ข่าว

อภิสิทธิ์ย้ำสัปดาห์หน้าเงินกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกถึงมือปชช.

อภิสิทธิ์ย้ำสัปดาห์หน้าเงินกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกถึงมือปชช.

22 มี.ค. 2552

"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรีระบุรัฐบาลจะรวบรวมประเด็นอภิปรายของฝ่ายค้านเสนอครม. พร้อมนำข้อท้วงติงที่เป็นประโยชน์ไปพิจารณา ยันเดินหน้าทำงานต่ออย่างเต็มที่ ย้ำสัปดาห์หน้าเงินกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกถึงมือปชช.

วันนี้ (22 มี.ค.) เวลา  09.00 น. ณ  ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี  นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี  กล่าวกับพี่น้องประชาชนในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์”  เป็นครั้งที่ 10  ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย   ดังนี้

ช่วงที่ 1

สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่เคารพครับ  พบกันอีกครั้งนะครับทุกวันอาทิตย์  วันนี้เป็นรายการสดนะครับ  ผมมาที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี  เพราะว่าเวลาสิบโมงครับ จะมีการเปิดโครงการที่เรียกว่า “ต้นกล้าอาชีพ”  ซึ่งผมจะได้พูดคุยกับพี่น้องประชาชนในช่วงต่อไป  

สภาฯ ลงมติไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและ 5 รัฐมนตรี 

อยากจะเริ่มต้นวันนี้อย่างนี้ครับ สัปดาห์ที่ผ่านมา  ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนจำนวนมากคงได้ติดตามเรื่องของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ  ซึ่งถือว่าเป็นกระบวนการสำคัญในระบอบประชาธิปไตยของเรา  ฝ่ายค้านได้ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจผมและรัฐมนตรีอีก 5 ท่าน  และก็เดิมทีนั้นผมเข้าใจว่าจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจกันประมาณสัปดาห์หน้า  แต่ว่าเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาได้รับการประสานจากท่านประธานรัฐสภา ว่าในส่วนของท่านประธานเองมีงานที่เกี่ยวข้องกับสภาฯ คือ ในเรื่องของการประชุมร่วมรัฐสภา ในเรื่องของการสรรหาบุคคลมาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระหลายองค์กร  ก็มีความไม่สะดวกที่จะดำเนินการในสัปดาห์หน้า  ก็ขอให้มีการอภิปรายในช่วงวันพฤหัสบดี วันศุกร์ และเมื่อวานนี้ก็มีการลงมติ  ซึ่งผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนคงจะได้ติดตามรับชมรับฟังกันไม่มากก็น้อย   

คงจะขออนุญาตเรียนสั้น ๆ เท่านั้นเองว่า ผมขอขอบคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่สภาฯ ได้ลงมติไว้วางใจผมและรัฐมนตรีทั้ง 5 ท่าน  ให้ดำเนินการบริหารราชการแผ่นดินต่อไป   ซึ่งขอเรียนว่าตลอดระยะเวลา 2 วันที่มีการอภิปรายนั้นได้พยายามในการที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงที่เป็นข้อสงสัย  คำถามของเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านให้มากที่สุด ให้ครอบคลุมที่สุด เท่าที่เวลาจะอำนวยได้ ผมคิดว่าหลายคนที่ได้ติดตามการอภิปรายคงได้ประโยชน์ไม่มากก็น้อย  ได้รับทราบคำถาม คำสงสัย หรือคำกล่าวหา ของทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้าน  และขณะเดียวกันผมและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้พยายามที่จะใช้เวลาให้สั้นที่สุด  แต่ชี้แจงคำถาม หรือข้อกล่าวหาเหล่านั้นให้ดีที่สุด  ซึ่งจะครอบคลุมถึงนโยบายรัฐบาลในหลายเรื่องด้วยกัน  ก็เรียนว่ากระบวนการนี้เป็นกระบวนการที่มีคุณค่าในระบอบประชาธิปไตย  ประเด็นใดซึ่งเป็นข้อท้วงติงของเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้าน ที่ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์ก็จะนำเอากลับมา และจะให้ทางสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีรวบรวมประเด็นเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นคง หรือเรื่องอื่น ๆ ที่ได้มีการหยิบยกในการอภิปรายขึ้นมา  

โครงการ “ต้นกล้าอาชีพ” ช่วยเหลือผู้ตกงาน-ไม่มีงานทำ

อย่างไรก็ตามนะครับ  ขอเรียนว่าตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลก็เดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่  วันนี้ที่ผมมาที่นี่ก็เป็นหนึ่งในโครงการเร่งด่วนของรัฐบาล  ผมคิดว่าตลอดระยะเวลา 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีความห่วงใยมากครับว่า เมื่อเศรษฐกิจหดตัว เพราะว่าเศรษฐกิจโลกประสบกับวิกฤตรุนแรง  สิ่งที่เราห่วงที่สุดก็คือพี่น้องประชาชนที่ตกงาน หรือไม่มีงานทำ  หรือกำลังกังวลว่าจะตกงาน  รวมไปถึงนิสิต นักศึกษา ทั้งหลายที่กำลังจะจบการศึกษา  เพราะฉะนั้น นอกจากการที่จะประคับประคองหรือการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว  นโยบายหรือโครงการสำคัญข้อหนึ่งของรัฐบาลคือการดูแลในเรื่องของการที่จะรองรับปัญหานี้   ในส่วนของกระทรวงแรงงานเองก็ทำงานต่อเนื่อง  ผมทราบว่ามีการจัดวันนัดพบแรงงาน  กรุงเทพมหานครจัดไป  ที่ผ่านมาก็สามารถจัดหางานได้ทันทีจำนวนไม่น้อย   และจะเดินสายในต่างจังหวัดต่อไป

แต่ในส่วนของรัฐบาลได้จัดโครงการเป็นพิเศษขึ้นมาตามงบประมาณกลางปีหรืองบเพิ่มเติม  ที่เราได้ผ่านสภาฯ มา  6,900 กว่าล้าน  เพื่อที่จะมาทำโครงการที่เราเรียกว่า “ต้นกล้าอาชีพ” สิ่งที่เกิดขึ้นคือเราเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนตั้งแต่อายุ 18-60 ปี  ที่สนใจสามารถสมัครเข้ามาเพื่อรับการฝึกอบรม  ซึ่งการฝึกอบรมจะมีหลากหลาย  จะเป็นทักษะในเรื่องของงานธุรการ งานคอมพิวเตอร์ เรื่องอาหาร เรื่องอะไรก็แล้วแต่  มีให้เลือกมากมายพอสมควรทีเดียว  และได้มีการลงโฆษณาให้สมัครเข้ามาได้ ไม่ว่าจะเป็นทางหนังสือพิมพ์  ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเว็บไซต์  ซึ่งผมจะให้มีการขึ้นตัวเว็บไซต์ทางใต้จอในรายการนี้ด้วย(www.tonkla-archeep.com) และวันนี้มีการจัดงานเป็นพิเศษที่เมืองทองธานี  จะจัดไปถึงสามทุ่ม  เพราะฉะนั้นพี่น้องประชาชนที่สนใจอยากจะเข้ามาร่วมโครงการ สามารถมาแวะเยี่ยมชมได้  เราเปิดสมัครวันที่ 18-24 ของทุกเดือน  เมื่อปิดวันที่ 24 ไปแล้วก็รอเดือนหน้า  18-24 เดือนหน้าก็จะมีการเปิดรับสมัครอีก  ซึ่งจะเปิดรับสมัครที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ  

ผมเรียนว่าในเรื่องของการฝึกอบรมที่ว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเกษตร การผลิต เรื่องของการบริการการท่องเที่ยว คอมพิวเตอร์ คมนาคม หรือแม้กระทั่งการก่อสร้าง ผู้ที่เข้ามาจะสามารถที่จะมารับการฝึกอบรมอาชีพในระยะสั้น  ระหว่างที่ฝึกอบรมจะได้รับทั้งเรื่องของค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าพาหนะ และที่สำคัญที่สุดคือว่าหลังจากรับการฝึกอบรมไปแล้ว ถ้ากลับไปภูมิลำเนาเดิมของท่าน จะมีเงินช่วยเหลือหลังการฝึกอบรมให้ด้วย ซึ่งอาจจะเป็นเงินที่ท่านสามารถนำไปใช้เป็นทุนเพื่อเริ่มกิจการต่าง ๆ เพราะฉะนั้น อันนี้ก็กำลังเปิดรับสมัคร และวันที่  26 นี้จะมีการประกาศผลหลังจากที่เราได้คัดกรองผู้ที่เข้าร่วมโครงการ  ซึ่งตรงนี้เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่เรากำลังดูแลในเรื่องของพี่น้องประชาชนที่อาจจะประสบกับปัญหาการว่างงานในช่วงของภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ 

ผมเรียนเพิ่มเติมครับว่า ในส่วนของการดูแลตรงนี้จะมีการขยายอีกต่อไป  คือไม่ได้จำกัดเฉพาะหลักสูตรเหล่านี้ เราจะดูทางเลือกต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะให้ไปบรรจบกับตำแหน่งงานที่ว่างอยู่  รวมไปถึงงานภาครัฐเอง ซึ่งเราก็มีความคิดที่จะนำคนที่ได้รับการฝึกอบรมในบางด้านไปช่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นในโรงเรียน เพื่อลดภาระของครูในงานด้านธุรการ  ไม่ว่าจะเป็นการไปช่วยสำนักงานสถิติ  เพราะว่าภาครัฐยังมีความจำเป็นในการที่จะต้องจัดเก็บข้อมูลอีกมาก  ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลเอง และความจริงมีพี่น้องประชาชนเสนอแนะมาเยอะครับ บอกเอาไปช่วยโครงการในเรื่องของการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว  เอาไปช่วยในเรื่องนั้นเรื่องนี้  ก็จะมีการพยายามเปิดให้เกิดความหลากหลาย  ซึ่งจะแตกต่างไปจากงานประจำของทางกระทรวงแรงงานเอง  และผมก็หวังว่าโครงการนี้นอกเหนือจากจะเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ประสบกับปัญหาการว่างงานแล้ว จะมีส่วนในการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจด้วย  เพราะว่าถ้าเรามีคนที่สนใจกลับไปภูมิลำเนาเดิม ไปริเริ่มอาจจะเป็นธุรกิจเล็ก ๆ เป็นการประกอบอาชีพอิสระ  เราก็ทำให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจของเรามีความหลากหลาย มีความมั่นคงมากขึ้น  เพราะฉะนั้น ก็อยากจะเชิญชวนนะครับว่าถ้าพี่น้องประชาชนกำลังมีปัญหาในเรื่องของการทำงาน  โครงการนี้จะเป็นคำตอบส่วนหนึ่ง

เห็นผลมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกใน 2-3 เดือนข้างหน้า

พี่น้องที่เคารพครับในเรื่องของเศรษฐกิจอย่างที่ผมได้ย้ำมาโดยตลอดว่า  ภาวะเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง รัฐบาลได้มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรก  ซึ่งผลของการกระตุ้นเศรษฐกิจคงจะเห็นชัดในช่วงประมาณ 2-3 เดือนข้างหน้า  เพราะว่าหลังจากนี้ไปเม็ดเงิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงการ “เช็คช่วยชาติ” ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผู้สูงอายุ  ไปจนถึงโครงการการเรียนฟรี  เงินส่วนใหญ่จะออกตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม  คือสัปดาห์หน้าเป็นต้นไป  ตลอดเดือนเมษายน พฤษภาคม  ซึ่งต้นเดือนเมษายนเราจะมีการจัดงานเรื่องของ OTOP ด้วย   และเรื่องของมหกรรมที่เกี่ยวข้องกับทางด้านเศรษฐกิจด้วย  ก็หวังที่จะสร้างความคึกคักขึ้นมา เพื่อให้เกิดความหมุนเวียน  แต่ว่าในระยะกลาง ระยะยาง  คำตอบที่จำเป็นจะต้องมีคือการที่เราจะต้องลงทุนเพิ่มเติม  เพื่อเสริมสร้างความสามารถของเศรษฐกิจไทย  และเพื่อที่จะให้ประเทศไทยมีความพร้อม มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น  

เสนอโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเข้า ครม.เศรษฐกิจพุธนี้  

สัปดาห์หน้ารัฐบาลเสนอกรอบการเจรจากู้เงินประมาณ  70,000 ล้านบาท  ซึ่งจะเข้ามาทำโครงสร้างพื้นฐาน จะเป็นเรื่องแหล่งน้ำ ถนนหนทาง ส่วนหนึ่ง  เพื่อที่จะใช้จ่ายเงินในช่วงของปีงบประมาณนี้ เป็นต้นไป  มีหลายคนเป็นห่วงเรื่องการกู้เงิน ผมย้ำอีกครั้งนะครับ  รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยแทบจะเรียกได้ว่ามีการกู้เงินทั้งสิ้น เพื่อมาลงทุน สิ่งสำคัญคือว่า 1. อย่ากู้เงินจนเกินเลยขอบเขตของมาตรฐานสากลที่เขามีอยู่ว่าจะไปกระทบกระเทือนกับการเงินการคลังของประเทศในวันข้างหน้า  ซึ่งรัฐบาลดูแลเรื่องนี้แน่นอน  และ 2. คือกู้เงินมาเพื่อใช้เงินให้คุ้มค่า  เรากำลังกู้เงินมาในขณะนี้คือทำในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน  ผมได้เอาตัวเลขต่าง ๆ มาดูเห็นว่าจากการที่เศรษฐกิจโลกกำลังจะชะลอตัว หดตัว  การค้าหดหายไป 20-30  เปอร์เซ็นต์ เราจำเป็นที่จะต้องมีเงินมาชดเชยในระบบเศรษฐกิจ  เพราะฉะนั้น 3 ปีข้างหน้าตั้งใจว่ารัฐบาลเองจะต้องเป็นผู้ลงทุนประมาณ 1 ล้าน 4 แสนล้านบาท หรือ 1.4 ล้านล้านบาท  กำลังจะทำโครงการในรายละเอียด  จะมีทั้งเรื่องของรถไฟความเร็วสูง  ปรับปรุงในเรื่องของรถไฟ  ปรับปรุงในเรื่องของถนน รวมทั้งถนนไร้ฝุ่น  ลงทุนกันขนานใหญ่ในเรื่องของแหล่งน้ำ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในด้านของชลประทาน  นอกจากนั้นยังจะมีการปรับปรุงในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา และการสาธารณสุขด้วย  รายละเอียดนี้จะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจในวันพุธที่จะถึงนี้  อันนี้ก็เป็นงานทางด้านเศรษฐกิจที่ผมอยากจะเรียน

ดึงท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมแก้ปัญหามลพิษ

บังเอิญสัปดาห์ที่ผ่านมา มีงานที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจด้วย สังคมด้วย ที่มีความน่าสนใจอยู่  ก็อยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า ประการแรกเรื่องสิ่งแวดล้อม เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (16 มี.ค.) คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้มาดูประเด็นปัญหาของมาบตาพุด  ซึ่งมีคดีอยู่ที่ศาลปกครอง และศาลปกครองก็ได้วินิจฉัยว่าควรจะประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ  ก็อยากจะเรียนครับว่าในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ  ซึ่งเป็นคณะกรรมการชุดใหม่ที่ผมเป็นประธาน  ได้พิจารณาปัญหาที่มาบตาพุดแล้ว  ก็เห็นว่าควรประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ  เพราะฉะนั้น ตรงนี้จะเป็นการนำเอาแผน  ความจริงรัฐบาลทำอยู่  รัฐบาลก่อนหน้านี้ทำอยู่เรื่องสิ่งแวดล้อม  เข้ามาให้ทางจังหวัดและท้องถิ่นมีส่วนร่วมมากขึ้น  แล้วก็อยากจะเชิญชวนทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ  ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชนที่ลงทุนอยู่ที่นั่นเอง มาร่วมกันให้ข้อมูล  ตรงนี้อยากจะเรียนว่าเป็นการใช้กลไกตามกฎหมาย ที่เราคิดว่าจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม  ไม่ต้องกลัวว่าการประกาศเขตควบคุมมลพิษ  แปลว่าจะเหมือนกับไปประกาศเขตว่าไม่มีการลงทุน  ไม่ใช่อย่างนั้นครับ  เป็นเพียงแต่ว่าจะมีมาตรการและกลไกที่จะมาดูแลปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมได้ดียิ่งขึ้น  และหลายพื้นที่ในประเทศไทยปัจจุบันก็ประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษอยู่  ตรงนี้ก็อยากจะเรียน อีกเรื่องหนึ่งซึ่งผมได้สั่งการเป็นพิเศษคือปัญหาการกำจัดกากอุตสาหกรรม หรือขยะที่สระบุรี  ที่มีการร้องเรียน  กำลังให้ทุกฝ่ายส่งข้อมูลเข้ามา  ขีดเส้นตายไว้ว่าวันจันทร์นี้จะส่งข้อมูลมาถึงผม และจะได้ร่วมแก้ไขปัญหาไป  เพราะผมทราบว่ามีพี่น้องประชาชนที่เดือดร้อน  และความจริงก็ได้มาร้องเรียนหลายครั้งแล้ว   

สร้าง 5 รั้วป้องกันยาเสพติด 

สัปดาห์ที่ผ่านมาเช่นเดียวกันครับ  ผมได้เปิดตัวโครงการในเรื่องของการรณรงค์ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด  ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่พี่น้องประชาชนร้องเรียนมาโดยตลอด  ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา  เรามีคนที่ติดยาเสพติดเพิ่มขึ้นเป็นหลักแสน  เราได้พยายามที่จะทำเรื่องนี้ให้เป็นระบบ บูรณาการ  บอกให้ทุกหน่วยงานต้องถืองานนี้เป็นงานหลัก  ผมได้ให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เข้ามามีบทบาทเป็นฝ่ายอำนวยการ ฝ่ายประสานงาน  เพื่อรองรับกับนโยบายที่ทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ได้ดำเนินการมา  หลักสำคัญความจริงก็มีการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ไปแล้ว  คือว่า เราบอกต้องสร้างเป็นรั้วป้องกัน  ไม่ว่าจะเป็นรั้วชายแดนป้องกันไม่ให้แหล่งผลิตจากต่างประเทศ ส่งยาเสพติดเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นรั้วในสังคม สร้างพื้นที่ดี ๆ พื้นที่ที่สร้างสรรค์  เพื่อป้องกันการติดยาเสพติดจากการที่มีการไปมั่วสุม อาจจะเป็นสถานบันเทิงที่ผิดกฎหมาย  อาจจะเป็นปัญหาเรื่องร้านเกมส์  โต๊ะพนันหรืออะไรต่าง ๆ  ต้องทำรั้วป้องกันตรงนี้อย่างเต็มที่  ทำรั้วในส่วนของชุมชน  ทำรั้วในส่วนของครอบครัว  และทำรั้วในส่วนของสถานศึกษา  ผมเรียนว่าตรงนี้ครับจะทำอย่างเข้มแข็งต่อเนื่อง  และอยากจะเรียนให้ทราบว่าในช่วงสั้น ๆ ที่รัฐบาลเข้ามาบริหาร  ได้มีการเข้าไปปราบปราม  มีการยึดหลักเป็นหลักร้อยล้าน  ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเอง ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนมากเมื่อเทียบกับในช่วงปีที่ผ่านมา  เราทำตรงนี้ได้โดยไม่ต้องไปใช้มาตรการในลักษณะที่จะไปกระทบกับเรื่องของสิทธิมนุษยชน  เพราะฉะนั้น งานตรงนี้ก็จะดำเนินการอย่างเข็มแข็ง  

โรงพยาบาลเสริมสร้างสุขภาพระดับตำบลทั่วประเทศ

ผมเรียนพี่น้องประชาชนนะครับว่ามีงานอีกหลายเรื่อง  ซึ่งจะมีความคืบหน้าในสัปดาห์หน้า ไม่ว่าจะเป็นการต่อยอดในเรื่องโครงการสาธารณสุข  ซึ่งผมได้ไปร่วมงานวัน อสม. แห่งชาติ  อสม. จะมีค่าตอบแทนรายเดือนตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป  หลังจากที่ผ่านการฝึกอบรมได้รับมอบหมายงาน  ก็จะมีการต่อยอดในเรื่องของการทำโรงพยาบาลเสริมสร้างสุขภาพระดับตำบลทั่วประเทศ  อันนี้จะทำให้พี่น้องประชาชนมีความสะดวกมากขึ้น คือสามารถไปรักษาใกล้บ้านได้  และ อสม. ก็เอาเข้ามาทำงานสอดคล้องกันในเรื่องการป้องกัน  สัปดาห์หน้าจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ตั้งขึ้นมาเป็นพิเศษในเรื่องของปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้  จะเป็นโอกาสดีเช่นเดียวกัน   

ครม.เร่งสะสางปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชน

ส่วนปัญหาที่ค้างคา  ผมพูดสั้น ๆ เพราะว่าในช่วงแรกคงจะหมดเวลาแล้ว ก็คือว่า ครม. สะสางเต็มที่ คือ      1.ปัญหาภัยธรรมชาติ  มีการตั้งกลไกขึ้นมาดูแล  เตรียมรับปัญหาภัยแล้งในขณะนี้อย่างเต็มที่  ขณะเดียวกันงบที่ค้างในเรื่องการช่วยเหลือทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง ปีที่แล้ว ครม.ดำเนินการอนุมัติไปหมดแล้วนะครับ  ถ้าจะมีค้างอยู่มีเหลืออีกนิดเดียวเท่านั้นเอง  ปัญหาเรื่องของพืชผล ซึ่งโครงการบางโครงการมีปัญหามา เช่น  ข้าวโพด มีปัญหาช่วงรอยต่อระหว่างที่ว่าจะมีขยายโควต้าหรือไม่ ครม.แก้ไขปัญหาไปแล้ว  มันสำปะหลัง  ยังมีปัญหาอยู่  ผมกำลังจะเร่งไปดูในเรี่องของการขาดแคลน ลานที่เข้ามาร่วมในโครงการรับจำนำในหลายพื้นที่  รวมทั้งภาคตะวันออกที่จังหวัดชลบุรี  ซึ่งผมไปมาเมื่อวานนี้  แล้วก็มีชาวไร่อ้อยนัดพบกับผม  พอดีมีไม่ไว้วางใจครับ  ก็คงจะเป็นสัปดาห์หน้า  

และสุดท้ายครับ  การเร่งรัดงบประมาณลงไปในพื้นที่  โดยเฉพาะงบฯ ของท้องถิ่น  ซึ่งยังค้างอยู่  รวมทั้งเป็นประเด็นที่หยิบยกมาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ  ขณะนี้ผมได้รวบรวมปัญหาอุปสรรคตัวเลขมาหมดแล้ว  ก็จะเร่งแก้ไขต่อไป  เพราะฉะนั้น อยากจะกราบเรียนพี่น้องประชาชนว่า รัฐบาลเดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่ แล้วก็ต้องการที่จะฟังเสียงสะท้อนต่าง ๆ จากพี่น้องประชาชนตลอดเวลา  การอภิปรายไม่ไว้วางใจผ่านพ้นไปแล้ว  เราก็เดินหน้าทำงานต่อไปภายใต้การตรวจสอบของพี่น้องประชาชน  พักกันสักครู่นะครับ  เดี๋ยวกลับมาพบกับการสนทนาร่วมกับพิธีกรรับเชิญครับ       

ช่วงที่ 2  

ผู้ดำเนินรายการ (ณัฏฐา โกมลวาทิน)  ท่านผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจมา  ได้เสียงมา 246 คะแนน  ถือว่ารอดมาแบบหวุดหวิดหรือว่ารอดมาแบบเกินความคาดหมาย 

นายกรัฐมนตรี  ที่จริงถ้าดูจากตัวเลขนะครับ  เราก็ให้ทางวิปรัฐบาลเขาคำนวณว่าจำนวน ส.ส. ที่ถือว่าอยู่ในฝ่ายรัฐบาลหักด้วยจำนวน ส.ส.ที่ลงคะแนนไม่ได้ก็คือรัฐมนตรี  จะมีอยู่ 237 แล้วก็มีผู้ที่ลาประชุม หรือมาไม่ทัน  ก็ลบไปอีก 3-4 ท่าน ก็จะเหลือ 233, 234 เพราะฉะนั้น การที่ได้รับคะแนนเสียงไว้วางใจ 246 ต้องถือว่ามากกว่าที่คาคคิด 

ผู้ดำเนินรายการ  ตรวจสอบแล้วเป็นเสียงมาจากทางงูเห่ากี่เสียง

นายกรัฐมนตรี  อย่าไปเรียกเขาเป็นงูเห่าเลยครับ คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีเอกสิทธิ์ เราอาจจะใช้คำนี้ อาจจะเป็นการใช้คำหลวม ๆ  แต่ว่ามีสิทธิหรือมีความเป็นอิสระตามรัฐธรรมนูญในการที่จะลงคะแนน และก็มีสมาชิกพรรค อาจจะมีพรรคเพื่อแผ่นดิน  พรรคประชาราช  แม้กระทั่งสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์  มีการตัดสินใจลงคะแนน  งดออกเสียงบ้าง  ไว้วางใจบ้าง  ไม่ไว้วางใจบ้าง  ผมก็ขอขอบคุณทุก ๆ ท่าน  แล้วก็ถือว่าท่านก็ให้โอกาสรัฐบาลในการทำงานต่อไป  หน้าที่จากนี้คือว่าเมื่อได้รับโอกาสแล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุด  ส่วนข้อท้วงติงหรือข้อมูลหรือข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา  จะเอาไปใช้ในการปรับปรุงการทำงานต่อไป  

ผู้ดำเนินรายการ  เสียงของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นายกษิต ภิรมย์) น้อยกว่าของท่านอื่นๆ เลย  ถ้าเป็นเกมกำจัดจุดอ่อนถือว่าจะต้องจัดการกับจุดอ่อนหรือเปล่าคะ

นายกรัฐมนตรี  มันไม่มีเกมกำจัดจุดอ่อนล่ะครับ  คือจริง ๆ แล้วทุกอย่างอยู่ที่เรื่องของประสิทธิภาพการทำงาน  แล้วก็อยู่ที่เราจะมีการประเมินว่ามีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนหรือไม่  ขอเรียนว่าในส่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประเด็นที่ถูกอภิปรายก็คงจะเป็นเรื่องการเคลื่อนไหวของท่านก่อนหน้าที่เข้ามาดำรงตำแหน่งส่วนหนึ่ง  กับเรื่องกัมพูชา  ซึ่งได้มีการชี้แจงไป  ผมคิดว่าการชี้แจงของท่านก็เป็นการชี้แจงที่ค่อนข้างชัดเจน  แต่ว่าเข้าใจดีว่ามีเพื่อนสมาชิกจำนวนมาก  ซึ่งอาจจะมีมุมมองที่แตกต่าง และได้แสดงความรู้สึก  สะท้อนความรู้สึกนี้มาค่อนข้างต่อเนื่องเหมือนกัน  แต่ว่าคะแนนเสียงของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 237 เสียงก็มากกว่า  234 ที่ผมได้เรียนไปเมื่อสักครู่นะครับ 

ผู้ดำเนินรายการ  ท่านนายกรัฐมนตรีทำงานมา 82 วัน ประเมินตัวเอง..... (สัญญาณเสียงขัดข้อง) ......

นายกรัฐมนตรี  คือผมเป็นคนที่คิดว่าถ้าประเมินตัวเองต้องประเมินเงียบ ๆ ถ้าต่อสาธารณะต้องให้สาธารณะเป็นคนประเมิน  แต่สิ่งที่ผมยืนยันได้คือว่า ผมทำงานไม่หยุดนะครับ  เพราะผมรู้ว่าประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤต  แล้วประชาชนก็มีความยากลำบากอยู่  โดยเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจ  ข้อที่ 2 คือว่าผมทำงานโดยไม่มีผลประโยชน์อื่น  ผมยึดประโยชน์ของส่วนรวมอย่างเดียว  ส่วนความสำเร็จความล้มเหลวในการทำงานต้องให้คนอื่นประเมิน  แต่ผมคิดว่าระยะเวลาที่ทำงานมา  เมื่อกี้นับเท่าไหร่นะครับ 80 กว่าวัน  ยังไม่ถึง 99 วัน  ซึ่งยังใช้เป็นตัวที่เราคิดว่าจะต้องมีอะไรชัดเจน  ผมก็ได้ทำงานหลายอย่าง ได้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้  อย่างเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจก็มีแผนรอบ 1 งบประมาณผ่านสภาฯ เรียบร้อย เงินกำลังลงไปถึงมือประชาชน   มีการเตรียมการรอบ 2 รอบ 3 เอาไว้แล้ว  แล้วในแง่ของการสร้างความเชื่อมั่นได้ทำให้สถานการณ์หลายอย่างมีความนิ่ง  หรือมีเสถียรภาพมากขึ้น  ต่างประเทศมีความเข้าอกเข้าใจมากขึ้นต่อความเปลี่ยนแปลงที่ได้เกิดขึ้น  และได้มีการจัดการประชุมสำคัญคืออาเซียนผ่านไปเรียบร้อย  เพราะฉะนั้น  เมื่อมองรวม ๆ ใน 82 วัน  ก็เป็นไปตามเป้าหมาย  จะถามว่าพอใจได้ไหม  ตอนนี้ยังพอใจไม่ได้  เพราะว่าเศรษฐกิจยังเผชิญกับปัญหาอยู่   

สิ่งที่ผมอยากจะถือโอกาสเรียนให้ทราบสักนิดหนึ่งคือว่า  ไม่อยากให้พี่น้องประชาชนตกอกตกใจกับเรื่องเศรษฐกิจ  จริงครับปัญหาหนัก  ผมเป็นคนที่ต้องการพูดความจริงกับประชาชน  แต่ผมคิดว่าถ้าเราร่วมมือกันทุกอย่างจะผ่านไปได้  ไม่ต้องไปกลัวนะครับที่มีคนบอกว่า เราจะไม่มีทางอื่นเลย ต้องไปกู้เงินมา ขณะนี้ทั่วโลกต้องทำอย่างนี้  พูดง่าย ๆ คือว่า เวลานี้พอการค้าขายมันลดลงไป  เพราะว่ากำลังซื้อมันหายไปจากประเทศที่เขาเจอวิกฤตธนาคาร วิกฤตสถาบันการเงิน  อย่างประเทศเราพอส่งออกหาย รายได้ประชาชนก็ลดลง  ก็มีการปลดคนออกจากงาน  พอนำเข้าลดลง  ภาษีอากรก็เก็บได้น้อยลง  ทุกประเทศเป็นอย่างนี้หมด  ผมเดินทางไปต่างประเทศมีแต่คนถามในทางตรงกันข้ามว่า เรากระตุ้นเศรษฐกิจน้อยไปหรือเปล่า  ทำไมไม่กระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม  แล้วก็จริง ๆ ในการประชุม G 20 ที่กำลังจะมีขึ้น  เขากำลังมีข้อเสนอว่าทุกประเทศจะต้องมีการขาดดุลงบประมาณ มีการกู้เงินอย่างน้อยเท่าไหร่  เพื่อที่จะช่วยกันทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นขึ้นมา

ต้องเรียนอย่างนี้ครับว่า การค้าขาย กำลังซื้อหดหายไป  ถ้าเราอยู่เฉย  สิ่งที่เกิดขึ้นคือคนตกงาน  พอคนตกงานก็ยิ่งซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจ  รัฐบาลก็ต้องเข้าไปลงทุนในอย่างนี้ ใช้จ่ายเอง  พอรัฐบาลลงทุนเอง ใช้จ่ายเอง  ถามว่าเงินจะมาจากไหน  ก็มี 3 ทาง  ขึ้นภาษี  กู้เงิน หรือขายทรัพย์สมบัติของชาติ  ใน 3 ทางเลือกนี้ ผมไปทางการกู้เงิน  แต่ว่าทางการกู้เงินก็จะทำโดยมั่นใจนะครับว่า ไม่กระทบกระเทือนต่อเสถียรภาพในภาพรวมของเศรษฐกิจ  เพราะเขาจะมีเกณฑ์ มีมาตรฐานของเขาอยู่ในระดับสากล  ซึ่งก็มีการเทียบเคียงอยู่ในขณะนี้ว่า หนี้สาธารณะของเราเป็นอย่างไร  หนี้ต่างประเทศเป็นอย่างไร  ขอบอกได้เลยนะครับว่าเราอยู่ในเกณฑ์ที่ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีทีเดียวในเรื่องนี้    

ผู้ดำเนินรายการ  กลับมาในเรื่องการกู้เงิน แสดงว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรก ที่มีลด แลก แจก แถม ....ผู้สูงอายุ หรือว่าอื่น ๆ  ไม่สำเร็จหรือคะ

นายกรัฐมนตรี  ไม่ใช่ครับ  คือผมบอกตั้งแต่ต้นว่าเราต้องทำงานเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกคือหยุดยั้งการที่เศรษฐกิจกำลังหดตัวอย่างรุนแรง  ซึ่งมาตรการที่จะกระตุ้นตรงนั้นคือต้องเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน  ก็เป็นการขาดดุลงบประมาณเพิ่มเติมมา  งบประมาณก็ขาดดุลอยู่ก่อนหน้านี้อยู่แล้ว  ก่อนที่ผมจะเข้ามา  มันมีความจำเป็น  เพราะถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว ในช่วงเดือนมีนาคม เมษายน พฤษภาคม จะหนักหนาสาหัสมาก  แต่ผมก็บอกแล้วว่า ตรงนี้คือการประคับประคองเศรษฐกิจ  แต่พอระยะต่อไปเราต้องลงทุนครับ  เราต้องลงทุนเรื่องแหล่งน้ำ  เราต้องลงทุนเรื่องรถไฟ  เรื่องถนนหนทาง  ลงทุนเรื่องโรงเรียน  ลงทุนเรื่องโรงพยาบาล  ซึ่งเราจะไม่ลงทุนก็ได้  แต่เศรษฐกิจนอกจากจะซบเซาแล้ว  พอเศรษฐกิจโลกฟื้นขึ้นมา  เราจะขาดความพร้อม  เราจะแข่งขันไม่ได้  วันนี้เราต้องตัดสินใจมองไปในระยะกลาง ระยะยาว และผมมั่นใจครับ  มั่นใจเลยว่าถ้าเราลงทุนตามแนวทางนี้  พอเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้นมา เศรษฐกิจเราฟื้นตัวขึ้นมา  เราจะมีความพร้อมในการแข่งขัน และเราจะมีรายได้เพียงพอที่จะย้อนกลับมาชำระหนี้ได้สบาย ๆ  

ผู้ดำเนินรายการ  เรื่องการกู้เงินโดนวิพากษ์วิจารณ์กันค่อนข้างหนักว่าจะเพิ่มหนี้สินให้กับประเทศ

นายกรัฐมนตรี  ผมเรียนตรง ๆ ว่าอันนี้คงเป็นในเรื่องของการเมือง อย่างที่เรียนก็คือขณะนี้ทั่วโลกเขาก็มองตรงกันว่าต้องทำอย่างนี้   ถ้าไม่ทำอย่างนี้  มีบางประเทศพยายามไม่ทำอย่างนี้  เศรษฐกิจหดตัวหนัก  นั่นประการที่ 1 ประการที่ 2 บางทีก็มีความพยายามที่จะพูดกันง่าย ๆ ว่าใช้เป็นเรื่องทางการเมืองว่า สงสัยผมหรือรัฐบาลของพรรคจะต้องกู้เงิน  แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่  อย่างช่วงไม่ไว้วางใจก็ชี้แจงไปแล้ว  ว่าจริง ๆ รัฐบาล  ครั้งที่แล้วที่ผมเป็นรัฐบาล  เข้ามาก็มีการกู้เงินไปแล้ว  และเข้ามาบริหารจนกระทั่งเศรษฐกิจจากติดลบก็กลับมาเป็นบวก  กลับมาเป็นบวกแล้วก็สามารถที่จะหยุดการกู้เงินได้ด้วย  คือพูดง่าย ๆ คือรัฐบาลก่อนนั้นไปเซ็นสัญญากู้ไว้  ก็ไม่ต้องกู้เต็มจำนวน  และความจริงตอนนั้นจะใช้หนี้เร็วก็ใช้ได้  แต่ว่าบังเอิญคำนวณแล้วถ้าใช้หนี้เร็ว ขาดทุนเรื่องดอกเบี้ย  เลยคิดว่าไม่ต้องไปทำ แม้ว่าจะได้หน้าได้ตาก็ไม่ต้องไปทำ  รักษาผลประโยชน์ของประเทศก่อน  หลังจากนั้นมาก็มีทั้งใช้หนี้คืนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และก็มีการกู้หนี้ใหม่  กู้มาทำรถไฟฟ้า  ขาดดุลงบประมาณ  ปี 2545 ก็ขาดดุล  ปี 2546 ก็ขาดดุล  ปี 2547 ก็ขาดดุล  2 ปีที่ผ่านมาก็ขาดดุล  แล้วรัฐบาลที่แล้วก่อนที่จะพ้นไป  ก็มีความคิดที่จะไปกู้เงินเหมือนกัน  เพราะฉะนั้น ผมถึงบอกว่าจริง ๆ ไม่ใช่เรื่องแปลก  แต่อาจจะถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นทางการเมือง  ก็ไม่เป็นไร  เราก็ชี้แจงไป  แต่ไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนกตกใจ  

ผู้ดำเนินรายการ  ขอตัวเลขชัด ๆ ได้ไหมคะ ตอนนี้หนี้ของคนไทยต่อหัวต่อปีจะสักประมาณเท่าไหร่

นายกรัฐมนตรี  ผมอยากให้คิดอย่างนี้ครับ  วิธีที่เขาดูในภาพรวมของประเทศ  เขาจะดูหนี้สาธารณะคือหนี้ของรัฐบาล บวกกับหนี้ของรัฐวิสาหกิจ ที่ไปค้ำประกันอะไรต่าง ๆ เทียบกับรายได้แต่ละปี  ปัจจุบันตัวเลขประมาณสิ้นปีที่แล้วอยู่ที่ประมาณ 38 เปอร์เซ็นต์  38 เปอร์เซ็นต์นี่จากการที่เศรษฐกิจหดตัว  เพราะฉะนั้น รายได้ก็จะหดตัว  แล้วก็หนี้ที่เพิ่มขึ้นจากการที่จัดเก็บภาษีได้น้อยลง  จากความจำเป็นที่ต้องใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ  ก็คาดกันว่าตัวเลขนี้อาจจะขึ้นไปถึงใกล้  50 เปอร์เซ็นต์  และใน 2-3 ปีข้างหน้า ก็มีความเป็นไปได้อาจจะถึง 60 ก็ได้  ถามว่า  60 น่ากลัวไหม  ก็ต้องตอบว่า ในช่วงวิกฤตที่ผ่าน ๆ มา  เราจะขึ้นถึงประมาณ 60-65 เปอร์เซ็นต์  ขณะนี้หลายประเทศเกินร้อยไปแล้ว หลายประเทศ  70-80 เปอร์เซ็นต์ แต่อย่างที่เรียนคือว่าถ้าเราใช้เงินในส่วนที่เพิ่มขึ้นมา  มาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานซึ่งเป็นความตั้งใจของรัฐบาล  เราจะสามารถทำให้เมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้นมา เราก็มีรายได้เพิ่มขึ้น  มันก็จะมีเงินที่กลับมาชำระหนี้เอง  ส่วนทางเลือกอื่น ถามว่าภาษีดูไหม  ยอมรับตรง ๆ ว่าดู  และถ้าดู  ตัวแรกที่ดูก็พวกเหล้า พวกเบียร์  ซึ่งถ้ามีความจำเป็นที่จะมาช่วยแบ่งเบาภาระตรงนี้ก็จะทำ  ส่วนการขายทรัพย์สินของชาติขณะนี้ไม่คิดจะทำครับ  

ผู้ดำเนินรายการ การเก็บภาษีที่ดิน ภาษีมรดก  ที่เคยตั้งประเด็นไว้ยังเดินหน้าต่อไปไหม 

นายกรัฐมนตรี  ยังเดินหน้าอยู่ครับ  แต่ต้องทำเป็นกฎหมาย และจะมีรายละเอียดค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้น อยากจะให้เข้าใจนะครับว่าไม่ต้องห่วงเลย  สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทุกประเทศต้องทำ   และถ้าไม่ทำ  ผมเรียนอย่างนี้  ถ้าไม่ทำอะไรจะเกิดขึ้น  เศรษฐกิจจะหดตัว  คนจะตกงาน  มันจะเข้าไปเป็นวงจร  พอเศรษฐกิจหดตัว คนตกงาน  รัฐก็เก็บภาษีไม่ได้อยู่ดี  หนี้ก็เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ  เพราะว่ารัฐบาลต้องไปกู้เงินมาปิดหีบงบประมาณ  ก็จัดเก็บภาษีได้น้อย ต่ำกว่าเป้า เพราะฉะนั้น ตรงนี้อยากจะเรียนว่า อยากจะให้สบายใจและขอยืนยันครับ  ผมเองเข้ามาเป็นรัฐบาลในช่วงวิกฤต ครั้งนี้ครั้งที่  2  เราไม่เคยทำให้ประเทศชาติเสียหายในระยะยาว  ตรงกั