
"อนุพงษ์"เซ็นเช็คบิล83ท่อน้ำเลี้ยงแดงแล้ว
อนุพงษ์ เซ็นแล้วเช็คบิล 83 ท่อน้ำเลี้ยงแดง ดีเอสไอ ขอ 60 วันฟันผิดหนุนก่อการร้าย แบ่ง 5 กลุ่มฟัน ญาติทักษิณ-อดีตทหาร-ตร.-นักการเมือง-นักธุรกิจ-นปช. ชี้หากผิดเจอคุกทันที เผยให้เริ่มแจง 28 มิ.ย.-31 ก.ค. ขู่หากใครเบี้ยวไม่แจงผิดพ.ร.ก.เจอคุก 2 ปี ปรับ
เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 21 มิ.ย.ที่กองบัญชาการกองทัพบก นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แถลงผลการประชุมศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ว่า ในที่ประชุม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ในฐานะผู้รับผิดชอบแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้ลงนามในคำสั่ง 78/2553 เรื่องให้บุคคลมารายงานตัวเพื่อให้ถ้อยคำเกี่ยวกับธุรกรรมที่ต้องสงสัย และอาจเกี่ยวข้องกับการกระทำหรือสนับสนุนการกระทำเกิดเหตุสถานการณ์ฉุกเฉิน และให้สถาบันการเงินหรือนิติบุคคลทำการ หรือมิให้กระทำการเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงิน หรือการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคลเท่าที่จำเป็นแก่การรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชน ซึ่ง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน
นายธาริต กล่าวว่า สำหรับคำสั่งนั้นมีสาระสำคัญ 3 ส่วนคือ 1.ให้ผู้ที่มีรายชื่อทั้งหมด 83 รายชื่อมาพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษของกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้ถ้อยคำและส่งมอบเอกสารหรือหลักฐาน เกี่ยวกับการทำธุรกรรมต้องสงสัย ภายในวันที่ 31 ก.ค. 2553 ทั้งนี้ตามเวลา และสถานที่ตามที่พนักงานสอบสวนจะแจ้งให้ทราบต่อไป ทั้งนี้ให้บุคคล 83 รายชื่อมาพบคณะพนักงานสอบสวน ซึ่งประกอบไปด้วย กรมสอบสวนคดีพิเศษ เจ้าหน้าที่ ปปง. และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. และสรรพากร โดยทั้ง 4 หน่วยงานจะสนธิกำลังเป็นหน่วยรับแจ้งคำชี้แจง แสดงหลักฐานต่างๆจากบุคคลทั้ง 83 ราย
นายธาริต กล่าวว่า 2.ให้ผู้ที่ถูกสั่งห้ามทำนิติกรรมทั้ง 152 รายเดิม เมื่อเป็นบุคคลที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว อยู่นอกเหนือจาก 83 รายชื่อในคำสั่งวันนี้ ก็สามารถทำธุรกรรมปกติต่อไปได้ ซึ่งเดิมบุคคลเหล่านี้มีคำสั่งห้ามทำธุรกรรมการเงิน 152 รายชื่อ ถึงวันนี้ได้คัดกรองเหลือ 83 รายชื่อที่เป็นธุรกรรมต้องสงสัย ที่เหลือนอกจากนั้นสามารถทำธุรกรรมตามปกติได้ทันที นับจากคำสั่งฉบับนี้ออกไป 3.คำสั่งที่เกี่ยวกับสถาบันการเงินที่ต้องจัดส่งเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมสำหรับ 83 รายตามแต่ที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะร้องขอ
นายธาริต กล่าวว่า ในขั้นตอนทั้ง 4 หน่วยงานได้ประชุมหารือกันแล้วจะนำเอาเอกสารหลักฐาน ซึ่งขณะนี้สถาบันการเงินได้ส่งมาให้แล้วย้อนหลัง 9 เดือน โดยจะมาพูดกันในข้อเท็จจริงในแต่ละธุรกรรมตั้งแต่ 9 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเราจะมีการซักถามเพื่อให้มีการชี้แจง เช่น การทำธุรกรรมที่ทำนั้นมีเงินเข้ามาในบัญชีแหล่งเงินมาจากไหน โอนมาจากใคร แล้วถ้าถอนออกไป โอนไปที่ไหน เอาไปทำอะไร ชำระหนี้หรือส่งมอบให้ใครอย่างไร และถ้าถอนเงินสด ต้องอธิบายได้ว่า ใช้เงินสดนั้นไปทำอะไร และตรงกับแบบที่แจ้งไว้ทำธุรกรรมกับธนาคารหรือไม่ เพราะหากเงินที่ทำธุรกรรมเกิน 2 ล้านบาทต้องแจ้งกับ ปปง. บางรายถอนเงินสดจำนวนเงินกว่าร้อยล้าน จะต้องแสดงเอกสาร ซึ่งการเชิญมาพบเพียงรอบเดียวอาจไม่พอ อย่างไรก็ตามทางกรมสอบสวนคดีพิเศษแจ้งกับ ศอฉ.ว่า เราขอใช้เวลา 60 วันในการดำเนินการเรื่องทั้งหมด คงจะการชี้แจงกันไปมาหลายรอยจึงจะได้ข้อยุติ หากเวลา 60 วันไม่เพียงพอก็จะมีการหารือกันอีกครั้ง
“เราได้จัดกลุ่มที่เกี่ยวข้องออกเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่1 กลุ่มที่เป็นเครือญาติกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มี 23 ราย กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มนักการเมืองมี 23 ราย กลุ่มที่ 3 คือ อดีตข้าราชการทหาร ตำรวจจำนวน 5 ราย กลุ่มที่ 4 คือ นักธุรกิจจำนวน 15 ราย และกลุ่มที่ 5 คือ กลุ่มนปช.17 ราย โดยทั้งหมดจะทยอยเรียกมาพบที่ดีเอสไอ ซึ่งดีเอสไอจะเริ่มออกหมายเรียกตั้งแต่วันที่ 22 มิ.ย.นี้เป็นต้นไปและจะให้เริ่มมาชี้แจงตั้งแต่วันจันทร์ที่ 28 มิ.ย.นี้ ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมาเวลาใดเราจะเปิดเผยทุกขั้นตอน แต่หากใครฝ่าฝืน ไม่มาชี้แจงถือว่า มีความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คือ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจับทั้งปรับ แต่ผมเชื่อว่า ทุกคนอยากมาเพื่อชี้แจง มิเช่นนั้นจะเป็นผลร้ายแก่ตนเอง” นายธาริต กล่าว
นายธาริต กล่าวว่า ในขั้นต้นกลุ่มบุคคลเหล่านี้ยังไม่ได้ถือเป็นผู้ต้องหาใดๆ เว้นแต่บางคนเช่น แกนนำนปช.ที่โดนข้อกล่าวหาก่อการร้าย แต่ในคำสั่งนี้เป็นการทำธุรกรรมต้องสงสัย ที่ไม่ปกติจึงต้องมาชี้แจงแต่เขาไม่ใช่ผู้ต้องหา ดังนั้นเราจะไม่ปฏิบัติกับเขาเหมือนผู้ต้องหา ซึ่งเจ้าตัวจะต้องมาชี้แจงเอง แต่หากเจ้าตัวมีภารกิจอย่างไร สามารถส่งผู้แทนมาได้ โดยเราจะมีหน่วยงานกลางเป็นผู้ติดต่อประสาน ส่วนสิ่งที่จะดำเนินคดี หากพบว่า มีหลักฐานชัดเจนว่า มีการโอนเงินไปให้แกนนำ นปช. ก็ต้องมีการอธิบายให้ชัดเจนว่า ทำไม เพราะอะไร ต้องโอนไป หากในที่สุดไม่มีหลักฐานแสดงว่า เป็นการใช้เงินเพื่อกระทำความผิดก็จบกันไป แต่ถ้ามีหลักฐานว่า เป็นการใช้เงินสนับสนุนการกระทำความผิดการก่อการร้าย ในคดีความผิดทางอาญาต่อแผ่นดินจะถูกแจ้งข้อกล่าวหา ดำเนินคดีจับกุมกันต่อไป
นายธาริต กล่าวว่า การกระทำทุกอย่าง เราทำตามกฎหมาย ตรวจตามปกติ และขณะนี้ไม่มีอะไรที่เป็นการล่วงละเมิด เราไม่ได้ยึดเงินอะไรเลย เพียงแต่เป็นมาตรการทางกฎหมายให้อำนาจ ซึ่งเป็นสิ่งที่พึงตรวจสอบได้ตามกฎหมาย หากในที่สุดไม่ผิดก็คือไม่ผิด ส่วนจะฟ้องร้องได้หรือไม่ ในความเห็นส่วนตัวกฎหมายได้คุ้มครองการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ และเจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำอะไรนอกเหนือกรอบกฎหมาย
เมื่อถามว่า เส้นทางการเข้ามาของเงินมาจากต่างประเทศหรือไม่ นายธาริต กล่าวว่า ไม่สามารถตอบได้ เพราะเป็นแนวทางในการสอบสวน เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่า มีการวิ่งล็อบบี้เจ้าหน้าที่ในการสอบสวนผู้ต้องสงสัยทั้ง 83 ราย นายธาริต กล่าวว่า ยืนยันว่า ไม่มี เพราะการทำงานทำด้วยความโปร่งใส ทุกอย่างตรวจสอบได้ มีเหตุผล และเราทำงานอย่างตรงไปตรงมา เช่นบางคนเปิดบัญชี 1 พันบาท แต่วันรุ่งขึ้นโอนเข้ามา 100 ล้าน และอีกไม่กี่วันก็ถอนออกไป ซึ่งคนธรรมดาคงไม่ทำธุรกรรมแบบนี้ จึงต้องอธิบายว่า ทำไมทำธุรกรรมแบบนี้ ซึ่งทางปปง.เป็นผู้คัดกรองจากผู้ที่เคยห้ามทำธุรกรรม 152 คน จนเหลือ 83 คน
เมื่อถามว่า พบมีการโอนเงินที่ไม่ต้องผ่านสถาบันการเงินหรือไม่ นายธาริต กล่าวว่า ทางการข่าวมีอยู่แล้ว ทั้งนี้เราทำงานด้วยพยานหลักฐาน แต่ถามว่า มีเล็ดรอดไปหรือไม่ ที่เบิกไม่ถึง 2 ล้านบาท อาจเบิก 1.9 ล้านบาทหลายๆครั้งอาจทำให้เล็ดรอดได้ เมื่อถามถึงการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นายธาริต กล่าวว่า ที่ประชุมไม่ได้มีการพูดคุยกัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างที่ทุกฝ่ายต้องไปทำความเห็นมานำเสนอ อย่างไรก็ตามขณะนี้เราได้มีการตั้งศูนย์ประสานงานและช่วยเหลือการถูกดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยมีรองอัยการสูงสุดที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ดูแล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ได้มีการแจกจ่ายเอกสารเกี่ยวกับคำสั่งจากศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ 78/2553 ให้กับสื่อมวลชน กรณีเรื่องให้บุคคลมารายงานตัวเพื่อให้ถ้อยคำเกี่ยวกับธุรกรรมที่ต้องสงสัยว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับการกระทำหรือสนับสนุนการกระทำให้เกิดเหตุสถานการณ์ฉุกเฉิน และให้สถาบันการเงินหรือนิติบุคคลกระทำการหรือมิให้กระทำการเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงิน หรือการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคลเท่าที่จำเป็นแก่การรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประชาชน และความปลอดภัยของประชาชน
ทั้งนี้ ตามที่ได้มีคำสั่งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่ 49/2553 ลงวันที่ 16 พ.ค.2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับต่างๆ เรื่องห้ามมิให้กระทำการใดๆ หรือสั่งให้กระทำการใดๆ เกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงิน หรือการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคล หรือนิติบุคคลเท่าที่จำเป็น แก่การรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชน โดยกำหนดห้ามมิให้สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน ธนาคาร ตามที่ได้มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะบริษัท หลักทรัพย์ และ ตลาดหลักทรัพย์ ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์
บริษัทประกันชีวิตตามกฎหมาย ว่าด้วยการประกันชีวิต และบริษัทประกันวินาศภัยตามกฎหมาย ว่าด้วยการประกันวินาศภัย และสหกรณ์ตามกฎหมาย ว่าด้วยสหกรณ์ นิติบุคคลทีได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับปัจจัยชำระเงินต่างประเทศตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน และนิติบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้บริการโอนเงินทางอิเลคทรอนิกส์ ทำนิติกรรมสัญญาหรือการดำเนินการใดๆ ทางการเงิน ทางธุรกิจ หรือ ดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคล หรือ นิติบุคคลตามบัญชีรายชื่อแนบท้ายคำสั่งดังกล่าว และให้ส่งข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมของบุคคล หรือ นิติบุคคลมายังหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินภายในระยะเวลาที่กำหนดนั้น
จากการรวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมของบุคคล หรือ นิติบุคคลตามบัญชีรายชื่อแนบท้ายคำสั่งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าว พบว่ามีธุรกรรมทางการเงินที่ต้องสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับการกระทำหรือสนับสนุนการกระทำให้เกิดเหตุสถานการณ์ฉุกเฉิน ดังนั้นเพื่อเปิดโอกาสให้บุคคล หรือนิติบุคคลตามบัญชีรายชื่อแนบท้ายคำสั่งฉบับนี้ได้มีโอกาสชี้แจงแสดงหลักฐานพิสูจน์ข้อสงสัย และเพื่อให้การดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าวของสถาบันการเงิน และนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นไปด้วยความรอบคอบเรียบร้อย เท่าที่จำเป็นแก่การรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชน อาศัยอำนาจตามข้อ 2 และ ข้อ 6 ของประกาศตามมาตรา 11 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ลงวันที่ 7 เม.ย.2553 ประกอบกับคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ พิเศษ 93/2553 เรื่องแต่งตั้งผู้กำกับการปฏิบัติงาน หัวหน้าผู้รับผิดชอบ และพนักงานเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีความร้ายแรง (เพิ่มเติม) ลงวันที่ 16 เม.ย. 2553 จึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้
ข้อ 1.ให้บุคคลหรือนิติบุคคลตามบัญชีรายชื่อแนบท้ายคำสั่งนี้มารายงานตัวต่อคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเพื่อให้ถ้อยคำและส่งมอบเอกสาร หรือหลักฐานใดที่เกี่ยวกับการทำธุรกรรม อันต้องสงสัยของตนภายในวันที่ 31 ก.ค. 2553 ทั้งนี้ ตามวันเวลา และสถานที่ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะแจ้งให้ทราบต่อไป
ข้อ 2.ให้สถาบันการเงินและนิติบุคคล ซึ่งมีหน้าที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามคำสั่งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ 49/2553 ลงวันที่ 16 พ.ค.2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับต่างๆ ว่าด้วยเรื่องห้ามมิให้กระทำการใดๆ หรือสั่งให้กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับการกระทำธุรกรรมทางการเงิน หรือการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคล หรือนิติบุคคลเท่าที่จำเป็นแก่การรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชน ดำเนินการดังนี้
(1) ทำธุรกรรมกับบุคคล หรือนิติบุคคล และผู้ได้รับผลประโยชน์จนถึงทอดสุดท้าย ตามบัญชีรายชื่อแนบท้ายคำสั่งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ 49/2553 ลงวันที่ 16 พ.ค.2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับต่างๆ ได้ตามปกติ เว้นแต่บุคคล หรือ นิติบุคคล ตามบัญชีรายชื่อแนบท้ายคำสั่งนี้
(2) จัดเตรียม และนำส่งข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมของบุคคล หรือนิติบุคคลตามบัญชีรายชื่อ แนบท้ายคำสั่งนี้ เพื่อให้ได้รับการแจ้งจากคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ
(3) หากพบว่าการทำธุรกรรมของบุคคล หรือนิติบุคคล และผู้ได้รับผลประโยชน์ จนถึงทอดสุดท้าย หรือผู้ซึ่งเกี่ยวข้อง หรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับบุคคล หรือ นิติบุคคล ตามบัญชีรายชื่อแนบท้ายคำสั่งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ 49/ 2553 ลงวันที่ 16 พ.ค.2553 และมีแก้ไขเพิ่มเติมฉบับต่างๆ ว่าด้วยเรื่อง ห้ามมิให้กระทำการใดๆ หรือสั่งให้กระทำการใดๆ เกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางด้านการเงิน หรือ การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคล หรือ นิติบุคคล เท่าที่จำเป็น แก่การรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชนนั้น เป็นการทำธุรกรรมที่มีความสลับซับซ้อน ขาดความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ มีขนาดใหญ่ผิดปกติ มีเหตุอันควรสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับการกระทำ หรือสนับสนุนการกระทำให้เกิดเหตุการณ์สถานการณ์ฉุกเฉิน หรือไม่ ทราบวัตถุประสงค์ในการทำธุรกรรมที่แน่ชัด ให้ระงับการทำธุรกรรมนั้นทันที แล้วแจ้งส่งข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมดังกล่าว มายังหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ภายใน 24 ชั่วโมง นับตั้งแต่วันที่มีการทำธุรกรรมในลักษณะดังกล่าว
(4) นำส่งข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมของผู้ได้รับผลประโยชน์ จนถึงทอดสุดท้ายของบุคคล หรือ นิติบุคคล ตามบัญชีรายชื่อ แนบท้ายคำสั่งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ 49/2553 ลงวันที่ 16 พ.ค. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับต่างๆ ว่าด้วยเรื่องห้ามมิให้กระทำการใดๆ หรือสั่งให้กระทำการใดๆ เกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางด้านการเงิน หรือการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคล หรือนิติบุคคลเท่าที่จำเป็นแก่การรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งได้กระทำระหว่างวันที่ 1 ก.ย. 2552 จนถึงวันที่ 31 พ.ค.2553 มายังหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ภายในวันที่ 30 มิ.ย.2553 ทั้งนี้หากข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมดังกล่าวสามารถจัดทำในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ให้ส่งเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบ EXCEL FILE โดยบันทึกลงในสื่อบรรจุข้อมูลแล้วนำส่งมายังหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว
ข้อ 3 ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งนี้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับตามมาตรา 18 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 21 มิ.ย.2553 พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน
สำหรับบัญชีรายชื่อที่แนบท้ายคำสั่งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ประกอบด้วย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบัญชีรายชื่อบุคคลแนบท้ายคำสั่งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินจำนวน 83 คนที่ต้องมารายงานตัวประกอบด้วย กลุ่มนิติบุคคล คือ 1.บริษัทเอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท เวิร์ธซัพพลายส์ จำกัด 3.บริษัทบี.บี.ดีดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด 4.บริษัท บี.บี.ดี.พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด 5.บริษัทบี.พี.พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด 6.บริษัทประไหมสุหรี พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด 7.บริษัท พี.ที.คอร์ปอเรชั่น จำกัด 8.บริษัท เอสซีเค เอสเทต จำกัด 9. บริษัทเอสซี ออฟฟิซปาร์ค จำกัด 10.บริษัทเอสซีออฟฟิซพล่าซ่า จำกัด 11.บริษัทโอเอไอ คอนซัลแต้นท์แอนด์แมนเนจเม้นท์จำกัด 12.บริษัทโอเอไอแมนเนจเม้นต์ จำกัด 13.บริษัทโอเอไอลีสซิ่ง จำกัด 14.บริษัทโอเอไอ เอ็ดดูเคชั่น จำกัด
กลุ่มบุคคลธรรมดา 1.พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 2.คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร 3.นายพานทองแท้ ชินวัตร 4.น.ส. พิณทองทา ชินวัตร 5.น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 6.นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ 7.นางกาญจนาภา หงส์เหิน 8.นายสาโรจน์ หงส์ชูเวช 9.นายการุณ โหสกุล 10.นายวิชาญ มีนชัยนันท์ 11.คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ 12.นายสันติ พร้อมพัฒน์ 13.นาย ประชา ประสพดี 14.นายไชยา สะสมทรัพย์ 15.นายวุฒิชัย กิตติธเนศวร 16.นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ 17.นายเจริญ จรรย์โกมล 18.นายเรืองยุทธ ประสาทสวัสดิ์ศิริ 19.นางมยุรี เศวตาศัย 20.นายอุดมเดช รัตนเสถียร 21.นางวิยดี สุตะวงศ์ 22.นายทัศ เชาวนเสถียร 23.พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก 24.นายอนุสรณ์ ปั้นทอง 25.นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ 26.นายพันธ์เลิศ ใบหยก 27.นายสมหวัง อัสราศี 28.น.ส.จุฑารัตน์ เมนะเสวต 29.นายสมชาย ไพบูลย์
30.นายสงวน พงษ์มณี 31.พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร 32.นายไพโรจน์ ตันบรรจง 33.นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ 34.พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ 35.นายสุชาติ ลายน้ำเงิน 36.นายนิยม วรปัญญา 37.นพ.เหวง โตจิราการ 38.นายวีระ มุสิกพงศ์ 39.นายขวัญชัย สาราคำ 40.นายนิสิต สินธุไพร 41.นายก่อแก้ว พิกุลทอง 42.นายชินวัฒน์ หาบุญพาด 43.นาย อดิศร เพียงเกษ 44.นายสำเริง ประจำเรือ 45.นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ 46.พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์ 47.นายธนกิจ ชะเอมน้อย หรือ นายวันชนะ เกิดดี 48.นายอารี ไกรนรา 49.นายเมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ 50.พล.ท.มนัส เปาริก 51.พล.ท.พฤณฑ์ สุวรรณทัต 52.พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค 53.นางเยาวเรศ ชินวัตร 54.นายสุธรรม แสงประทุม 55.นายพศิน หอกลาง 56.นาง สุกัญญา ประจวบเหมาะ 57.นายอัสนี เชิดชัย 58.นางดวงแข อรรณนพพร 59.นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช 60.นายจักริน พัฒน์ดำรงจิตร 61.นายจตุพร เจริญเชื้อ 62.นายวิเชียรชนินทร์ สินธุไพร 63.นางสุพิชฌาย์ พัฒนะพันธุ์ 64.นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข 65.นายไพรวงษ์ เตชะณรงค์ 66.นายปลอดประสพ สุรัสวดี 67.นายประยุทธ มหากิจศิริ 68.นายเมธี อมรวุฒิกุล 69.นายภักดี ธนะปุระ



