ข่าว

ล่าแกนนำแดงพักยกคนรัฐนิ่งลุ้นวิ่งสู้ฟัด"เก้าอี้"

ล่าแกนนำแดงพักยกคนรัฐนิ่งลุ้นวิ่งสู้ฟัด"เก้าอี้"

21 มิ.ย. 2553

ภายใต้นโยบาย “ปรองดอง” หลังจากกลุ่มเสื้อแดงเผาบ้านเผาเมือง และคดีกำลังทะลักล้นศาล แบล็กลิสต์ทั้งแกนนำ มือวางเพลิง และไอ้โม่งชุดดำ ที่ยังต้องสะสางไปพร้อมกับการ ”ปรองดอง” ทำให้ความนิ่งหลังเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม ที่กลุ่มเสื้อแดงถูกไล่บี้ตั้งแต่ระดับหัวยันระดับ

ท่ามกลางบรรยากาศ "ความนิ่งที่น่ากลัว "รัฐบาลประกาศนโยบายปรองดองแต่ฝ่ายเสื้อแดงก็ยังโบ้ยว่า เป็นเพียงวาทะที่ทำให้ดูดี แต่เนื้อแท้แล้ว ปากกับใจไม่ตรงกัน ยิ่งเกิดกรณีการลอบสังหาร “อ้วน บัวใหญ่” หรือนายศักดิ์นรินทร์ กองแก้ว แกนนำคนเสื้อแดงโคราชเสียชีวิตเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ที่ผ่านมา แม้ในทางคดีจะยังไม่ชี้ชัดว่าสาเหตุแท้จริงมาจากอะไร แต่ดูเหมือนเหตุการณ์นี้จะถูกลากโยงเข้าเป็นหนึ่งในขบวนการไล่ล่า และฝ่ายรัฐถูกสังคมชายตามองแบบตั้งคำถามไม่ได้

 ขณะเดียวกัน ศอฉ.จัดงบประมาณลงพื้นที่จังหวัดล่อแหลมจัดงาน “คืนความสุข สร้างความปรองดอง” ที่กิจกรรมเน้นการจัดเวทีการเสวนาสร้างความเข้าใจกับชาวบ้าน การเยียวยาผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุการณ์ชุมนุม และจัดคอนเสิร์ตปรองดองกระหึ่มไปทั่ว แต่หากเจาะลึกเข้าถึงแขนขาของรัฐบาลที่มีอำนาจในการจัดการเพื่อความสงบเรียบร้อย รวมทั้งการใช้กำลัง หรือแม้กระทั่งการ “ไล่ล่า” ที่มีกองกำลังจังหวัด ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็น ผบ.นั้นแทบทุกจังหวัด ตกอยู่ในสภาพเดียวกันคือ

  ทำไปวันๆ หรือทำให้หมดงบฯ       

 การประกบแกนนำ หรือการขึ้นบัญชีไล่ล่าแกนนำในพื้นที่ ที่หลายคนตั้งคำถามว่าจะมีขึ้นเหมือนเช่นเหตุการณ์ในอดีตหรือไม่ หากจับทิศทางและศักยภาพของกองกำลังจังหวัด ที่ประกอบด้วยกำลัง 3 ส่วนคือ ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ในแต่ละที่แล้ว กลับพบว่าไม่มีศักยภาพในการทำงานเชิงรุกได้ในสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน

 “กองกำลังสามฝ่ายที่ร่วมกันกำหนดทิศทางการทำงานทุกที่ไม่เป็นเอกภาพ เพราะทุกส่วนมีคนทั้งสองฝ่ายทำให้เกิดความหวาดระแวงกันและกัน ข้อมูลที่ได้มาในการตัดสินใจส่วนมากเป็นข่าวระดับซี ที่ต้องกรองแล้วกรองอีก เพราะขาดความเป็นมืออาชีพไม่มีข้อมูลข่าวเชิงลึก ประกอบกับอยู่ในช่วงโยกย้าย ทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ และทหาร จึงไม่มีใครกล้าเสี่ยงที่จะทำอะไรลงไป” แหล่งข่าวด้านความมั่นคงระบุ

 ความหวาดระแวง และไม่กล้าเสี่ยงของสามเส้าที่ลามจาก ศอฉ.จนถึงระดับกองกำลังจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดที่ศาลากลางถูกเผาแล้วย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด แต่งตั้งรองผู้ว่าฯ หรือโยกระดับ 10 มารักษาการแทน กลายเป็นว่าในเส้าของฝ่ายปกครองก็สาละวนกับการลุ้นเก้าอี้ผู้ว่าฯ ของระดับรองที่มีโอกาสขยับ หรือผู้ว่าฯ ที่ถูกย้ายก็ลุ้นกลับมาที่เดิม หรือเสียบจังหวัดอื่นที่สมน้ำสมเนื้อ

 ระดับผู้บังคับการตำรวจจังหวัดที่ยังเหนียวในตำแหน่ง หรือที่ถูกย้ายและตั้งรองฯ ขึ้นรักษาการแทน นั้นก็ตกอยู่ในสภาพเช่นเดียวกับฝ่ายปกครอง ที่ง่วนกับการรักษาเก้าอี้ และลุ้นเก้าอี้ตัวใหม่ใหญ่กว่าเดิม

  ขณะที่ฝ่ายทหารที่แม้จะดูนิ่งกว่าสองส่วนข้างต้น แต่ระดับผู้บัญชาการมณฑลทหารบก ก็ยังลุ้นติด “พลโท”ในโผเที่ยวนี้

 “ทุกคนนิ่งหมดลุ้นเก้าอี้เป็นหลัก อย่าพูดถึงการขึ้นบัญชีไล่ล่าใครเลย ไม่มีใครกล้าเสี่ยงเพราะเมื่อสามส่วนไม่มีเอกภาพแล้วใครจะกล้า ยิ่งตำรวจด้วยแล้วหากเกิดเรื่องขึ้นมาช่วงนี้จะเป็นหน่วยงานที่ถูกเพ่งเล็งมากที่สุด...เมื่อตำรวจไม่กล้า ทหารก็ยังนิ่ง แล้วใครจะกล้าทำ... แต่ถ้าผ่านช่วงโยกย้ายไปแล้วช่วงเดือนพฤศจิกายน นั่นคือช่วงทำงานจริง และสถานการณ์ตอนนั้นก็...ไม่แน่” แหล่งข่าวกล่าว

 เมื่อตรวจสอบความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงในภาคอีสาน ที่เคยถูกขึ้นบัญชีเรียกเข้าพบกองกำลังจังหวัดหลังเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม ถึงกระแสข่าวการไล่ล่าแกนนำ ก็ได้รับคำตอบแบบระมัดระวังตัวถึงการเคลื่อนไหวที่อาจจะเข้าข่ายทางคดี โดยบอกว่า ข่าวการไล่ล่าที่ตรวจสอบดูในภาคอีสานที่แกนนำยังสัมพันธ์กันอยู่ยังไม่มี ที่พบส่วนใหญ่คือ คนที่ถูกออกหมายจับที่ถูกติดตามตัวในทางคดีตามธรรมดา แต่ในลักษณะให้คนประกบแกนนำยังไม่มี

 “พวกผมก็ใช้ชีวิตปกติ บางเรื่องที่เราพลาดเช่น มีภาพเรื่องการมีอาวุธปืน หรือมีการเผาสถานที่ราชการ และเอกชน เราก็พยายามชี้แจงให้มวลชนของเราที่ติดต่อกันอยู่ให้เข้าใจถึงข้อผิดพลาดในการเคลื่อนไหว แต่การประกบแกนนำ หรือการไล่ล่าไม่มี และผมก็เชื่อว่าเขาไม่กล้าเพราะต่างก็รู้ว่ามวลชนเลือกข้างแล้ว หากขืนทำลงไปก็เท่ากับการไล่ต้อนให้เสื้อแดงต้องฮึดสู้ และมันจะรุนแรงกว่าเดิม” แกนนำ นปช.รายหนึ่งในภาคอีสานกล่าว
 
 ขณะที่อีกมุมของความรุนแรงทางการเมืองในพื้นที่ โดยเฉพาะในย่านอีสานกลางและอีสานใต้กลับพบความเคลื่อนไหวของ “ภูมิใจไทย” หุ้นส่วนใหญ่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่ดูเหมือนจะหันหลังกับการปรองดอง มุ่งทำแต้มชิงที่นั่ง ส.ส. โดยชูประเด็น “รวมพลังปกป้องสถาบัน ต่อต้านรัฐไทยใหม่” ขึ้นป้ายขนาดใหญ่ปูพรมทั่วพื้นที่

 “ถ้าเราจะปรองดองโดยไม่มีการกระตุ้นให้ชาวบ้านได้คิดอย่างเห็นรูปธรรม และเลือกข้างให้ชัด ฝ่ายเราก็จะมีปัญหาในการเลือกตั้งแน่นอน อย่างสโลแกน ประชานิยม สังคมเป็นสุข มันไม่ชัด ไม่เหมาะกับสถานการณ์ เราต้องทำให้มันชัดไปเลยว่าอะไรเป็นอะไร ใครทำอะไรบ้าง” กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยรายหนึ่งกล่าว

 เมื่อฝ่ายหนึ่งพักยกหลังความเสียหายจากการชุมนุม รัฐบาลประกาศการปรองดอง แต่หุ้นส่วนใหญ่กลับพลิกอีกมุมรุกไล่บี้เสื้อแดงและเพื่อไทย ให้ประชาชนแบ่งขั้ว เลือกข้างให้ชัด นั่นเป็นการเผชิญหน้าที่น่าจะรุนแรงกว่าเมื่อแกนนำเสื้อแดงถูกเหมารวมเป็น "หัวคะแนน" ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย  นรูปธรรม และเลือกข้างให้ชัด เราารไล่ต้อ   
 
      ขณะที่ฝ่ายความมั่นคงยังคงไม่อาจกล้าฟันธงถึง "ความนิ่ง" ของเสื้อแดง ขณะที่ฝ่ายรัฐก็ยิ่งนิ่งเพราะลุ้นเก้าอี้ใหม่ นั้นต่างเฝ้าจับตามองเหตุการณ์ 22 มิถุนายน ที่หลายจังหวัดจะจัดงานศพให้แก่ "เสธ แดง" โดยวิธีเผาหลอกในวัดหลายจังหวัดพร้อมกับพิธีศพที่วัดโสมมนัสวรวิหาร กทม.ในวันเดียวกัน

 "วันที่ 22 มิถุนายน เป็นการโยนหินถามทาง เพราะเดิม นปช.ระดับแกนนำกำหนดลุกฮือ 24 มิถุนายน แต่สถานการณ์ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่เอื้ออำนวย จึงอาศัยเงื่อนไขงานศพ เสธ.แดง เป็นการส่งสารถึงมวลชน และชิมลางในการกำหนดการเคลื่อนไหวต่อไป

 ที่สำคัญฝ่ายความมั่นคงก็จะประเมินวันที่ 22 มิถุนายนเช่นกันว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น