผกก.1 บก.สส.สตม. พ.ต.อ.จำลอง สว่างวงศ์ ผกก.สส.น.6 พ.ต.อ.ชุมพร กาญจนรัตน์ ผกก.สน.ปทุมวัน พ.ต.ท.เสน่ห์ วันทอง สว.สส.สน.ปทุมวัน พ.ต.ท.จิตติ สามทอง รอง ผกก.3 บก.สส.สตม. พ.ต.ท.รัชทพงษ์ เตี้ยสุด สว.กก.1 บก.สส.สตม. พ.ต.ต.จิรพงษ์ รุจิดำรงชัย สว.สส.บก.ทท. ให้มาร่วมกันตรวจสอบด้วยเครื่องตรวจธนบัตรอินฟราเรด ไม่นานก็พบว่าธนบัตรทั้งหมดเป็นของปลอม มูลค่ารวมเกือบ 40 ล้านบาท โดยมีของจริงแค่ 2 ฉบับเท่านั้น
ทั้งนี้ ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับผู้ที่พักห้องข้างต้น เป็นชายผิวดำอ้างว่าเป็นชาวไลบีเรีย มาเปิดห้องพักได้หลายวันแล้ว เพิ่งเช็กเอาท์ออกจากห้องไปอย่างรีบร้อนตอนตีสามครึ่งวันเดียวกัน เมื่อตรวจสอบเอกสารที่ให้ไว้กับโรงแรมสันนิษฐานได้ว่าเป็นหนังสือเดินทางปลอม
ระหว่างทำบันทึกตรวจยึดพนักงานโรงแรมแจ้งต่อ พ.ต.อ.วิวัฒน์ ว่าเพิ่งรับโทรศัพท์จากคนไทยคนหนึ่งว่า เพื่อนต่างชาติลืมกระเป๋าใบดังกล่าวกำลังเดินทางมารับ ชุดสืบสวนจึงดักซุ่มรอจนรับกระเป๋าแล้วไปเรียกรถจักรยานยนต์รับจ้างจึงแสดงตัว "ชาตรี อ่อนชูทรงสูง" วัย 40 ปี ชาวนครชัยศรี จ.นครปฐม ยอมรับว่า ชาวแอฟริกัน 3 คนได้ว่าจ้างให้มาเอากระเป๋าไปส่งที่โรงแรมแห่งหนึ่งบนถนนเพชรบุรีตัดใหม่ และไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ภายในกระเป๋า
ชุดสืบสวน สตม.และ บก.ทท.เดินทางไปยังเป้าหมายและเข้าชาร์จชาวแอฟริกัน 3 คนที่อยู่ในห้องเลขที่ 955 ได้แก่ "คามารา อันซู" วัย 40 ปี "คามารา โมริบา" วัย 40 ปี สัญชาติกินี และ "เกเย เจอาร์ สตีฟ" วัย 43 ปี สัญชาติไลบีเรีย ต่อมา พล.ต.ต.ม.ล.พันธ์ศักดิ์ เกษมสันต์ รอง ผบช.สตม. พล.ต.ต.ปัญญา มาเม่น รอง ผบช.ก. และ พล.ต.ต.มนู เมฆหมอก ผบก.สส.สตม. มาร่วมสอบปากคำผู้ต้องหา
เกเย เจอาร์ สตีฟ อ้างว่าเป็นสายลับตำรวจไลบีเรียอยู่ระหว่างหาข่าวแก๊งปลอมธนบัตร ส่วนคามารา โมริบา ให้การซัดทอดชาตรีว่ารู้เรื่องปลอมธนบัตรดี ชุดสืบสวนจึงกลับไปสอบสวนชาตรีอีกครั้งก็ให้การรับสารภาพ...ทำให้เห็นโครงข่ายที่โยงใยของแก๊งเงินดำที่กระจายอยู่แทบทุกทวีปทั่วโลก ?!!
ชาตรีจบ ม.6 และเคยทำงานอยู่ในร้านอาหารชาวแอฟริกันหลายปี จนพูดภาษาอังกฤษและแอฟริกันได้ เมื่อตกงานก็คลุกคลีอยู่กับชาวแอฟริกันย่านซอยนานา กรุงเทพฯ ต่อมามีชาวแอฟริกันคนหนึ่งลงทุนซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องสแกนเนอร์ และปริ๊นเตอร์อิงค์เจ็ทให้เขาลงมือปลอมแปลงธนบัตรดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเขาก็ก้าวเข้าสู่เส้นทางสายมิจฉาชีพเต็มตัว ทำอยู่นานหลายปีจนรู้เส้นสายโยงใยของแก๊งนี้แทบทั้งหมด
ชาตรีจะใช้ห้องพักไม่มีชื่อภายในซอยพัฒนาการ 32 ย่านคลองตัน กรุงเทพฯ เป็นสถานที่ปลอมแปลงเอกสาร ขณะที่ตำรวจไปตรวจค้นพบอุปกรณ์การปลอมแปลงธนบัตรตามคำให้การจำนวนมาก รวมถึงธนบัตรดอลลาร์ปลอมและทองคำปลอมน้ำหนัก 30 กิโลกรัม ตลอดจนอุปกรณ์ที่ใช้ในการต้มตุ๋นของแก๊งเงินดำอีกจำนวนมาก
ชาตรียอมรับด้วยว่า ของกลางที่พบทั้งหมดเป็นของชาวผิวดำหลายคนที่รู้จักนำมาฝากไว้ แลกกับเงินค่ารับฝากจำนวนหนึ่ง เพราะคนพวกนี้จะไม่เก็บของผิดกฎหมายไว้กับตัว ด้วยความอยากได้เงินจึงรับฝากไว้ บางครั้งก็ได้รับการว่าจ้างให้นำอุปกรณ์เหล่านี้แยกชิ้นส่วนขนไปให้เพื่อนร่วมแก๊งยังประเทศปลายทาง เพื่อประกอบขึ้นมาใหม่แล้วใช้ต้มตุ๋นหลอกลวงคนในประเทศนั้นๆ
"ชาวผิวดำหลายคนเดินทางไปต้มตุ๋นเกือบทุกทวีป ผมเคยรับหน้าที่เดินทางนำอุปกรณ์ต้มตุ๋นไปส่งให้หลายครั้ง"
ส่วนปฐมเหตุที่นำมาสู่การถูกจับกุมครั้งนี้ ชาตรีเล่าว่า ชาวแอฟริกันทั้งสามคนได้ว่าจ้างให้ปลอมธนบัตรดอลลาร์ทั้งหมดในราคา 1.2 แสนบาท ใช้เวลาทำเกือบ 2 เดือน โดยทั้งสามคนบอกว่าธนบัตรปลอมที่ทำเสร็จแล้วจะทยอยส่งไปหลอกพวกเดียวกัน หรือนักลงทุนชาวต่างชาติ ไม่คิดว่าจะนำมาหลอกคนไทยจึงตัดสินใจทำ อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ลงมือทำจนเสร็จสิ้นยังไม่ได้รับเงินค่าจ้างตามที่ตกลงกันไว้ แค่ทยอยจ่ายให้ครั้งละ 1,000-2,000 บาทเท่านั้น



