
ตำรารบเล่มใหม่
ครั้งที่เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถได้ทรงนิพนธ์ พงศาวดารยุทธศิลป์ ให้เป็น ตำรารบ เล่มแรกของกองทัพไทยสมัยใหม่นั้น พระองค์ทรงปรารภว่า หนังสือเล่มนี้เป็นการอ้างอิงเอาจากตำรารบของฝรั่ง และทรงหวังว่า สักวันหนึ่งทหารไทยคงมีตำรารบที่ต่างชาติต้องเอาไปอ้างอิงถึงบ้
ต่อมาเมื่อรัฐบาลไทยตัดสินใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายโลกเสรีในยุคสงครามเย็นจึงจำเป็นต้องปรับองค์ประกอบทั้งปวงของกองทัพไทยให้สอดคล้องกับกองทัพสหรัฐ ทั้งการจัดหน่วย การจัดอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมทั้งตำรารบก็ถูกปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับของสหรัฐ และวิธีการที่ง่ายที่สุด ก็คือการลอกตำราของสหรัฐมาทั้งหมด แล้วถือเป็นตำรารบของกองทัพไทย จากนั้นมาจนบัดนี้
ภารกิจของกองทัพสหรัฐครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติการทั่วโลก ตำรารบของสหรัฐจึงแยกแยะออกเป็นปฏิบัติการในทุกภูมิประเทศ ทั้งในเขตหนาว เขตทะเลทราย เขตป่าเขา พื้นราบ ฯลฯ ทำให้ตำรารบของทหารไทยที่แปลมาจากตำรารบอเมริกันก็บรรจุเนื้อหาสาระทั้งหมดนี้ไว้โดยละเอียดเช่นกัน ทั้งๆ ที่จะมีทหารไทยสักกี่คนที่เคยเห็นเคยสัมผัสหิมะ หรือทะเลทราย ด้านหนึ่งจึงสร้างความยากลำบากในการทำความเข้าใจในตำรารบเหล่านี้ ได้แต่ท่องจำแล้ววาดภาพจินตนาการเอาเอง
กล่าวโดยรวบรัด ยุทธวิธีการรบหลักตามตำรารบของอเมริกัน แบ่งออกเป็น 3 ปฏิบัติการหลักเท่านั้น คือเข้าตี ตั้งรับ ร่นถอย ตำรารบทหารไทยก็เป็นเช่นนี้ เข้าตี ตั้งรับ ร่นถอย
แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า กองทัพไทยเคยเข้าปฏิบัติการรบตามแบบด้วยยุทธวิธี “เข้าตี ตั้งรับ ร่นถอย” อย่างสมบูรณ์แบบเพียงครั้งเดียวเท่านั้นในประวัติศาสตร์ของกองทัพไทยสมัยใหม่เมื่อปลายปี พ.ศ.2483 ครั้งสงครามอินโดจีนของฝรั่งเศส
ในสงครามเกาหลีที่มีปฏิบัติการ “เข้าตี ตั้งรับ ร่นถอย” ครบถ้วนก็เป็นการปฏิบัติภายใต้ร่มธงของกองกำลังสหประชาชาติ หรืออีกครั้งสองครั้งกับประเทศเพื่อนบ้านก็เป็นเพียงยุทธการย่อยๆ
ตำรารบอเมริกันไม่มีอะไรผิดพลาด เพราะภารกิจของพวกเขาครอบคลุมไปทั่วทุกตารางนิ้วของโลกใบนี้ ยกเว้นดินแดนของอเมริกันเอง
กองทัพสหรัฐจึงไม่มี “FIELD MANUAL” เพื่อปฏิบัติการภายในประเทศของพวกเขา
นี่ย่อมแตกต่างจากหน้ามือเป็นหลังมือกับกองทัพไทยที่ “ภารกิจหลัก” ตามรัฐธรรมนูญคือการทำสงครามเพื่อป้องกันดินแดนของเราเท่านั้น สนามรบที่แท้จริงของกองทัพไทยจึงอยู่เฉพาะในแผ่นดินของเราเอง ที่ตำรารบทหารอเมริกันมิได้เขียนไว้
ยิ่งไปกว่านั้น ภารกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งที่ปรากฏอยู่ในและ “นอก” รัฐธรรมนูญซึ่งมีอยู่ใน “ชีวิตจริง” ของประเทศนี้ ล้วนไม่มีตำรบเล่มไหนของอเมริกาเขียนไว้ จึงย่อมเป็นเรื่องของกองทัพไทยจะต้องเขียนตำราเหล่านี้กันเอง...
ซึ่งครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้กองทัพไทยเคยทำมาแล้ว เคยเขียน “ตำรารบ” เองมาแล้ว
เมื่อครั้งที่อเมริกันถอนตัวออกจากสงครามเวียดนาม ส่งผลให้กองทัพไทยต้องพึ่งพาตัวเอง ความจำเป็นบังคับให้เราต้องรวบรวมสมาธิเพื่อแก้ปัญหาที่ตำรารบของสหรัฐไม่สามารถนำมาใช้ได้นั่นคือปัญหาความขัดแย้งในรูปของสงครามกลางเมืองกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
ช่วงนั้นทหารไทยเร่งระดม “ทำงานความคิด” กันครั้งใหญ่ กระทั่งออกมาเป็นนโยบาย “การเมืองนำการทหาร” และต่อยอดเป็น “คำสั่ง 66/23”
เป็นผลผลิตจากมันสมองของทหารไทยล้วนๆ ที่นำไปสู่การยุติลงของสงครามกลางเมืองครั้งนั้นในที่สุด ท่ามกลางความงุนงงของนานาชาติที่ทำนายว่าไทยจะเป็นโดมิโนตัวต่อไปที่จะต้องล้มตาม...
แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้มีการขยายผลจากประสบการณ์และความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจครั้งนั้นให้เป็น “คู่มือราชการสนาม” เป็น “ตำรารบ” ที่ทหารไทยรุ่นหลังจะยึดถือเป็นคัมภีร์สำหรับปฏิบัติภารกิจครั้งต่อๆ ไปได้
ทุกวันนี้ “คำสั่ง 66/23” จึงกลายเป็นคล้าย “เวทย์มนต์มหัศจรรย์แห่งปี 2523” เท่านั้น
เหตุการณ์หลังสุดที่ราชประสงค์ซึ่งไม่มีใครให้หลักประกันได้ว่ากองทัพจะไม่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องอีก รวมทั้งสถานการณ์รุนแรงที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งย่างเข้าปีที่ 7 แล้ว...
ถึงเวลาหรือยังที่กองทัพไทยจะต้อง “ทำงานความคิด” กันครั้งใหญ่เพื่อผลิต “คู่มือราชการสนาม” ที่ใช้งานได้จริงเสียโดยเร็ว ?
พลเอก บัญชร ชวาลศิลป์



