ข่าว

"วิกฤติสังคม"ปัญหาใหญ่ปฏิรูปประเทศไทย

"วิกฤติสังคม"ปัญหาใหญ่ปฏิรูปประเทศไทย

21 มิ.ย. 2553

"แม้ว่ารัฐบาลได้เชิญคนที่สังคมให้การยอมรับมาช่วยงานปฏิรูปประเทศไทย แต่เชื่อว่าคงไม่สำเร็จ ถึงคนทำจะตั้งใจทำ เพราะไม่รู้ว่าจะมีคนทำตามหรือไม่ ขณะนี้เกิดวิกฤติศรัทธา วิกฤติสังคม ที่ยอมๆ กัน เพราะไม่มีทางไป ส่วนคนที่ได้รับผลกระทบจะยอมตลอดหรือไม่ ไม่รู้ เดา

 "สุชน ชาลีเครือ" อดีตประธานวุฒิสภา จากครูประชาบาล ก้าวเข้าสู่ถนนทางการเมืองเป็น ส.ว.ติดต่อกันหลายสมัยจนได้รับเลือกตั้งเป็น "ประธานวุฒิสภา" ในปี 2547 ระหว่างที่ดำรงตำแหน่งถูกมองว่าสนิทสนมกับ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี ทั้งที่อยู่ฝ่ายตรวจสอบ จนได้ฉายาจากสื่อมวลชนว่า “ประธานสุชิน”

 จนกระทั่งวันที่ 19 กันยายน 2549 ได้พ้นจากตำแหน่งโดย "คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ" (คมช.) หลังเหตุการณ์ "กระชับพื้นที่" จากการชุมนุมของคนเสื้อแดง "สุชน" เป็นหนึ่งในร้อยกว่าชื่อที่ถูกสั่งระงับธุรกรรมทางการเงิน

 ความสัมพันธ์กับ "ทักษิณ" ทำให้ "สุชน" จัดอยู่ในกลุ่มที่ต้องจับตาเป็นพิเศษและเมื่อมีการตรวจสอบเงินย้อนหลัง 9 เดือน ไม่พบสิ่งผิดปกติจึงไม่อยู่ในข่ายที่จะถูกหมายเชิญมาชี้แจงเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงิน

 "ผมไม่รู้สาเหตุที่ถูกสั่งระงับธุรกรรมทางการเงิน ตอนแรกก็แปลกใจเหมือนกัน เขาคงสงสัยว่าผมจะไปทำการเมืองอะไรหรือเปล่า แต่ก็ไม่เป็น เพราะภรรยารับราชการ ช่วงนี้ก็ใช้เงินภรรยาไปก่อน ทุกวันนี้ยังมีภาระผ่อนบ้านอยู่อีก 5 ปี ถ้าผมเป็นท่อน้ำเลี้ยงคนเสื้อแดงตามที่ถูกกล่าวหาป่านนี้บ้านช่องมีราคาหลายสิบล้านแล้ว อยากทำอะไรก็ทำไป แต่อย่าเอาผมไปติดคุกก็แล้ววัน" สุชนกล่าวถึงความรู้สึกหลังถูกระงับการเงิน

 ระหว่างการชุมนุม "สุชน" และ "จาตุรนต์ ฉายแสง" อดีตรองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างรัฐบาล ทหาร และแกนนำผู้ชุมนุม ไม่ต้องการให้เสียเลือดเนื้อ แต่การทำหน้าที่ไม่ประสบความสำเร็จ โดย "สุชน" ให้เหตุผลว่า เขาไม่ใช่คู่กรณีใคร และไม่มีอำนาจไปควบคุมใคร

 "สุชน" ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดปฏิรูปประเทศไทยของรัฐบาล และมองว่าการปฏิรูปประเทศไทยเป็นเพียงแค่วาทกรรมเท่านั้น และมองว่าประเทศไทยสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว เพียงแต่ให้ทุกคนยอมรับกติกา ทุกคนต้องรู้จักบทบาทหน้าที่ของตัวเอง รัฐบาลมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามนโยบายที่แถลงไว้ ไม่ใช่มีหน้าที่มาปฏิรูปประเทศไทย

   "ต้องยอมรับว่าองค์กรทางการเมืองคือ พรรคการเมืองอ่อนแอ หัวหน้าพรรคการเมือง สมาชิกรัฐสภา มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรง ต้องรู้ว่าตัวเองเป็นใครทำหน้าที่หรือไม่ อำนาจแฝงอื่นที่เข้ามาเราไม่ว่ากัน เพราะเป็นการกล่าวร้ายป้ายสีกัน เดี๋ยวเอาสีเหลืองไปป้ายคนนั้น เอาสีแดงไปป้ายคนนี้ ต่อไปนี้เอาสีดำไปป้ายเขาอีก จะทำให้วัฒนธรรมทางการเมืองของไทยพัฒนายาก"

 แม้ว่ารัฐบาลได้เชิญคนที่สังคมให้การยอมรับไม่ว่าจะเป็น อานันท์ ปันยารชุน, นพ.ประเวศ วะสี และ คณิต ณ นคร มาเป็นประธานช่วยงานปฏิรูปประเทศไทยครั้งนี้ แต่ "สุชน" เชื่อว่าคงไม่สำเร็จ ถึงคนทำจะตั้งใจทำ เพราะไม่รู้ว่าจะมีคนทำตามหรือไม่ ขณะนี้เกิดวิกฤติศรัทธา วิกฤติสังคม ที่ยอมๆ กัน เพราะไม่มีทางไป ส่วนคนที่ได้รับผลกระทบจะยอมตลอดหรือไม่ ไม่รู้ เดาใจไม่ออก แต่ถ้าทำสำเร็จถือว่าเป็นความโชคดีของประเทศไทย

 "ขณะนี้คนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่าพูดภาษารักชาติคนละภาษา และไม่อยากพูดว่าใครจะทำปรองดอง ใครกำลังทำสงคราม แต่เชื่อว่าเป็นเพียงวาทกรรมเอาชนะทางการเมืองเท่านั้น เพราะคนที่ทำก็ไม่ได้ส่องกระจกดูตัวเองว่าคือใคร อาจคิดประชาชนคนไทย 65 ล้านคน มีความรู้เรื่องประชาธิปไตยเท่ากับ 20 ปีที่แล้ว จึงเกิดเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 ขึ้นมาอีก"

 สำหรับแนวทางจะช่วยให้บรรยากาศการอยู่ร่วมกันของคนที่มีความเห็นแตกต่างทางสังคมขณะนี้ "สุชน" มองว่า การออกกฎหมายนิรโทษกรรมน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ต้องแยกการนิรโทษกรรมระหว่างคนผิดทางอาญากับความผิดทางคดีการเมือง แต่สำหรับคนที่จะมาดูแลเรื่องนี้ไม่ควรเป็นรัฐบาล เพราะรัฐบาลถือเป็นคู่กรณี ถ้าไม่เชื่อมั่นองค์กรในประเทศก็ควรเป็นองค์กรต่างประเทศ หรือคนที่สังคมเชื่อมั่นมาร่วมกันทำ

 จากปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย "สุชน" เล่าถึงเหตุการณ์มีนักธุรกิจชาวไทยหน้าตาคล้ายคนจีนหลายคนเวลาไปไหนมักจะว่าตัวเองเป็นคนจีน

  แม้แต่ตัว "สุชน" เอง ก็ยอมรับว่า เวลาไปตีกอล์ฟที่ต่างประเทศเมื่อเพื่อนก๊วนกอล์ฟถามว่ามาจากประเทศไหน จะบอกไปว่า ฟิลิปปินส์ จีน เพราะถ้าบอกว่ามาจากประเทศไทยจะมีคำถามตามมาอีกยาวมาก

 "ผมเองบอกว่าผมเป็นคนลาว เพราะผมพูดอีสานอยู่แล้ว ผมเพิ่งไปตีกอล์ฟกับนายสมสะหวาด เล่งสะหวัด อดีตรองนายกรัฐมนตรีลาว เมื่อ 2 อาทิตย์ที่แล้ว ยังพูดกับเขาเล่นๆ เลยว่าตอนนี้ผมเป็นคนลาวแล้วนะ"

 การไม่อยากเป็นคนไทยของ "สุชน" ไม่ใช่เพราะรู้สึกอายที่เกิดเป็นคนไทย แต่เมื่ออธิบายเรื่องการเมืองของประเทศไทยให้คนเหล่านั้นฟังแล้ว ก็เหมือนกับหยิกเล็บเจ็บเนื้อกระทืบประเทศตัวเองเปล่าๆ จึงไม่อยากอธิบาย เมื่อบอกว่าเป็นคนลาว จีน จะไม่มีคำถามต่อ และขณะนี้เขาก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะอธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยได้

 "เพื่อนต่างประเทศส่วนใหญ่สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะเมื่อก่อนประเทศไทยเป็นประเทศน่าท่องเที่ยว ก็ตอบไปว่าไม่รู้เหมือนกัน แต่คิดว่าเขาเข้าใจดี วัฒนธรรมทางการเมืองผู้ปฏิบัติ ไม่ได้เอาวิถีทางประชาธิปไตยมาใช้ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติเลี่ยงบาลีกันตลอด ต้องยอมรับว่าเราเองเริ่มต้นใหม่อยู่เรื่อยไม่อยากโทษใคร เรื่องที่ผ่านมาแล้วเป็นบทเรียนที่ซ้ำซากมาตลอด แต่ช่วงนี้เป็นช่วงที่สังคมไทยถอยหลังไม่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด"

 ส่วนโอกาสที่ "สุชน" จะกลับมาเล่นการเมืองอีกครั้งมีความเป็นไปได้แน่นอน แต่ระหว่างการเมืองที่มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงจะขอไปบวชสักระยะ เพราะขณะนี้ไม่อยู่ในฐานะที่จะไปช่วยใครได้ จึงจะไปเรียนรู้ธรรมะให้ใจเย็นลง