
สมบัติชี้ปัญหาประเทศมาจากความเหลื่อมล้ำ
วงสัมมนาจุฬาฯ "ก้าวข้ามวิกฤตวุ่นเพื่อเป็นทุนสู่อนาคต สมบัติ ชี้ปัญหาประเทศมาจากความเหลื่อมล้ำ แนะ รบ.ฟันธงแก้ปัญหาพัฒนาการการศึกษาให้มีคุณภาพ ขณะที่ จตุรนต์ สวนกลับปัญหาเกิดจากอภิสิทธิ์ชน อัดแนวทางปฏิรูปประเทศครอบจักรวาล ตอกย้ำปัญหา
(21มิ.ย.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดเสวนาทางวิชาการเรื่อง “ก้าวข้ามวิกฤตวุ่นเพื่อเป็นทุนสู่อนาคต” จัดโดยคณะรัฐศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ และคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)และประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมาย นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายสุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายประสงค์ เสิศรัตนวิสุทธิ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เข้าร่วมเสวนา
ดร.สมบัติ กล่าวว่า ทุกประเทศที่เจริญแล้วล้วนเคยมีวิกฤตความขัดแย้งมาก่อน ประเทศไทยโชคดีที่ไม่มีปัญหาเชื้อชาติและเรื่องสีผิวเหมือนชาติอื่นๆ แต่นักการเมืองไทยกลับเอาสีเสื้อเข้ามาเป็นข้อขัดแย้งทางสังคม ปัญหารากเหง้าของประเทศจริงๆเกิดจากความเหลื่อมล้ำของสังคมที่มาจากผลของการพัฒนา ทำให้กลุ่มคนรวยกระจุกรวมกัน แต่คนจนกระจายตัวไปทั่ว โครงสร้างฐานะประชากรยังเป็นสามเหลี่ยมหน้าจั่ว แทนที่จะเป็นสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ระบอบประชาธิปไตยโดยผู้แทนจึงขึ้นอยู่กับคุณภาพของผู้แทนราษฎรด้วย เพราะปัจจุบันพบว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศจบไม่เกินมัธยมศึกษาปีที่ 3 อยู่ถึง 71% ทำให้คนมีความรู้น้อยตกเป็นเหยื่อของนักการเมืองได้ง่าย กลไกที่ทุกประเทศทำได้ผลคือการจัดการศึกษา ตัวอย่างเห็นชัดคือประเทศมาเลเซีย ที่ทุ่มเทให้กับทางด้านการศึกษา แม้รัฐบาลไทยชุดปัจจุบันจะให้ความสำคัญกับการศึกษา แต่ก็ยังไม่ให้ความสำคัญด้านคุณภาพของการศึกษาเท่าที่ควร หากต้องการแก้ไขปัญหาระยะยาวรัฐบาลต้องแก้โจทย์ใหญ่ที่สำคัญ คือต้องพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้ได้
ดร.สมบัติ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่จะช่วยได้คือต้องให้ความสำคัญกับระบบสารสนเทศ ไม่เพียงแค่ซื้อคอมพิวเตอร์ไปแจกตามโรงเรียนเท่านั้น แต่ต้องให้นักเรียนเข้าถึงระบบอินเตอร์เน็ตอย่างเท่าเทียมกัน หากใช้ให้ถูกทางจะช่วยรัฐบาลได้มากและทำให้การแก้ไขวิกฤตระยะยาวประสบความสำเร็จ ทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง สอนให้ประชาชนตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อม มีชีวิตที่มีคุณภาพและร่วมมือทำงานเพื่อความเข้มแข็งของชุมชน
วันนี้แค่คิดระยะสั้นคงไม่พอ ต้องคิดให้ยาวๆ และทำให้เกิดผลระยะยาวว่าจะแก้ไขปัญหารากฐานของสังคมได้อย่างไร ไม่มีประเทศใดที่จะสามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่รุนแรงในชาติได้ ตราบใดที่คนในชาติยังมีการศึกษาที่ดีและมีคุณภาพ ไม่มีคุณธรรมและจริยธรรม ซึ่งต้องทำให้ได้
ด้านนายจาตุรนต์ กล่าวว่า จะหาทางออกจากวิกฤตนี้ได้ต้องเข้าใจต้นเหตุ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซากขึ้นอีก วิกฤตของประเทศช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เกิดจากความคิดที่แตกต่างกันว่า ประเทศไทยควรจะไปทิศทางใด ใครควรเป็นรัฐบาลและมีนโยบายอย่างไร แต่เป็นการเปลี่ยนโดยใช้ทหารเข้ามายึดอำนาจรัฐประหาร นำมาสู่การสองมาตรฐาน เมื่อปราบอีกฝ่ายอย่างราบคาบถึงมาพูดกันว่าเราจะมีความปรองดองอย่างไร ทั้งนี้วิกฤตของไทยถือว่าเป็นวิกฤตที่ล้าหลังมาก เพราะมีความคิดว่าประชาชนยังไม่ฉลาดพอที่จะปล่อยให้มีการเลือกตั้งได้ควรให้กลุ่มคนที่เป็นคนดีมีความรู้กำหนดความเป็นไปของบ้านเมือง ขณะที่อีกฝ่ายคิดว่าควรให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ ให้ประชาชนเป็นผู้กำหนดชะตากรรมตัวเอง สุดท้ายคือความคิดแบบอภิสิทธิ์ชน ให้คนไม่กี่คนมากำหนดอนาคตของประเทศ จึงเป็นต้นเหตุของวิกฤตของประเทศขณะนี้และเป็นวิกฤตการเมืองโดยตรง
นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า คำถามคือเราต้องการให้ประเทศไทยเดินไปทางใด นอกจากการปฏิรูปประเทศทั้งที่ยังไม่มีทิศทางแน่ชัด สุดท้ายหนีไม่พ้นต้องมีกติกาเป็นประชาธิปไตยและเป็นที่ยอมรับ ทำให้สังคมยอมรับผลและเรียนรู้กติกาเหล่านั้น กรณีการปรองดองของนายกรัฐมนตรีที่ระบุว่าจะไม่ปรองดองกับผู้ก่อการร้าย ทั้งที่คำว่าปรองดองหมายถึงให้คู่กรณีมาเจรจากัน พูดคุยกันขณะที่จำนวนผู้ก่อการร้ายของนายกฯเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวัน เพราะเพิ่มโดยการกำหนดของนายกฯเองว่าจะให้ใครเป็นผู้ก่อการร้าย จึงอยากถามว่าเหล่านักศึกษา ประชาชนที่อยู่กันตามปกติสุขจะต้องปรองดองกับใครเพราะคนเหล่านี้ไม่มีคู่ขัดแย้ง เมื่อเป็นเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำความไม่ยุติธรรม การสองมาตรฐาน โยนให้สังคมฝากความหวังไว้กับผู้อาวุโสมาปฏิรูปประเทศ ทั้งที่คณะกรรมการตรวจสอบที่ต่างประเทศมีความหวังที่สุดคือคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ว่าสุดท้ายใครถูกใครผิด
“การปฏิรูปประเทศเป็นเรื่องกว้างครอบจักรวาล ถือเป็นการตอกย้ำซ้ำเติมปัญหาที่ว่าจะให้ใครกำหนดความเป็นไปของประเทศ หากรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาแล้วไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของนายอานันท์ ปันยารชุน และนพ.ประเวศ วะสี จะทำอย่างไร ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าเป็นการต้องการให้อภิสิทธิ์ชนมากำหนดอนาคตของประเทศ จึงเชื่อว่าความปรองดองไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะผู้ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งเป็นผู้กำหนดการปรองดอง เป็นความเหลื่อมล้ำต่อสิทธิและอำนาจในการกำหนดความเป็นไปของบ้านเมือง ซึ่งจะกลายเป็นความสับสนไม่สามารถทำให้ประเทศไทยก้าวข้ามวิกฤตนี้ไปได้” นายจาตุรนต์ กล่าว
นายประสงค์ กล่าวว่า ความสองมาตรฐานในบ้านเรามีมานานแล้วแต่ไม่เคยถูกหยิบยกขึ้นมาสะสาง ไม่เคยจำบทเรียนในอดีต ไม่ทำตามกติกา กรณีที่เกิดขึ้นทั้งสองฝ่ายไม่ได้เอาชีวิตประชาชนเป็นตัวตั้ง การเยียวยาผู้สูญเสียฝ่ายรัฐไม่มีความจริงใจที่แท้จริง เพราะผู้เสียชีวิตยังไม่ทราบว่าคดีอยู่ที่ไหนบ้างเป็นสิ่งที่ต้องเคลียร์ให้ได้ แต่กลับยังใช้กลไกรัฐในการประหัตประหารกัน ซึ่งขณะนี้รัฐบาลกำลังจะใช้ปปง.เป็นเครื่องมือทางการเมือง หลังจากที่รัฐบาลชุดก่อนๆก็เคยทำเช่นนี้มาแล้วเช่นกัน แสดงให้เห็นว่าอภิสิทธิ์ชนของทั้งสองฝ่ายใช้ประโยชน์จากกลไกเหล่านี้เพื่อเป็นเครื่องมือของฝ่ายตัวเองเท่านั้น การปรองดองทางการเมืองจะสำเร็จต้องแยกชนชั้นนำที่หาประโยชน์จากเรื่องนี้ออกมาให้ได้ก่อน
นายสุริชัย กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยยังอยู่ในโหมดเดิมว่าเราจะโทษใครดี โดยไม่มีความทุกข์ร่วมกัน ซึ่งหากสังคมใดไม่มีอนาคตร่วมกัน สังคมนั้นไม่มีอนาคตแน่นอน การเมืองขณะนี้ที่น่าห่วงคือผู้ชนะกินรวบ กินบ้านกินเมือง ทีใครทีมัน เพราะการเมืองขาดจริยธรรมทางการเมือง จึงยังมองเห็นว่าประเทศมีความเสี่ยงอันตรายอยู่หลายอย่างอาทิ การสร้างบรรยากาศให้คนลืมความทุกข์ความเศร้าโดยเร็วที่สุด เยียวยาที่ยังไม่ถูกจุด ผู้เสียหายไม่กล้ามาลงทะเบียนเพราะเกรงความไม่ปลอดภัย และยังมีคนบางพวกต้องการใช้วิกฤตเพื่อประโยชน์ของตนเอง แปลเป็นโอกาสทางธุรกิจ สังคมยังติดอยู่กับการชี้นิ้วโจมตีใส่ร้าย อาทิ ใช้คำว่า “ผู้ก่อการร้าย”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงท้ายของการเสวนาได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้แสดงความคิดเห็น โดยนิสิตจากคณะรัฐศาสตร์รายหนึ่ง กล่าวต่อที่ประชุมว่า ดร.สมบัติ ธำรงค์ธัญวงศ์ ไม่รู้จักคำว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงและยังอยู่ในชนชั้นอำมาตย์ เป็นอภิสิทธิ์ชน ขณะที่ดร.สมบัติ ย้อนกลับอย่างสุภาพว่าการแสดงตัวตนว่าเป็นนักประชาธิปไตยต้องอยู่บนพื้นฐานว่าเราเป็นนักประชาธิปไตยจริงหรือไม่ และต้องยอมรับฟังความเห็นของผู้อื่นด้วยที่มีความเห็นต่าง อย่างไรก็ตาม ตนพร้อมน้อมรับข้อกล่าวหาที่ว่าตนไม่รู้จักประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซึ่งตนคงไม่มีศักยภาพพอที่จะตอบคำถามของพวกคุณได้อีกแล้ว แต่จะพยายามอธิบายในสิ่งที่ตนเองมีความรู้ให้ดีที่สุด



