ข่าว

 พลิกโฉมหน้าการค้าไทยด้วยมาตรฐานธุรกิจ-เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์

พลิกโฉมหน้าการค้าไทยด้วยมาตรฐานธุรกิจ-เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์

20 มิ.ย. 2553

กว่า 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา การทำงานของ “อลงกรณ์ พลบุตร” ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นับว่ามีความหลากหลายทั้งในและต่างประเทศ ทั้งยังเป็นแกนในการผลักดันโครงการที่สำคัญเพื่อวางรากฐานด้านเศรษฐกิจของไทย โดยเฉพาะโครงการเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (ครีเอทีฟ

สร้างมาตรฐานบรรษัทภิบาลธุรกิจ

 นายอลงกรณ์กล่าวว่า ที่ผ่านมางานของตนแยกออกเป็น 2 ส่วนคือ งานประจำซึ่งนักการเมืองที่เข้ามาดำรงตำแหน่งต้องเข้ามาบริการ และงานริเริ่มโครงการใหม่ขึ้นมา โดยตนได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบ 5 หน่วยงาน โดยเฉพาะกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งเป็นงานบริการจดทะเบียนนิติบุคคลในประเทศไทย รวมทั้งการดูแลการส่งงบดุลการบัญชีให้ถูกต้องตามกฎหมาย ตลอดจนการรับจดทะเบียนเลิกกิจการ ถือเป็นงานพื้นฐานเดิม จึงต้องการปฏิรูปงานภายในด้วยการให้มุ่งสู่งานพัฒนาธุรกิจการค้าอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันก็บริการพื้นฐานเดิม ก็ให้นำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้อย่างเต็มที่ ตั้งเป้าปีหน้าให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นกรมแรกของประเทศที่จะใช้ระบบอี-ดีพาร์ตเมนต์ อย่างเต็มรูปแบบ

 นอกจากนี้ ยังให้มีการเชื่อมโยงการบริการกับส่วนราชการอื่นทั้งในและนอกกระทรวง เพื่อให้ประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมของการประกอบธุรกิจที่ดึงดูดการลงทุนของผู้ประกอบการต่างประเทศ เพื่อขยายฐานเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งได้ตั้งเป้าหมายที่จะให้ไทยติดอยู่ในอันดับท็อปเท็นของประเทศที่ง่ายและสะดวกต่อการทำธุรกิจภายในปี 2554 ซึ่งจัดอันดับโดยธนาคารโลก จากปัจจุบันไทยอยู่ในอันดับ 12 มา 2 ปีติดต่อกัน

 ทั้งนี้ ได้ริเริ่มโครงการที่เรียกว่า “โฟร์ ซิงเกิล” คือ 1.ซิงเกิล พอยต์ สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจ เดิมต้องไปจดทะเบียนถึง 3 หน่วยงานของ 3 กระทรวง ต่อไปก็จะให้เข้ามาจดทะเบียนที่หน่วยงานเดียวก็จะได้รับบริการทั้งหมด โดยให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นเจ้าภาพ ซึ่งได้เซ็นเอ็มโอยูกับกระทรวงแรงงาน และกระทรวงการคลังไปเรียบร้อยแล้ว โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายนนี้ที่ศูนย์บริการธุรกิจ สนามบินน้ำ จากนั้นอีก 2 สัปดาห์จะเปิดให้บริการอีก 6 ศูนย์ในเขตกรุงเทพฯ ส่วนการให้บริการทั้งประเทศคาดว่าจะใช้เวลาอีก 3 เดือน

 2.ซิงเกิล ฟอร์ม คือการใช้แบบฟอร์มเดียวกันทั้งหมด 3.ซิงเกิล ด็อกคิวเมนต์ ที่จะใช้ข้อมูลเดียวกันทั้งหมด และสุดท้ายคือ 4.ซิงเกิล นัมเบอร์ ที่ต่อไปจะใช้เลขทะเบียนที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นเลขทะเบียนผู้เสียภาษี และเลขที่ประกันสังคม โดยทั้งหมดนี้ถือเป็นแนวทางการพัฒนาระบบซิงเกิล วินโดว์ และอี-ดีพาร์ตเมนต์

 ส่วนงานที่ริเริ่มนั้น คือการกำหนดพันธกิจใหม่ ให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าหันมาให้ความสำคัญด้านการพัฒนาแก่ภาคธุรกิจให้มากขึ้น เริ่มต้นด้วยการปรับเปลี่ยนทิศทางการดำเนินงานของกรม ปรับปรุงศูนย์บริการทั่วประเทศโดยจัดให้มี บิซิเนส เซ็นเตอร์ สำหรับรองรับการจัดประชุม การเจรจาและการจับคู่ธุรกิจให้แก่กลุ่มธุรกิจต่างๆ ที่อยู่ภายใต้การดูแลรับผิดชอบของศูนย์นั้นๆ และให้สำนักงานในต่างจังหวัดประสานกับผู้ประกอบการในพื้นที่รวมตัวก่อตั้งเป็น บิซิเนส คลับ หรือสโมสรธุรกิจ โดยกรมจะอำนวยความสะดวกในแง่สถานที่ และการจัดกิจกรรมต่างๆ สุดท้ายคือการพัฒนาผู้ประกอบการด้วยการร่วมมือกับสถาบันการศึกษา และสมาคมการค้า ในการจัดหลักสูตรฝึกอบรม

 อีกเรื่องที่สำคัญถือเป็นนโยบายใหม่คือ การสร้างมาตรฐานด้านบรรษัทภิบาลแก่ภาคธุรกิจในประเทศไทย โดยกำหนดให้เหมือนมาตรฐานไอเอสโอ เพราะแม้ว่าบริษัทต่างๆ จะสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง แต่หากขาดบรรษัทภิบาลก็อาจจะไม่เป็นประโยชน์ และสร้างปัญหาให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจของโลกได้เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วถึง 2 ครั้งคือ วิกฤติต้มยำกุ้ง และวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการและจะผลักดันออกมาให้เร็วที่สุด

 ผลักดันโลจิสติกส์การค้าของไทย

 นายอลงกรณ์กล่าวว่า การพัฒนาโลจิสติกส์การค้า เป็นโครงการนำร่องภายใต้การทำงานแบบ 3 ประสาน คือสมาคมการค้า ภาควิชาการ และราชการ ได้แก่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมส่งเสริมการส่งออก โดยกำหนดเรื่องการค้าเป็นเป้าหมายของโลจิสติกส์ เพื่อให้มีทิศทางหรือเป้าหมายที่ชัดเจนมากขึ้น ดังนั้น เราจึงขับเคลื่อนนโยบายประตูตะวันตก ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์โลจิสติกส์การค้าระหว่างจังหวัดที่ติดชายแดนไทยกับประเทศพม่า ถือว่ามีความคืบหน้าไปมาก และยุทธศาสตร์ลีมอดาซาร์ เป็นนโยบายการขับเคลื่อนการค้าและลงทุนของ 5 จังหวัดพื้นที่ภาคใต้ของไทย และ 5 รัฐของมาเลเซีย โดยจะจัดให้มีการประชุมลีมอดาซาร์ ขึ้นเป็นครั้งแรกในจ.สงขลาช่วงปลายปีนี้ นอกจากนี้ ยังมียุทธศาสตร์อีก 3 วงแหวนคือ ไทย-อาเซียน ไทย-จีน และ ไทย-อินเดีย

 ทั้งนี้ มูลค่าการค้าของธุรกิจโลจิสติกส์ของไทยมีสูงถึง 8 แสนล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมการค้าสินค้าเข้าไปอีก ที่ปีนี้เราตั้งเป้าหมายการส่งออกไว้ที่ 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น โลจิสติกส์การค้าจึงนับว่ามีความสำคัญด้านหนึ่งด้วย

 ด้านกรมทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งอยู่ในความดูแลด้วยนั้น ขณะนี้กำลังจะทำการรีแบรนดิ้ง และรีเอ็นจีเนียริ่งองค์กร เช่นเดียวกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่ทำมาแล้ว โดยได้ให้แนวทางการบริหารงานใหม่เพื่อทำให้เกิดความกระตือรือร้นและบรรลุตามเป้าหมาย งานประจำ เช่น การรับจดแจ้งทรัพย์สินทางปัญญา จากเดิมจะใช้เวลามากและค่อนข้างปกปิดทำให้เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ทราบถึงขั้นตอนต่างๆ ดังนั้น จึงต้องกระชับเวลาโดยนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามา และยึดหลักการเปิดเผยข้อมูลเป็นหลัก ยกเว้นกรณีที่ต้องการคุ้มครองด้านการค้า พร้อมกันนี้ เร่งให้ไทยเข้าไปเป็นภาคีให้ความตกลงระหว่างประเทศ

 ขณะเดียวกันให้เชื่อมโยงระบบทรัพย์สินทางปัญญาไปสู่ท้องถิ่นด้วยการกระตุ้นและสนับสนุนให้ท้องถิ่นในภูมิภาคนำของดี ของเด่น ของดัง มาจดทะเบียน หรือให้นำสิ่งประดิษฐ์คิดค้นให้เข้ามาสู่ระบบสิทธิบัตร และให้ผู้ประกอบการในภูมิภาคเข้ามาสู่ระบบลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า
 “งานด้านป้องกันและปราบปราม ได้เพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใส ส่งผลให้เมื่อปีที่แล้วสามารถดำเนินคดีและจับกุมผู้กระทำความผิดเพิ่มขึ้นมากเป็นประวัติการณ์ และยังได้เพิ่มงานประจำด้วยการส่งเสริมและเร่งรัดคือการสร้างความตระหนักรู้แก่สังคมให้เห็นความสำคัญของเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา” นายอลงกรณ์กล่าวและว่า ด้านนโยบายที่มีความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือการยกระดับความสำคัญด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นวาระแห่งชาติ ตลอดจนยกร่างยุทธศาสตร์ทรัพย์สินทางปัญญาขึ้น

 พลิกโฉมหน้าด้านเศรษฐกิจประเทศ

 สำหรับงานริเริ่มที่ถือเป็นนโยบายใหม่คือ เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ โดยได้มีการยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ จัดตั้งเป็นคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์แห่งชาติ และล่าสุดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ให้ความเห็นชอบในการจัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์แห่งชาติขึ้น พร้อมจัดสรรงบประมาณไทยเข้มแข็งจำนวน 1,000 ล้านบาท เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนเบื้องต้นสำหรับปีนี้ในการวางรากฐานในเรื่องดังกล่าว ซึ่งถือเป็นรูปแบบใหม่เป็นพันธสัญญาที่รัฐบาลมีต่อคนไทยทั้งประเทศ อีกทั้งยังได้กำหนดเป้าหมายให้เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์เพิ่มสัดส่วนเป็น 20% ของจีดีพี ภายในปี 2555 และให้ไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)

 “ถือเป็นเรื่องของการวางรากฐานที่สำคัญ ไม่ใช่แค่นโยบายเล็กๆ แต่จะเป็นนโยบายที่จะเปลี่ยนกระแสเศรษฐกิจของประเทศเลยทีเดียว เราจึงได้วางไปถึงขั้นที่จะบรรจุนโยบายนี้เข้าไปอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมปี 2555 ฉบับที่ 11 โดยกำหนดให้นโยบายเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์เป็นหนึ่งในกระดูกสันหลังของแผนดังกล่าวด้วย อีกทั้งจะมีการผลิตตำราเรียน ที่จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของไทยที่จะมีตำราเรียนในด้านนี้"

 ตลอดจนมีการจัดตั้งกองทุนเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ โดยขณะนี้รอการอนุมัติงบประมาณทุนประเดิมสำหรับกองทุนนี้ ที่จะใช้ในการส่งเสริมเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ที่กำหนดออกมาใน 15 สาขา อีกทั้งยังมีแนวทางที่จะร่วมกับมหาวิทยาลัยในการจัดตั้งสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ และศูนย์แห่งความเป็นเลิศในแต่ละสาขา ซึ่งทั้งหมดนี้จะอยู่ภายใต้การขับเคลื่อนของสำนักงานเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ที่จัดตั้งขึ้นมา

 รมช.พาณิชย์ กล่าวทิ้งท้ายถึงงานต่างๆ ด้วยว่า จากนี้ไปตนจะยังคงให้ความสำคัญในทุกด้าน โดยเฉพาะการสร้างมาตรฐานด้านบรรษัทภิบาลของภาคธุรกิจของไทย ซึ่งจะมีผลให้ธุรกิจไทยมีความแข็งแกร่งขึ้น เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือและดึงดูดความน่าลงทุน ตลอดจนการขยายการลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น ซ้ำยังเป็นการป้องกันเหตุวิกฤติเศรษฐกิจด้วย