ข่าว

เบื้องลึกสอบธุรกรรมการเงิน

เบื้องลึกสอบธุรกรรมการเงิน

21 มิ.ย. 2553

การทำงานของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ยังคงเดินหน้าตรวจสอบธุรกรรมการเงินของบัญชีรายชื่อ “แบล็กลิสต์” ทั้ง 83 รายชื่อ อาจจะเป็นประเด็นใหม่ที่สังคมสนใจว่าการทำงาน ศอฉ.จะดำเนินการอย่างไร

 บัญชีรายชื่อที่ถูกนำมาเปิดเผยในเวลานี้ ไม่ได้ถือเป็นเกมการเมืองที่ต้องการ “ตัดวงจร” พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และเครือข่ายอดีตลูกพรรคในอดีต และปัจจุบันให้หลุดพ้นจากการเมือง แต่เพื่อเป็นการยืนยันถึงน้ำหนักคำพูดของ “รัฐบาล-ศอฉ.” เกี่ยวกับเหตุการณ์ “เผาบ้าน-เผาเมือง” เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ว่ามีการวางแผนของแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงจริงๆ เท่านั้น

 เพราะเงินจำนวนมากมายมหาศาลถือเป็นหลักฐานที่แม้ในตอนนี้จะอยู่ในขั้นตอนการพิสูจน์ที่มาที่ไป ยังไม่ถึงขั้น “มัดตัว” พ.ต.ท.ทักษิณ และกลุ่มเครือญาติได้ แต่ก็เท่ากับเป็นการเปิดหน้าไพ่ เปิดเครือข่ายที่โยงใยกัน

 ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วคนเหล่านี้จะสามารถชี้แจงต่อดีเอสไอ หรือ ปปง.ได้ แต่ก็นั่นแหละ ภาพลักษณ์ทางสังคมในสายตาของคนทั่วไปก็ย่อมเป็นอีกเรื่อง

 ถึงแม้เหล่าเครือญาติ หรืออดีตภริยาอย่าง คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร และนายพานทองแท้ ชินวัตร และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร จะอ้างว่า “เม็ดเงิน” ที่ไหลเวียนมากมายเกิดจากการทำธุรกิจก็ตาม แต่หากโครงข่ายที่ประกอบไปด้วยแกนนำเสื้อแดง เพื่อน ตท.10 ส.ส.ทั้งในอดีตปัจจุบัน ที่มีเงินไหลเวียนก็คงเหนื่อยหน่อยล่ะ

 ในขณะที่ “รัฐบาล-ศอฉ.” จะได้แต้มในการนำข้อมูลการไหลเวียนของเงินในตระกูลชินวัตร และ พวกพ้องของ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่หากเมื่อใดเกิดล้ำเส้น ก้าวข้ามความพอดี ความเหมาะสม ก็จะกลายเป็นการทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้

 ทั้ง นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และ พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ รักษาการเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่เป็นหัวขบวนใหญ่ในการตรวจสอบก็คงจะไม่สบายใจนัก

 เพราะลำพังแรงกดดันจากสังคมที่รับรู้ได้ก็มากพอแล้ว หากมีฝ่ายทหารและการเมืองมาชี้นำอีก ผลการทำงานที่ออกมาก็คงจะขาดความชอบธรรม

 ดังนั้นต้องปล่อยให้ 2 หน่วยงานนี้ลอยตัวในการตรวจสอบ “เส้นทาง” การเงิน

 รัฐบาลและ ศอฉ.ควรจะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ส่งข้าวส่งน้ำ หรือคอยอำนวยความสะดวกในเรื่องการสั่งให้หน่วยงานต่างๆ ให้ความร่วมมือ

 ขณะเดียวกันก็เร่งสร้างความปรองดองของคนในชาติ เอากลุ่มคนที่ไม่มีสีเสื้อที่มีอยู่ 30-40 ล้านคน เข้ามาเป็นแนวร่วม เพราะหากจะแก้เพียงสลายกลุ่มคนเสื้อแดงเท่านั้น คงไม่ได้ผล 100 เปอร์เซ็นต์

 ยิ่งมีการตรวจสอบ “เส้นทางการเงิน" ของบรรดาเครือญาติ และเครือข่ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยแล้ว ต้องยอมรับว่าเป็นมีดอีกเล่มที่กรีดลงไปในรอยแผลเก่า

 แต่ถามว่า “รัฐบาล-ศอฉ.” มีทางเลือกอื่นใดมากกว่านี้หรือไม่

 คำตอบก็คือ ไม่มี

 ตราบใดที่มีข้อมูลว่า "เงิน-สื่อ" คือเครื่องมือสร้างฤทธิ์เดชอภินิหารให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ

 การข่าวของ ศอฉ.ยังคงได้รับข้อมูลเข้ามาเป็นระยะๆ ถึงความเคลื่อนไหวของ 2 แกนนำฮาร์ดคอร์ อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง-สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ที่ยังคงหลบหนี แต่เครือข่ายของทั้งสองก็ยังเคลื่อนไหวแบบลับๆ อยู่

 แม้กระทั่ง จักรภพ เพ็ญแข ซึ่งหลบหนีคดีไปนานนับปี ก็ยังเป็นบุคคลที่วางใจไม่ได้

 ถึงแม้ว่าในวันนี้ “รัฐบาล-ศอฉ.” จะมั่นใจว่าแกนนำ นปช.รุ่น 2 จะยังไม่เกิด

 แต่บทเรียนความเสียหายที่ปล่อยให้มีการเตรียมการ ตั้งโรงเรียน ตั้งกองกำลังฝึกการใช้อาวุธ จนสุกงอมเป็นแก้วสามประการ แล้วนัดหมายชุมนุมใหญ่ ก็น่าจะเป็นเครื่องย้ำเตือนสำนึกรับผิดชอบในการทำหน้าที่ ทั้งในส่วนของรัฐบาลและกองทัพ

 ครั้งที่ผ่านมา มองข้าม พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ที่เปิดตัวว่าได้มีการฝึกฝนกองกำลังติดอาวุธเพื่อมาตอบโต้ “รัฐบาล-ศอฉ.” มาแล้ว

 บ้านเมืองเสียหายมากมายขนาดนี้ หากรัฐบาล-กองทัพยังปล่อยให้เกิดการซ่องสุมกำลัง และเกิดเหตุซ้ำรอยอีกครั้ง ตายอีกสิบชาติก็ยังชดใช้ไม่หมด

 ความพยายามที่จะตรวจสอบหาที่มาที่ไปของธรุกรรมการเงินครั้งนี้ จึงเป็นทั้งการปราม ป้องกันและเปิดโปง ที่แม้จะเสี่ยง แต่การเดินตามครรลองของกฎหมาย ย่อมเป็นเกราะป้องกันตัวเองได้อย่างดี


ทีมข่าวความมั่นคง