
เลขาฯหอค้าอีสานชี้ศก.6%แต่ไม่ถึงรากหญ้า
เลขาธิการหอการค้าอีสาน ระบุ เศรษฐกิจไทยโต 6 เปอร์เซ็นต์ตามคำนายก แต่ไม่ก่อประโยชน์ต่อรากหญ้า เหตุเป็นการเติบโตเพียงอุตสาหกรรมด้านเดียว ไม่ส่งผลต่อภาพรวม จี้รัฐบาลเร่งกระตุ้นภาคท่องเที่ยว - การใช้จ่ายภายในประเทศกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ออกโรงค้านมาตรการจำ
นายทวิสันต์ โลณานุรักษ์ เลขาธิการหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวถึงกรณี ที่นายรัฐมนตรี ออกมาให้ข่าวว่า รัฐบาลยังคงประกาศให้ใช้ พรก.ฉุกเฉิน ต่อและจะส่งผลให้ธุรกิจภายในประเทศเจริญเติบโตขึ้นอีก 6 เปอร์เซ็นต์ นั้น ส่วนตัวแล้วตนมองว่า การที่นายรัฐมนตรีออกมาพูดในแนวทางนี้แสดงให้เห็นว่าแนวทางการส่งออกน่าจะการเจริญเติบโตที่ดีขึ้นกว่าเดิน เนื่องจากการขนส่งระหว่างประเทศในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาได้ชะลอมานาน ดังนั้นหากมีจำนวนการส่งออกมากขึ้นก็จะแสดงให้เห็นถึงจำนวนออร์เดอร์ในการสั่งจากต่างประเทศมากขึ้นด้วย อีกทั้งจะส่งผลให้มีการจ้างงานที่จำนวนสูงขึ้นเช่นกัน
แต่ทั้งนี้ยังเชื่อว่าการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจในครั้งนี้จะไม่มีการกระจายรายได้ไปสู่ประชาชนในชนบท เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องการจับจ่ายใช้สอย เรื่องอุปโภคบริโภค และการท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัวมากนัก โดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยวที่ยังคงน่าเป็นห่วงมากที่สุดเกี่ยวจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศ และเรื่องของการอุปโภคบริโภค ที่ปัจจุบันสังเกตได้ว่าจำนวนผู้ค้าปลีกมีจำนวนลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ในส่วนของเรื่องของการส่งออกนั้น มีแนวโน้มที่ดีขึ้นตามที่นายรัฐมนตรีได้กล่าวไว้ว่า เศรษฐกิจอาจจะมีการเจริญเติบโตได้ถึง 6 เปอร์เซ็นต์
แต่อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจของประเทศไทยวันนี้จะดูแค่การเจริญเติบโตไม่ได้ รัฐบาลต้องหันมามองทางด้านการกระจายรายได้สู่ชนบท เพราะการที่เศรษฐกิจเติบโตขณะนี้จะเห็นได้ชัดว่าจะมีเพียงบางกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ มีการเจริญเติบโตตามทิศทางของเศรษฐกิจเท่านั้น แต่จะมีอีกส่วนใหญ่ที่ยังยากจนและไม่ได้รับประโยชน์ ดังนั้นรัฐบาลควรจะนำข้องมูลเหล่านี้สู่การปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าหากประชาชนทุกคนมีความเป็นอยู่ที่ดีก็จะไม่มีการออกมาต่อต้านหรือเรียกร้องอะไร สังเกตได้ง่ายคือประชาชนทางภาคอีสานทำไมต้องออกมาขายแรงงานในกรุงเทพฯ ทั้งที่ทุกๆคนต้องการที่จะประกอบอาชีพอยู่ที่ภูมิลำเนาของตนเอง ทั้งนี้เพราะปัญหาเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวยจนคนอีสาน ทำให้ไม่สามารถอยู่ประกอบอาชีพที่ภูมิลำเนาของตนได้ และที่สำคัญที่รัฐบาลออกมาประกาศให้เกษตรกรทำนาได้ไม่เกิน 2 ครั้ง เนื่องจากประสบกับปัญหาภัยแล้ง แต่รัฐบาลไม่อาจจะมีมาตรการออกมาช่วยเหลือ ก็คล้ายกับยิ่งเป็นการซ้ำเติมเกษตรกร
ดังนั้นรัฐบาลควรที่จะต้องย้ำคิดอย่างละเอียดอ่อนที่ประกาศมาตรการอย่างนี้ออกมา เนื่องจากน้ำที่กักเก็บอยู่ในอ่างเก็บน้ำแต่ละแห่ง เดิมทีเกษตรกรจะนำน้ำเหล่านี้มาใช้ในการเพาะปลูก แต่ปัจจุบันรัฐบาลได้แจ้งให้เกษตรกรว่าน้ำส่วนให้เอาไว้ใช้ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งตนเชื่อว่าหากภาคอุตสาหกรรมเจริญเติบโตมาก็จะมีการจ้างงานมากขึ้น แต่ค่าแรงก็จะไม่เกิน 180 บาทต่อวัน แต่จะแตกต่างกับการใช้จ่ายที่จะต้องใช้จ่ายไม่ต่ำกว่าวันละ 200 บาทต่อวัน ดังนั้นเรื่องการกระจายรายได้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่รัฐบาลจะต้องเร่งแก้ไข
ส่วนประเด็นเร่งด่วนที่รัฐบาลจะต้องเร่งแก้ไขให้กับประชาชน มีอยู่ 2 อย่าง คือ 1.เรื่องน้ำ คือจะต้องมีการจัดการน้ำที่ดี คือการจัดแผนการใช้น้ำของอีสาน ที่จะต้องมีข้อมูลและแนวทางการแก้ไขที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ทุกวันนี้ต่างคนต่างแก้ปัญหา ซึ่งหากภาคอีสานสามารถแก้ไขปัญหาน้ำได้เศรษฐกิจของท้องถิ่นก็จะดีขึ้น ความเป็นอยู่จะดีขึ้น และคนอีสานก็จะไม่ทิ้งถิ่น เรื่องที่2. เรื่องการขนสินค้า เนื่องจากสินค้าในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าทุกๆภาค เนื่องจากการเป็นที่ราบสูง เมื่อบรรทุกสินค้ามาเป็นจำนวนมากก็จะต้องจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
"ดังนั้นทางภาคขนส่งอีสานจึงเรียกร้องให้มีการสร้างรถไฟรางคู่เพื่อบรรทุกสินค้ามาไว้ที่จุดศูนย์รวมของภาค เช่นจังหวัดนครราชสีมา , จังหวัดอุดรธานี , จังหวัดหนองคาย เพื่อที่จะลำเลียงส่งไปยังจังหวัดเล็กๆต่อไป ส่วนการเดินทางหากโดยสารรถไฟจากจังหวัดนครราชสีมา เพื่อไปยังกรุงเทพมหานคร ค่าโดยสารประมาณ 50 บาท แต่หากนั่งรถโดยสารไป ค่าโดยสารประมาณ 200 บาท ดังนั้น คนอีสานที่ประกอบอาชีพอยู่ที่กรุงเทพฯจะเดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านก็จะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัว ดังนั้นสินค้าอีสานจึงเป็นสินค้าที่แพงกว่าภาคอื่นๆเพราะค่าขนส่งที่มีราคาสูง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องมองถึงจุดนี้ด้วย" นายทวิสันต์ฯ กล่าว



