ข่าว

 จาก'นักพัฒนา'สู่รมต. ภารกิจเยียวยา-ยกระดับ อสม.

จาก'นักพัฒนา'สู่รมต. ภารกิจเยียวยา-ยกระดับ อสม.

22 มิ.ย. 2553

แม้ว่ารัฐบาลจะเป็นฝ่ายกำชัยในเวทีการเมืองบนถนนราชประสงค์ ทว่าการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่เกิดขึ้นยืดเยื้อยาวนานกินเวลากว่า 2 เดือน ยิ่งขยายบาดแผลแห่งความร้าวลึกแตกแยกของคนในสังคมออกเป็นเศษเล็กเศษน้อย จากนี้ไปภารกิจแรกที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันก็คือการ

ในฐานะ รมช.สาธารณสุข ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บทบาทของ "พรรณสิริ กุลนาถศิริ" ผู้ถือโควตาจากพรรคภูมิใจไทยจึงน่าสนใจและน่าจับตามองยิ่งว่าจะสามารถเยียวยาบาดแผลสังคมนี้ได้อย่างไร

 "พรรณสิริ" เปิดบ้านพักย่านสนามบินน้ำให้ "คม ชัด ลึก" ได้พูดคุยในแบบสบายๆ ก่อนขึ้นเครื่องไปปฏิบัติงานที่ประเทศเวียดนาม อดีตข้าราชการครูเมืองประวัติศาสตร์สุโขทัย ผู้คร่ำหวอดอยู่กับการสอนมายาวนาน 18 ปี และผ่านงานบริหารอีก 11 ปี เธอมั่นใจว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาจะช่วยให้ทำหน้าที่ในตำแหน่ง รมช.สาธารณสุข ได้ง่ายขึ้น

 พรรณสิริออกตัวเล็กน้อยว่าแรกๆ ไม่ได้คาดหวังจะเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี และที่ผ่านมาได้ปฏิเสธมาตลอด แต่เมื่อถึงเวลาต้องสรุปก็ใช้เวลาตัดสินใจไม่นาน เพราะถือเป็นทางเลือกสุดท้าย เมื่อมารับตำแหน่งก็ไม่ได้หนักใจอะไร โดยเฉพาะเรื่องที่จะต้องเข้ามาสะสางปัญหาการทุจริตในกระทรวง เพราะเรื่องนี้มีระบบตรวจสอบอยู่แล้ว ส่วนตัวเชื่อมั่นว่ากระทรวงสาธารณสุขมีระบบที่ดี มีบุคลากรที่มีคุณภาพ วิธีการทำงานของเธอจะยึดสิ่งที่ถูกต้องและเกิดประโยชน์สูงสุด

 อย่างไรก็ดีในความเป็นจริงแล้ว พรรณสิริมุ่งมั่นอยากจะทำงานเป็นนักพัฒนามากกว่า ดูเรื่องการพัฒนาท้องถิ่น การอนุรักษ์ธรรมชาติ วิถีชีวิตท้องถิ่น เพื่อนำสิ่งเหล่านี้มาพัฒนาชุมชน ซึ่งเป็นงานที่เธอเริ่มจับมาตั้งแต่สมัยยังเป็นครูประชาบาล สอดคล้องกับมูลนิธิรุ่งอรุณแห่งความสุขที่เธอก่อตั้งขึ้น แต่เมื่อต้องมาเป็นนักการเมืองและอยู่ในตำแหน่ง รมช.สาธารณสุข พรรณสิริมุ่งมั่นว่าจะสามารถนำประสบการณ์ต่างๆ มาปรับใช้กับงานพัฒนาได้

 "เรามองที่ภาพรวมแตกต่างกันแค่ว่า ตรงนี้เป็นท้องถิ่นแบบเมืองหลวง แต่รูปแบบต่างๆ ใกล้เคียงกัน สามารถนำมาปรับใช้ได้หมด จากชนบทสู่เมืองพูดได้ว่ามันเชื่อมโยงกันหมด"

 สำหรับงานแรกในตำแหน่งรัฐมนตรีที่รออยู่คือ การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายให้ทุกกระทรวงทบวงกรมเข้าไปมีส่วนร่วม ช่วยเหลือ-แก้ไขตามอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ ระหว่างนี้พรรณสิริจึงพยายามศึกษาโครงสร้างกระทรวงสาธารณสุขว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง เธอยอมรับอายๆ ว่าครั้งแรกไม่รู้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เข้าใจเพียงว่าเป็นอาสาสมัครสาธารณสุข แต่ไม่เข้าใจเนื้อแท้ว่าจริงๆ แล้วมีหน้าที่อะไรบ้าง ทำอะไรได้บ้าง เมื่อได้เห็นโครงสร้างจึงรู้ว่า อสม.สามารถเข้าไปมีบทบาทต่างๆ ในทุกๆ ชุมชน ทั้งการช่วยเหลือเยียวยาและด้านข้อมูลสถิติ

 "เป้าหมายของกระทรวงสาธารณสุขคือการดูแลกาย จิตใจ สังคมของประชาชน ก่อนที่กายและสังคมจะดี สุขภาพจิตต้องดีก่อน หลังความวุ่นวายที่ผ่านมากรมสุขภาพจิตแบ่งกลุ่มคนออกเป็น 5 กลุ่ม คือ ผู้เสียชีวิตและครอบครัว กลุ่มที่ได้รับบาดเจ็บ กลุ่มผู้ชุมนุม และกลุ่มประชาชนทั่วไป เพื่อเยียวยาตามลักษณะผลที่ได้รับ"

 ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขได้ให้การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบตามข้อมูลของมหาดไทย ประกอบด้วย ผู้เสียชีวิต 90 ราย บาดเจ็บ 1,902 ราย ผู้ที่ได้รับผลกระทบรายล้อม 3,000 คน และที่มหาดไทยได้ส่งกลับบ้าน 2,700 คน ขณะเดียวกันกรมสุขภาพจิตเข้าไปหาข้อมูลตามชุมชนต่างๆ 49,759 ตำบล 42 จังหวัด เพื่อตรวจหาข้อมูลว่าชุมชนเหล่านั้นมีความคิดและพฤติกรรมแบบไหน โดยใช้ อสม. 51,880 คน ที่มีอยู่ทุกหมู่บ้านลงไปหาข้อมูล ทำให้รู้ว่าบ้านไหนมีความคิดเห็นอย่างไร พรรณสิริเชื่อว่าอีกไม่นานจะได้ข้อมูลและจะสามารถให้การเยียวยาจิตใจแก่คนเหล่านี้ได้ไม่ยากนัก

 "เราได้ข้อมูลเยอะมาก เช่น คนส่วนใหญ่ที่มาชุมนุมเป็นกลุ่มใช้แรงงาน เมื่อกลับถิ่นฐานก็ยังโต้เถียงเรื่องการเมืองอยู่ เราจึงมอบนโยบายว่าอย่าเอาเรื่องการเมืองไปพูด ให้หากิจกรรมให้ทำร่วมกันอย่างน้อยเดือนละครั้ง คุยกันด้วยความเอื้ออาทรมากกว่าตอกย้ำ เรามีแผนการให้ อสม.สร้างแผนสุขภาพชุมชนเอง เพราะแต่ละชุมชนพื้นฐานไม่เหมือนกัน ความอึดอัดในชุมชนก็จะลดลง โดยมีการกำกับดูแลแบบภาพรวมและแบบตายตัว มีการเจาะลึกเป็นเคสๆ ไป" 

 จากการออกสำรวจผู้ได้รับผลกระทบของกรมสุขภาพจิตที่ รมช.สาธารณสุข คนใหม่เป็นกังวล คือ เรื่องที่เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ในชุมชนรอบพื้นที่ชุมนุมราชประสงค์มีอาการทางจิตที่น่าวิตก โดย 52.38% มีอาการทางจิต และจากการสำรวจพบด้วยว่าประชาชนคนไทยมีอารมณ์รุนแรงถึง 23% ซึ่งตามหลักสากลถือเป็นประเทศที่มีปัญหา เพราะระดับมาตรฐานจะอยู่ที่ 10% ซึ่งเป้าหมายของกรมสุขภาพจิตจะลดลงให้เหลือ 20% ในอีก 2 ปีข้างหน้า

 สำหรับโครงการเร่งด่วนหลังเข้ารับตำแหน่งนั้น พรรณสิริ บอกว่า มีอยู่หลายโครงการที่ต้องผลักดัน แต่ที่ดำเนินการไปแล้วควบคู่ไปกับการเยียวยาจิตใจคือการยกระดับการศึกษาของ อสม.เพราะจากจำนวน อสม.ที่มีอยู่ 999,115 คน ร้อยละ 82 จบการศึกษาแค่ระดับชั้น ป.6 โดยจะให้ อสม.มีโอกาสทางการศึกษามากขึ้น เพื่อยกระดับการศึกษาตัวเองและสังคมท้องถิ่น ซึ่งเดือนตุลาคมนี้ อสม.ทั่วประเทศจะได้รับทราบเพื่อให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน และเชื่อว่าภายใน 3 ปีน่าจะยกระดับการศึกษาของ อสม.ได้ครบทั่วประเทศ