ข่าว

 นายกฯ อภิสิทธิ์“ปฏิรูปกระทรวงการท่องเที่ยว”เลยดีไหม!

นายกฯ อภิสิทธิ์“ปฏิรูปกระทรวงการท่องเที่ยว”เลยดีไหม!

21 มิ.ย. 2553

ความจริงผมมีเรื่องอื่นที่อยากเขียนอีกหลายเรื่อง แต่เมื่อเห็นความดื้อด้านอย่างไม่ลดละของกลุ่มนักธุรกิจท่องเที่ยวที่ดันทุรังยื่นเรื่องขอเงินสนับสนุนจากรัฐบาล ด้วยการประสานผลประโยชน์กับ นายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

 อย่างไม่หยุดหย่อน ผมจะขอต่ออีกจันทร์หนึ่งนะครับ... จันทร์ที่แล้วผมชื่นชมคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่กล้าหาญไม่รับแผนฟื้นฟูและเยียวยาธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมของคนเสื้อแดงไปแล้ว แต่นายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก็นัดแนะกลุ่มนักธุรกิจท่องเที่ยวให้ช่วยกัน “ขัดเกลา” แผน เพื่อส่งเข้าไปใหม่ แล้วก็ส่งเข้าไปจริงๆ แต่รัฐบาลก็ยืนกรานว่าคงช่วยอะไรมากไปกว่าธุรกิจอื่นๆ ไม่ได้ แทนที่นักธุรกิจท่องเที่ยวจะฟังภาษาไทยรู้เรื่อง กลับฟังไม่รู้เรื่องหรืออย่างไรไม่ทราบ ทำท่าว่าจะทำเรื่องเสนอต่อรัฐบาลอีกคำรบหนึ่งพูดอย่างชาวบ้านคือ จะเอาให้ได้ ?

 ว่ากันตามสัญชาตญาณ (นี่เขียนอย่างสุภาพนะ จริงๆ แล้วอยากใช้คำว่า ตามสันดานน่ะ-ฮา) ของนักธุรกิจนั้น หากรู้ว่าแนวโน้มของธุรกิจไปไม่ไหว ไม่มีใครดันทุรังทำต่อ เว้นแต่ว่าโง่งั่งจริงๆ ธุรกิจท่องเที่ยวก็เหมือนกัน เป็นธุรกิจที่มีอนาคตและเป็นอนาคตที่ยาวไกลไม่สิ้นสุดเสียด้วย ตราบใดไทยมีแหล่งท่องเที่ยวที่ครบถ้วน รับประกันได้ว่าไม่มีวันเจ๊ง อาจมีบ้างที่ “ขาดทุน-กำไร” คนนอกฟังแล้วอาจจะงง ขาดทุน-กำไรคือ เคยทำกำไรเดือนละ 1 แสนบาทแต่เหลือกำไรเดือนละ 5 หมื่น แบบนี้แปลว่าขาดทุนกำไรไป 5 หมื่นครับ ที่ผมกล้าพูดอย่างนี้เพราะธุรกิจท่องเที่ยวลงทุนหนักๆ เพียงครั้งเดียว คือ กู้เงินธนาคารมาสร้างตัวอาคารโรงแรม หรือห้องอาหาร หรือซื้อรถบัสมาให้บริการนักท่องเที่ยว ฯลฯ จากนั้นก็ใช้เงินหมุนเวียนบริหารไป ไม่กี่ปีก็คืนทุน มืออาชีพจริงๆ ก็จะทำนุบำรุงธุรกิจของตัวเองไม่ให้โทรม แล้วทิ้งเป็นมรดกไว้ให้ลูกหลาน

 นานๆ สักครั้งจึงจะมีปัญหามากระทบ เช่น ภัยจากน้ำท่วม ภัยสึนามิ หรือจลาจลอย่างที่เพิ่งมีหนสองหน ไม่ได้เกิดจนเป็นฤดูกาล นักธุรกิจที่ดีก็น่าจะยอมรับได้ ไม่ใช่แหกปากโวยวาย เรียกร้องให้รัฐบาลเอาเงินภาษีของชาวบ้านร้านตลาดมาตั้งเป็น “กองทุน” แล้วให้กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เป็นผู้ถือเงินจะได้นำเงินมาใช้จ่ายได้ทันที แทนที่ต้องไปกู้จากธนาคาร อย่างที่เรียกร้องกัน ผมเห็นว่ามีอยู่ธุรกิจเดียวที่รัฐบาลช่วยเหลืออย่างจริงๆ จังๆ คือบรรดามัคคุเทศก์ หรือไกด์ นั่นแหละครับ ผู้ประกอบอาชีพด้านนี้น่าเห็นใจนะครับ หากไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาลำบาก ไม่เหมือนโรงแรม ร้านอาหาร หรือรถบริการที่ยังมีคนไทยเป็นลูกค้า บรรดามัคคุเทศก์นี่นอกจากกระทรวงแรงงานจะนำไปอบรมในเรื่องของภาษาที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษแล้ว ผมอยากให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ตั้งหน่วยงาน “ดูแล” มัคคุเทศก์ให้เป็นกิจจะลักษณะด้วยครับ เช่น มีสถานที่เป็นแหล่งรวม หางานมาป้อนให้ และควบคุมไม่ให้ไปทำอะไรเสียๆ หายๆ แก่นักท่องเที่ยว เป็นต้น ส่วนธุรกิจท่องเที่ยวอื่นๆ ผมว่าช่วยเท่าที่ควรจะช่วยได้ก็พอเพียงแล้วครับ ไม่งั้นจะเคยตัว อีกหน่อยมีอะไรขึ้นมาก็ร้องแรกแหกกระเชอไม่หยุดหย่อน

 ผมยังจำคำพูดของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมัยรับตำแหน่งนายกฯ ใหม่ๆ ไม่ทราบว่า ท่านจำได้ไหมที่เคยพูดว่า อยากแยกกระทรวงท่องเที่ยวกับการกีฬาออกจากกัน ตอนนี้คำว่า “ปฏิรูป” กำลังขึ้นหม้อ เอาเสียตอนนี้เลยเป็นไงครับ เอากระทรวงวัฒนธรรมมาพ่วงท้าย กระทรวงท่องเที่ยวเป็น กระทรวงท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ก็ไม่เลวนะครับ ส่วนการกีฬาก็ให้กลับไปอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการโน่น ... แล้วหลังจากท่าน “ปฏิรูปกระทรวงท่องเที่ยว” แล้ว หากจะกรุณาเปลี่ยนตัว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว ด้วยก็จะเป็นพระคุณยิ่งเชียวครับ

ภาณุมาศ ทักษณา