ข่าว

ทุนมหาศาลยึดประเทศ

ทุนมหาศาลยึดประเทศ

21 มิ.ย. 2553

ได้เห็นการสอบสวนต้นตอของจำนวนเงินทุนมหาศาล เคลื่อนไหวในกลุ่มเครือข่ายของผู้จงรักภักดีและบริวารของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มากมายหลายหมื่นล้านบาท ถ้ารวมกับนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องอีกจะสูงถึง 1.5 แสนล้านบาท แสดงให้เห็นความพยายามของกลุ่มการเมือง ข้าราชการและนักธ

 ในประวัติศาสตร์ชาติไทยจะหานักการเมือง ผู้สูญเสียอำนาจ เพราะถูกจับได้ไล่ทันหลังจากการทุจริตคอรัปชั่นเทียบเท่ากับเครือข่ายทักษิณคงไม่มีอีกแล้ว จากทุนมหาศาลผสมกับความอาฆาต พยาบาท จึงระดมสรรพกำลังทุกอย่างเพื่อล้มล้างประเทศ หวังว่าจะถอนทุนคืนและล้างแค้นฝ่ายตรงข้าม รวมทั้งสถาบันหลัก ถ้าชนะสึกล้มแผ่นดิน

 ผู้เกี่ยวข้องต้องสงสัยว่าเป็นเครือข่ายกระแสเงินจำนวนมากมายยังคงอยู่ดีมีสุข ท้าทายกฎหมายและอำนาจรัฐ พร้อมจะพยายามอีกครั้งในการยึดอำนาจรัฐ ด้วยทรัพยากรและกองกำลังที่เหลือ ถ้ารัฐบาลประกาศยกเลิกสภาวะฉุกเฉิน และคงจะประเมินไม่ได้ว่าการทุ่มครั้งต่อไปจะหนักหนาสาหัสเพียงใด เพราะคงเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะมี ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่จดจำบทเรียนราคาแพง ความสูญเสียในชีวิตของเจ้าหน้าที่ทหาร ประชาชน และทรัพย์สินของภาคเอกชนและราชการซึ่งถูกเผาอย่างไร้สติโดยม็อบบ้าคลั่ง

 กลุ่มผู้ปลุกระดมมวลชนถูกตราหน้าว่าเป็นพวก “สู้เพื่อรวย” ยังคงแสดงความอหังการ ทั้งๆ ที่อยู่ในคุกและนอกคุก พวกที่หลบหนีการจับกุมยังลอยนวล แต่ไม่ลดละความพยายาม เพราะเห็นว่ารัฐบาลอ่อนแอ ไม่ใส่ใจติดตามดำเนินคดี เพราะตำรวจส่วนหนึ่งถูกกล่าวหาว่าปันใจให้แก่เครือข่ายทักษิณ หลังจากได้รับผลประโยชน์ก่อนหน้านี้ ในช่วงทักษิณเรืองอำนาจ

 เมื่อกลุ่มแกนนำท่อน้ำเลี้ยงยังมีอิสรเสรีเคลื่อนไหวได้สะดวก ก็จะยังพยายามอีกครั้งด้วยเงินมากกว่า เพื่อให้ชนะและรอดพ้นจากความผิดที่ได้กระทำไป และยังคงมีเงินซุกซ่อนไว้อีกมหาศาลในประเทศและต่างประเทศ นอกเหนือจากทรัพย์สิน เงินสด และช่องทางที่จะระดมได้จากตลาดหลักทรัพย์ ดังที่ได้เคยเกิดขึ้นหลายครั้ง

 รัฐบาลจะต้องจดจำบทเรียน และไม่หลอกตัวเองว่ากลุ่มบริวาร เครือข่ายทักษิณ ต้องการปรองดอง เพราะได้ยินชัดแล้วว่าพวกที่ถูกดำเนินคดีไม่ต้องการนิรโทษกรรมและปรองดอง แต่ต้องการเอาชนะทุกหนทางด้วยการต่อสู้ในสภา นอกสภา รวมทั้งการต่อสู้ด้วยกองกำลังติดอาวุธอีกครั้ง หลังจากหลบลงใต้ดินและมีหลักฐานปรากฏว่ามีกองกำลังจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาร่วมก่อการร้ายด้วย ซึ่งหมายความว่าถ้าจะเกิดการปะทะถึงขั้นนองเลือดอีกครั้ง จะต้องรุนแรงมากกว่าช่วงวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา และไม่มีอะไรรับประกันว่ากองทัพจะออกมาช่วยเหลือ ถ้าเห็นความไม่เอาใจใส่ของนักการเมืองผู้บริหารรัฐบาล ประชาชนผู้รักชาติคงต้องรับภาระปกป้องบ้านเมืองด้วยตัวเอง