ข่าว

ปัญหา3กของพลเมืองประเภท ข

ปัญหา3กของพลเมืองประเภท ข

21 มิ.ย. 2553

เป็นสิ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้หรอกครับว่าสังคมไทยยังมีความเหลื่อมล้ำหรือความไม่เท่าเทียมกัน ความไม่เท่าเทียมกันนี้มีตั้งแต่ช่องทางของการทำมาหากิน โอกาสที่จะเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่รัฐจัดให้ โอกาสทางการศึกษา

โอกาสในการแสวงหาความก้าวหน้าของชีวิต โอกาสที่จะเรียนรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เป็นต้น ซึ่งการด้อยโอกาสหรือเสียโอกาสซึ่งมักจะเกิดขึ้นต่อผู้คนในภูมิภาคและชนบท ก็นำไปสู่ความเป็นพลเมืองประเภท ข คือ “ขาดแคลน โง่เขลา และยากเข็ญ” และที่น่าเป็นห่วงยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ นับวันช่องว่างระหว่างคนในเมืองกับคนนอกเมืองจะห่างออกจากกันทุกขณะ จนทำให้คนทั้งสองกลุ่มเหมือนยืนอยู่คนละฟากของแม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลเชี่ยว

 ปัญหาของคนในภูมิภาคและชนบทนั้น เป็นสิ่งที่หน่วยงานราชการ นักวิชาการ แม้แต่ชาวบ้านร้านตลาดทราบกันโดยทั่วไป แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าคนที่นั่งอยู่ในทำเนียบรัฐบาลจะทราบหรือไม่ เพราะไม่ว่ารัฐบาลไหนที่เข้ามาเป็นต้องตั้งคณะกรรมการศึกษาปัญหาชนบทอยู่ร่ำไป จริงๆ แล้วถ้ารัฐบาลอยากทราบปัญหาที่เกิดขึ้นในชนบท ก็ไม่ต้องทำอะไรมากหรอกครับ แค่ให้คนไปหาวิดีโอหนังไทยเก่าๆ ประเภทบู๊ล้างผลาญ หรือที่เรียกกันว่าหนัง “ยิงภูเขา-เผากระท่อม” มาดูสัก 2-3 เรื่อง ก็จะพบว่าปัญหาของชาวบ้านที่อยู่ในหนังเหล่านั้นไม่ได้แตกต่างไปจากปัญหาที่ชาวบ้านกำลังเผชิญอยู่จริงๆ ในเวลานี้ สักกี่มากน้อย ทั้งที่เวลาห่างกันเป็น 30-40 ปี ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่ดินทำกิน ปัญหาการถูกข่มเหงจากผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ปัญหาการถูกข้าราชการรังแก จนต้องมีคนแปลกหน้าเข้ามาจัดการปัญหาต่างๆ ให้ แล้วคนคนนั้นก็กลายเป็นพระเอกในดวงใจของชาวบ้าน

 การแก้ไข้ปัญหาชนบทให้ได้ผลและได้ใจชาวบ้านนั้น ต้องแก้ไขปัญหาที่ 3 ก คือ “ให้มีกิน ไม่ถูกโกง และไม่ถูกกลั่นแกล้งรังแก” การมีกินหมายรวมถึงการมีที่ดินทำกิน มีปัจจัยในการทำกินตั้งแต่ระบบชลประทาน เส้นทางคมนาคม การวิจัยและพัฒนาผืนดินและพันธุ์พืช ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเกษตร การใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์เพิ่มขึ้น อาชีพเสริม ไปจนถึงดูแลเรื่องการจำหน่ายผลผลิต การเพิ่มมูลค่าผลผลิต เพื่อให้ชาวบ้านได้รับผลประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย และคุ้มกับเวลาและแรงงานที่ลงไป

 ขณะเดียวกันก็ต้องป้องกันกลโกงต่างๆ ของผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นและนายทุนที่ไร้จริยธรรม รวมทั้งมิจฉาชีพต่างๆ เพื่อไม่ให้ชาวบ้านต้องตกเป็นเหยื่อของคนเลวๆ เหล่านั้น ซึ่งมีทั้งการโกงที่ดิน โกงเงินกู้ โกงสินเชื่อ โกงราคา โกงน้ำหนักหรือความชื้นของพืชผล รวมทั้งการใช้เล่ห์เหลี่ยมล่อหลอก

 และปัญหาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ต้องหาทางป้องกันไม่ให้ชาวบ้านถูกกลั่นแกล้งรังแกจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งฝ่ายมหาดไทย ตำรวจ ป่าไม้ ที่ดิน และทุกๆ หน่วยงาน เจ้าหน้าที่ต้องให้การปฏิบัติต่อประชาชนทุกคนโดยเท่าเทียมกัน โดยไม่เลือกสถานะทางสังคมหรือความยากดีมีจน และให้ความเป็นธรรมด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคกัน ราชการต้องเป็นที่พึ่งพาอาศัยของประชาชนโดยแท้จริง ตัวข้าราชการหรือพนักงานของรัฐก็ต้องทำตัวให้มีศักดิ์ศรีและเชื่อถือได้

 ฟังเผินๆ หลายท่านอาจคิดว่าเป็นปัญหาที่ใหญ่โตเกินกำลัง และเวลาของรัฐบาลจะดำเนินการได้ แต่จริงๆ แล้ว ทุกๆ เรื่องที่ผมพูดถึงนั้นรัฐบาลมีหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบอยู่แล้วทั้งสิ้น เพียงแต่อาจจะเป็นไปในลักษณะต่างคนต่างทำและไม่เต็มไม้เต็มมือ หากรัฐบาล “กระชับ” การทำงานของหน่วยงานเหล่านั้น จัดทำแผนปฏิบัติการร่วม และจัดการประสานงานอย่างเป็นระบบ ผมก็เชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหา “3 ก” ได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว และรวดเร็วกว่าการตั้งคณะกรรมการศึกษาปัญหาชนบทชุดใหม่ชุดแล้วชุดเล่าเป็นไหนๆ

 อย่างไรก็ตาม ต้องสังวรไว้ด้วยว่า ไฟแค้นของคนที่ไม่มีกิน ถูกโกง หรือถูกกลั่นแกล้งรังแกนั้น อาจจะถูกทำให้โหมฮือเป็นไฟประลัยกัลป์ขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้