
ประชาธิปไตยกินไม่ได้
ร่วม 2 สัปดาห์เต็มที่เหตุเผาบ้านเผาเมืองในคีร์กีซสถานยังไม่ยุติลง ชาวคีร์กีซเชื้อสายอุซเบฯ ราว 4 แสนคนส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง เด็ก และคนชรา ซึ่งแม้จะยังคงระทมทุกข์จากเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองระลอกสอง แต่ก็กัดฟันหนีตายไปอออยู่ตามชายแดนที่อยู่ติดกับอุซเบกิสถาน
แต่ผู้อพยพหนีภัยรุ่น 2 กลับไม่โชคดีอย่างนั้น ต้องติดแหง็กอยู่ตรงชายแดน ไม่สามารถข้ามรั้วลวดหนามที่ทางการอุซเบฯ เร่งตรึงอยู่ตามแนวชายแดนได้ ขณะที่ค่ายผู้อพยพก็แน่นเต็มเอี้ยดจนไม่สามารถรับเพิ่มมากไปกว่านี้อีกแล้ว จะหันหลังกลับบ้านก็กลับไม่ได้เพราะทั่วทุกแห่งหนยังร้อนระอุด้วยไฟจลาจลเชื้อชาติ
ไม่ต้องพูดถึงอากาศที่แสนร้อนอบอ้าว อุณหภูมิพุ่งขึ้นถึง 40 องศาเซลเซียส แต่ความเดือดร้อนไหนก็ไม่มากเท่ากับความอดอยาก เมื่อความช่วยเหลือจากองค์กรช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไปไม่ถึงมือ เนื่องจากไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่ได้
แม้กระทั่ง คณะบรรเทาทุกข์จากสหประชาชาติเองก็ได้แต่แจกอาหารเฉพาะที่สนามบินเท่านั้น ที่อื่นไม่ปลอดภัยโดยเฉพาะที่เมืองโอช ทางภาคใต้ที่ทางการได้ขยายเวลาเคอร์ฟิวตลอด 24 ชั่วโมงออกไปจนถึงวันที่ 25 มิถุนายนนี้
หัวหน้าคณะช่วยเหลือจากกลุ่มแพทย์ไร้พรมแดนยืนยันว่า "ทั้งอาหารและน้ำดื่มกำลังขาดแคลนสุดๆ...ชาวบ้านไม่เหลืออะไรติดตัวสักอย่าง..."
ท่ามกลางความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า หน่วยช่วยเหลือจากต่างประเทศก็ต้องวิเคราะห์สถานการณ์ว่าจะให้ความช่วยเหลืออย่างไรดี สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปว่ากลุ่มแรกที่จะต้องให้ความช่วยเหลือเต็มที่ก็คือกลุ่มเด็กๆ
อย่างไรก็ดี ทุกข์ของชาวบ้านก็จำกัดวงแคบอยู่แต่ในวงของชาวบ้านเท่านั้น ขณะที่รักษาการประธานาธิบดีโรซา โอตุนมาเยวา มัวแต่ยืนกรานว่าปัญหานี้จะต้องแก้ด้วยการเมืองเท่านั้น และดึงดันให้มีการสำรวจความเห็นประชาชนเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามกำหนดการเดิมในวันที่ 27 มิถุนายนนี้ หนำซ้ำยังตีขลุมว่าการลงประชามติครั้งนี้เท่ากับให้การรับรองนโยบายของเธอว่าเดินมาถูกทางแล้ว
ถ้าทุกอย่างไม่มีอะไรผิดพลาด แผนขั้นที่ 2 ก็จะมีขึ้นตามมา นั่นก็คือจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปที่บริสุทธิ์ ยุติธรรม ตามด้วยการเลือกตั้งประธานาธิบดี อันเป็นตำแหน่งสูงสุดของประเทศ ซึ่งเธอยืนกรานว่าจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง และกระบวนการทั้งหมดนี้จะใช้เวลาปีครึ่ง
ถ้อยแถลงของเธอเท่ากับการส่งสารทางการเมืองว่า "เราเป็นประชาธิปไตย" แม้จะกินไม่ได้ก็ตาม



