ข่าว

นักการเมืองภายใต้นักก่อการร้าย

นักการเมืองภายใต้นักก่อการร้าย

22 มิ.ย. 2553

การเมืองของประเทศไทยยังไม่ได้แสดงออกถึงการพัฒนาทั้งด้านคุณสมบัติของนักการเมืองความรับผิดชอบและจิตสำนึกต่อกระแสสาธารณะ เพราะการกระทำผิดซ้ำซากโดยที่ไม่ต้องรับผิดได้สร้างความรู้สึกเหิมเกริมไม่หวาดหวั่นต่อกฎหมาย

และความเสี่ยงที่ต้องรับโทษ ทั้งนี้เป็นเพราะส่วนหนึ่งมีเอกสิทธิ์รัฐสภา อิทธิพลการเงินและเครือข่ายของการใช้อำนาจซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายยอมสยบต่ออำนาจเถื่อน เพราะนักการเมืองผู้บริหารประเทศบางส่วนและบางยุคมีพฤติกรรมเช่นเดียวกับโจรผู้ร้ายปล้นสะดมทรัพย์สินนั่นเอง

 นอกเหนือจากการทุจริตคอรัปชั่นแล้วความรู้สึกไม่สนใจต่อกระแสสังคมด้านคุณธรรมและความดีงามยังทำให้นักการเมืองบางกลุ่มไม่ได้มองดูตัวเองและสังคมโลกว่ามีความแตกต่างกันเพียงใดในด้านมาตรฐานความประพฤติศีลธรรมจรรยา ทำให้รู้สึกว่าการเมืองไทยนั้นใครจะเข้ามาก็ได้ไม่ว่าจะมีประวัติเลวร้ายเป็นทุรชนคนชั่วช้าเลวทรามโดยหวังจะใช้การเมืองเป็นที่ฟอกตัวและใช้อิทธิพลการเมืองให้ตัวเองรอดพ้นจากโทษอาญาแผ่นดิน ดังจะเห็นได้จากการใช้เอกสิทธิ์รัฐสภาพร่ำเพรื่อ ไร้ยางอาย และสร้างตัวอย่างการเมืองที่เลว เป็นตัวถ่วงการพัฒนาประเทศ รวมทั้งสร้างความอับอายต่อประชาคมโลกเมื่อถูกมองว่าประชาชนเป็นอย่างไรก็ได้นักการเมืองอย่างนั้น เป็นการสะท้อนภาพให้เห็นลักษณะความประพฤติและทัศนคติของกันและกัน

 ในกรณีของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ซึ่งถูกกักขังอยู่ในคุกด้วยคดีอาญาร้ายแรงหลายข้อหา เช่น การก่อการร้าย ปลุกระดมมวลชนให้ล้มอำนาจรัฐ รวมทั้งเผาบ้านเผาเมือง สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ก็ยังไม่รู้สำนึกว่าได้กระทำความผิดกลับจะถูกเสนอให้เป็นผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนนายทิวา เงินยวง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ทั้งที่ตัวเองไม่มีอิสรเสรี ถูกสังคมวิญญูชนประณามว่าเป็นนักปลุกระดมมวลชนประเภทสู้แล้วรวย โดยหวังเงินทอง อามิสสินจ้างจากนักการเมืองซึ่งหลบหนีโทษจำคุกและเป็นผู้ต้องหาในคดีก่อการร้าย และหลบหนีอยู่ในต่างประเทศ

 โดยที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นนักปลุกระดมมวลชน พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นเครือข่ายของนักการเมือง ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมก่อการร้าย มีชื่อให้เข้าร่วมแข่งขัน เท่ากับว่าการเมืองไทยนั้นไร้มาตรฐานด้านคุณธรรมอย่างชัดเจน เพราะผู้ที่ปลุกระดมให้แบ่งแยกแผ่นดินก่อตั้งรัฐไทยใหม่และมีกองกำลังติดอาวุธสงครามสังหารประชาชนและทหารเท่ากับว่าตนเองนั้นไม่ได้เลื่อมใสในระบอบประชาธิปไตยโดยการเลือกตั้ง แต่นิยมใช้การเมืองข้างถนนหรือระบบกฎหมู่เพื่อล้มล้างรัฐบาลโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายต่อบ้านเมืองและความทุกข์ของประชาชนซึ่งตกเป็นเหยื่อของการเผาบ้านเผาเมืองจนต้องเป็นบุคคลไร้อาชีพ ไร้ที่ทำกิน เพราะถูกเผาผลาญในช่วงของการจลาจลก่อการร้ายนั่นเอง