
มาร์คยันสอบน้ำเลี้ยงแดงไม่แกล้งใคร
"จตุพร"อัดดีเอสไอทำตามใบสั่ง"สุเทพ" ขู่ฟ้องหมิ่น"เทพไท"อ้างโยงม็อบป่วนศาล ย้ำศาลให้ประกันเพราะเป็นส.ส.ไม่มีเงื่อนไข อัดปปง.ไล่อายัดบัญชีคนเสื้อแดงแต่ไม่แตะบัญชีพันธมิตร โฆษกพท.จี้กลต.สอบอภิสิทธิ์-ศิริโชค-จุติฐานปั่นหุ้นไทยคม ซัดนายกฯหลอกคนแก่สร้าง
(20มิ.ย.) ที่พรรคเพื่อไทย เมื่อเวลา 11.00 น. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำนปช. กล่าวถึงกรณีที่ดีเอสไอทำคำร้องขอคัดค้านประกันตัวตนว่า ทางดีเอสไอยื่นเหตุผลในการคัดค้านการประกัน 2 ข้อ คือ 1. เกี่ยวพันกับเหตุการณ์วุ่นวายเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ที่ดีเอสไอนำแกนนำนปช.ทั้ง 11 คน ไปฝากขังที่ศาลอาญา และมีการกระทำที่ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และ 2. ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการเสียชีวิตของอ้วน บัวใหญ่ นปช.โคราช ว่ามีการทำตัวเป็นศาลเตี้ย และจะทำให้ปัญหาลุกลามบานปลาย ว่าเป็นการกระทำที่ขัดกับหลักเกณฑ์การให้ประกันตัว จึงต้องชี้แจงว่า การยื่นคัดค้านประกันตัวข้อแรกของดีเอสไอ เหมือนกับที่นายเทพไท เสนพงษ์ โฆษกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ให้สัมภาษณ์กล่าวหาตนว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์วุ่นวาย ทั้งที่เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ตนเดินทางไปที่ศาลอาญาเพื่อเป็นเพื่อนกับกัลยาณมิตรที่ร่วมต่อสู้ด้วยกันมา และตลอดเวลาก็อยู่ภายในศาล รอรับฟังศาลว่าจะอนุญาตให้ประกันตัวหรือไม่ และเมื่อศาลไม่อนุญาต แล้วเวลาตนเดินทางกลับ ก็เป็นช่วงที่คนเสื้อแดงทยอยเดินทางกลับกันแล้ว ดังนั้นประจักษ์พยานที่จะยืนยันเรื่องนี้ได้ดีที่สุดคือเจ้าหน้าที่ศาลที่อยู่ในที่เกิดเหตุ
นายจตุพร กล่าวต่อว่า การเดินทางของคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ไม่ได้แตกต่างอะไรกับเหตุการณ์ที่ตนเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาที่ดีเอสไอเมื่อวันที่ 25 พ.ค. และที่ไปศาลอาญาพร้อมนายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. แต่ทั้ง 2 ครั้งไม่เคยมีการร้องว่าตนมีส่วนเกี่ยวข้อง ดีเอสไอเพิ่งจะมาร้องต่อศาลเมื่อนายเทพไทให้สัมภาษณ์เท่านั้น รวมทั้งสิ่งที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ระบุว่า ตนอยู่ข้างนอกก็ก่อเหตุวุ่นวายตลอด ทั้งนี้ตนได้มอบหมายให้ทีมทนายความเตรียมการฟ้องร้องนายเทพไท ในข้อหาหมิ่นประมาท ใส่ความด้วยความเท็จแล้ว และอยากถามนายสุเทพ ว่าหากใครไม่เห็นด้วยกับนายสุเทพ ก็ถือว่าก่อความวุ่นวายแล้วควรจะถูกนำตัวไปขังในคุกไว้ใช่หรือไม่
นายจตุพร กล่าวอีกว่า สำหรับการให้สัมภาษณ์ของตนเกี่ยวกับอ้วน บัวใหญ่ นั้น ก็ไม่ได้ขัดกับหลักเกณฑ์ใดๆที่ศาลอนุญาตให้ประกันตัว เพราะดูจากเอกสารแล้วศาลอนุมัติให้ประกันตัวด้วยเหตุผลเดียว คือ เป็นส.ส.คาดว่าจะไม่หลบหนี ไม่ได้ห้ามเดินทางออกนอกประเทศด้วยซ้ำ และนัดหมายให้มาศาลอีกครั้ง ในวันที่ 28 ก.ค. ดังนั้นในระหว่างนี้ตนสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้ตลอด รวมทั้งทำหน้าที่ของส.ส. ให้สัมภาษณ์ หรือแสดงความคิดเห็นอะไรก็ได้ตามสิทธิเสรีภาพ โดยศาลไม่ได้มีข้อห้ามอะไร
นายจตุพร กล่าวต่ออีกว่า สำหรับการอายัดบัญชีและการทำธุรกรรมทางการเงินของผู้ที่สนับสนุนการชุมนุมของนปช. 83 ราย ของปปง. ซึ่งเป็นการอายัดเงินที่มั่วที่สุด เอาธุรกรรมทางการเงินธรรมดาไปรวมให้เห็นว่ามีการเคลื่อนไหวในบัญชีผิดปกติ ทั้งที่บางอย่างเป็นรายได้จากการทำมาหากิน ซึ่งต้องถามว่าหากอายัดบัญชีทางการเงิน และห้ามทำธุรกรรมทางการเงินของคนที่สนับสนุนนปช.เพราะถูกข้อหาว่าก่อการร้าย แล้วคนที่บริจาคเงินให้กลุ่มพันธมิตรฯ ที่ถูกข้อหาก่อการร้ายเหมือนกัน เหตุใดไม่มีการเปิดเผยบัญชี ไม่มีการอายัด หรือไม่มีการห้ามทำธุรกรรมทางการเงิน รวมทั้งอยากถามปปง.ด้วยว่าทราบหรือไม่ว่าใครเอาเรื่องนี้ไปตบทรัพย์ ขอให้ตรวจสอบตัวเองด้วย และจะบอกว่าคนที่เอาไปตบทรัพย์นั้นมียศ มีตำแหน่งด้วย
โฆษกพท.จี้กลต.สอบ“อภิสิทธิ์-ศิริโชค-จุติ”ฐานปั่นหุ้นไทยคม
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า การ ปั่นหุ้นไทยคมที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)ได้ขึ้นบัญชีไทยคมเป็นหุ้นที่มีอัตราการเปลี่ยนมือสูง มีราคาสูงทั้งที่เป็นหุ้นที่ไม่มีกำไรนั้นก.ล.ต.ควรทำเรื่องดังกล่าวให้เป็นบรรทัดฐาน เพราะเห็นชัดเจนแล้วว่ามีการปั่นหุ้นจริง จึงอยากเรียกร้องให้กลต.เรียกนายศิริโชค โสภา คนใกล้ชิดนายกฯและนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ มาชี้แจงกรณีที่มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับการให้ข่าวจนทำให้หุ้นขึ้นผิดปกติด้วยการใช้ข้อมูลอินไซต์เดอร์ รวมถึง ต้องเรียกนายจุติ ไกรฤทธิ์ รมว.ไอซีที ไปชี้แจงด้วย ต้องทำให้เป็นบรรทัดฐาน เพราะวันนี้มีการใช้ข้อมูลเขิงลึกทำให้มีส่วนได้ส่วนเสีย นักลงทุนกลายเป็นแมงเม่า การให้ข่าวลักษณะแบบนี้แล้วไม่มีความผิดตามพ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ ต่อไปก็จะมีคนใกล้ชิดนายกฯออกมาพูดอีก จึงขอเรียกร้องให้กลต.ดำเนินการให้ถูกต้องและดำเนินคดีให้เป็นบรรทัดฐานต่อไป
ซัด“นายกฯ”หลอกคนแก่สร้างแผนปฏิรูปประเทศไทยซื้อเวลา
นายพร้อมพงศ์ กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ทาบทามนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย และ นพ.ประเวศ วะสี เป็นกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ เตรียมแผนปฏิรูปประเทศไทยหวังผล 3 ปี ว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์หลอกคนแก่มาสร้างแผนปฏิรูปเป็นการบังหน้าลดความกดดันทางการเมือง และแหกตาประชาชนให้มีความหวังว่าจะมีการปฏิรูปประเทศไทยให้ดีขึ้น ทั้งที่ความจริงรัฐบาลหวังเบี่ยงเบนกระแสในเรื่องการสั่งให้สังหารหมู่ประชาชนเท่านั้น ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาจริงๆ สิ่งที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ตั้งสารพัดคณะกรรมการจำนวนมากก็เพื่อจะซื้อเวลาให้อยู่ในตำแหน่งจนครบเทอมในปีหน้า โดยใช้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย คณะกรรมการเพื่อความปรองดอง เป็นเครื่องมือทางการเมืองให้รัฐบาล เป็นตัวช่วยสร้างความชอบธรรมให้อยู่บริหารงานต่อไป รวมถึงช่วยตั้งกติกาใหม่เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ภายใต้การสั่งการของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อให้รัฐบาลมีความได้เปรียบมากที่สุด
โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวต่อว่า เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์หมดวาระ ก็ถึงเวลาเลือกตั้งใหม่พอดี เป็นการดำเนินการที่มีวาระซ้อนเร้นแอบแฝงก๊อบปี้รูปแบบเช่นเดียวกับคณะปฏิวัติเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 49 คณะกรรมการปฏิรูปการเมืองก็ถือว่าเป็นร่างทรงของคณะปฏิวัติปี 2549 จะเห็นได้จากคนที่ไม่มีจิตวิญญาณของความเป็นประชาธิปไตยมาเป็นประธานและคณะกรรมการ เช่น นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากรัฐบาลเผด็จการ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่เคยเข้าสู่ระบบการเลือกตั้ง นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง เป็นนักวิชาการสีเหลืองมีมุมมองเดียวกันกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เคยมีความคิดเห็นว่า ต้องการการแต่งตั้งมากกว่าการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นมุมมองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยแล้วจะมาร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างไร คณะทำงานที่ตั้งขึ้นมีแต่ภาคนักวิชาการที่เลือกข้างรัฐบาล ไม่มีภาคประชาชน แล้วรัฐธรรมนูญที่จะแก้ใหม่จะมีความเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร
นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลต้องทำแผนปรองดอง 5 ข้อ ตั้งคณะกรรมการ 4 ชุด รวมถึงคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทยเพราะต้องการเบี่ยงเบนประเด็น สร้างภาพสมานฉันท์กลบเกลื่อนความผิดในการสั่งฆ่าประชาชน ซึ่งผ่านมา 2 เดือนกว่า ไม่มีการสอบสวนการใช้กำลังของทหารแต่กับตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนกลุ่มผู้ชุมนุมที่เป็นผู้เสียหายจากการถูกล้อมปราบ รวมถึงนักการเมืองฝ่ายค้านที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาลที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลที่ลุแก่อำนาจใช้กฎหมายเกินกว่าเหตุจำเป็น โดยรัฐบาลดำเนินคดีผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตั้งข้อหาก่อการร้าย ระงับธุรกรรมทางการเงิน 83 บัญชีทั้งบุคคลและนิติบุคคลแบบเหวี่ยงแห
“ขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ว่าอย่าหลอกคนแก่มาสร้างภาพ หรือทำแผนปฏิรูปแหกตาประชาชน วันนี้รัฐบาลควรจะปฏิรูปตัวเองเสียก่อน ก่อนที่จะปฏิรูปประเทศหรือประชาชน โดยเลิกปองร้ายฝ่ายตรงข้าม รู้จักให้อภัยสำนึกในความผิดและใช้กฎหมายให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ให้กระบวนการยุติธรรมสอบสวนหาคนผิดและข้อเท็จจริง โดยไม่สกัดกั้น เมื่อความจริงปรากฎความยุติธรรมมีความสามัคคีและความปรองดองก็เกิดขึ้น ไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณ ไม่ต้องใช้คณะกรรมการจำนวนมาก ไม่ต้องเสียเวลา เพียงแต่รัฐบาลจะมีความจริงใจหรือกล้าที่จะทำหรือไม่ ” โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าว
"นายกฯ"ยันตรวจน้ำเลี้ยงเสื้อแดงไม่กลั่นแกล้งใคร
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังจัดรายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯ ถึงกรณีที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) ตรวจสอบเส้นทางการเงินท่อน้ำเลี้ยงของกลุ่มคนเสื้อแดง ว่า มันจะมีกระบวนการขั้นตอนอยู่แล้วที่ศอฉ.จะดำเนินการ คือ ผู้ที่เกี่ยวข้องก็มาชี้แจง เมื่อชี้แจงการทำธุรกรรมอะไรต่างๆแล้วเรื่องก็จบ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ต้องไปชี้แจงกัน
เมื่อถามว่าตอนนี้มีความพยายามจะกล่าวหารัฐว่าใช้กลไกของพรก.ฉุกเฉินไปกลั่นแกล้งทางการเมือง นายกฯ กล่าวว่า ไม่ใช่ คือฐานที่มาของการออกคำสั่งต่างๆดูจากการเคลื่อนไหวของเงินแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าช่วงหลายเดือนที่มีการถอนเงินสดจำนวนที่ค่อนข้างสูงผิดปกติ ตนคิดว่าเป็นจุดหนึ่งที่จำเป็นต้องมีการชี้แจงก็เท่านั้นเอง
เมื่อถามว่า การที่สามารถปิดท่อน้ำเลี้ยงได้เป็นส่วนหนึ่งทำให้การวินาศกรรมตอนนี้หยุดยุติลงไปเลย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าถ้าเราสามารถที่จะควบคุมการสนับสนุนในทางต่างๆได้ ซึ่งช่วยทำให้การดูแลความสงบเรียบร้อยทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ เพราะฉะนั้นผมย้ำนะครับว่าศอฉ.และรัฐบาลไม่มีความคิดจะไปกลั่นแกล้งอยู่แล้ว จะเห็นได้ว่าเวลาที่มีการขอทำธุรกรรมเช่นจ่ายค่าน้ำค่าไฟ ชำระหนี้ จ่ายเงินพนักงานก็มีการอนุญาตให้ ไม่ได้มีปัญหาอะไร”นายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่า ประเมินหรือไม่ว่าการวินาศกรรมที่เคยเกิดขึ้นคู่ขนานกับช่วงที่มีการชุมนุมแล้วช่วงนี้ขาดหายไปเกิดจากอะไร นายกฯ กล่าวว่า มันคงหลายปัจจัย คือ เหตุการณ์การชุมนุมเพิ่งยุติไป แต่ว่าก็ไม่ควรประมาท และการที่ต้องวางแนวทางในการป้องกันก็เป็นเรื่องที่สำคัญ และการให้การสนับสนุนในเรื่องทางการเงินก็เป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่ง
เมื่อถามว่า การทำธุรกรรมทางการเงินมีการตั้งข้อสังเกตว่าคนที่ใกล้ชิดหรือฝ่ายการเมืองนั้นศอฉ.จะพยายามละเว้นไว้บางคนบางพวก นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบเลย เพราะตนไม่ได้ลงไปดูในรายละเอียด และตนก็ไม่ได้อยู่ในกรรมการศอฉ. แต่ว่าที่ผ่านมาเขาก็จะมีเกณฑ์ของเขาอยู่ในเรื่องของการดูจากการเคลื่อนไหวของกระแสเงินที่มีการรายงาน เพราะกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่วนหนึ่งมันต้องมีการรายงานเวลาที่มีการใช้เงินสดในปริมาณที่สูงอยู่แล้ว และส่วนที่สองเขาก็จะดูความเชื่อมโยงหลังจากที่มีการดำเนินการจับกุมคนที่เกี่ยวข้องกับคดีก่อการร้าย เพราะฉะนั้นมันจะมีหลักเกณฑ์ของมันอยู่ว่าใครเกี่ยวข้องไม่เกี่ยวข้องบ้าง
เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าจะไม่มีเจ้าหน้าที่ใช้ช่องทางนี้ตบทรัพย์ นายกฯ กล่าวว่า ถ้ามีก็ขอให้มีการร้องเรียนมา ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบ



