ข่าว

 แฉการเมืองกดดันถอด3ชื่อพ้นบัญชีดำ

แฉการเมืองกดดันถอด3ชื่อพ้นบัญชีดำ

20 มิ.ย. 2553

แฉ "การเมือง" กดดันถอด 3 ชื่อพ้นแบล็กลิสต์ ทั้งที่ไม่เคลียร์ ปปง.ย้ำส่งไป 86 รายชื่อ ยันเป็นอำนาจ ศอฉ.-ปัดถอดเอง ดีเอสไอเล็งเรียก "บิ๊กล็อต" สอบ ชี้ 28 เม.ย. "ครอบครัวชินวัตร" ถอนผิดปกติเกิน 1 หมื่นล. "พจมาน-โอ๊ค-เอม" แจงกลุ่มแรก

ความคืบหน้าในการดำเนินการต่อผู้ต้องสงสัยที่มีธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติที่อาจเกี่ยวข้องกับการชุมนุมหรือการก่อการร้าย จำนวน 83 รายชื่อ ยังคงเป็นที่กังขาในหลายประเด็น โดยเฉพาะการถอด 3 รายชื่อต้องสงสัยออกไปด้วยเหตุผลที่ยังไม่ปรากฏแน่ชัด

ศอฉ.รับถอด "สุริยะ-เอกราช-ธรรมนัส" เอง

 แหล่งข่าวในศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ยอมรับว่า ได้ถอด 3 รายชื่อ คือ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายเอกราช ช่างเหลา และนายธรรมนัส หรือ ร.อ.มนัส พรหมเผ่า พ้นจากบัญชีรายชื่อธุรกรรมทางการเงินที่ต้องสงสัยจริง โดยจากการตรวจสอบย้อนหลังตั้งแต่เดือนกันยายน 2552-พฤษภาคม 2553 พบว่าการฝากถอนเงินในช่วงดังกล่าวของทั้ง 3 คนเป็นเพียงการทำธุรกรรมเกี่ยวกับธุรกิจของตัวเอง ไม่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ตรวจสอบตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นำข้อมูลบุคคลเหล่านี้มาให้ เมื่อไม่พบว่าเกี่ยวข้องจึงถอดรายชื่อออก

 แหล่งข่าวระบุว่า การถอด 3 รายชื่อเป็นการตัดสินใจร่วมกันในที่ประชุมที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง เป็นประธาน ร่วมกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่เป็นคณะทำงานของ ศอฉ. จำนวน 13 หน่วยงาน เช่น ดีเอสไอ ปปง. กระทรวงต่างๆ

แฉ"การเมือง"กดดัน ก่อนถอด 3 ชื่อ

 "ประเด็นการถอนรายชื่อนี้ ฝ่ายการเมืองพยายามที่จะระมัดระวังมาก โดยไม่อยากให้มีเรื่องฟ้องร้องกันภายหลัง สังเกตได้จากที่นายสุเทพถามย้ำในที่ประชุมว่า ถ้าตรวจสอบแล้วไม่พบว่ามีธุรกรรมโยงใยก็ควรจะถอนรายชื่อออกเสีย" แหล่งข่าวจาก ศอฉ.ระบุ

 แหล่งข่าว ศอฉ.ยังเผยถึงบรรยากาศการประชุมในวันนั้นด้วยว่า เบื้องต้นดีเอสไอและ ปปง.ส่งรายชื่อมาให้ทั้งหมด 86 รายชื่อ ปรากฏว่าฝ่ายการเมืองพยายามกดดันให้มีการถอดรายชื่อบุคคลทั้ง 3 ออก ทั้งที่ทั้ง 3 รายชื่อยังมีข้อสงสัยบางประการ เช่น นายสุริยะซึ่งมีความใกล้ชิดขั้วอำนาจเก่า นายเอกราชซึ่งมีธุรกรรมทางการเงินมากผิดปกติในช่วงการชุมนุม และนายธรรมนัสมีความใกล้ชิดกับนายทหารเตรียมทหารรุ่น 10 (ตท.10) รุ่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และมีเงินหมุนเวียนสูงเกิน 2,000 ล้านบาท ในที่สุดฝ่ายการเมืองได้ขอให้ถอด 3 รายชื่อดังกล่าวโดยให้ออกเป็นมติของ ศอฉ. ท่ามกลางความอึดอัดใจของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ

ปปง.ปัดถอด 3 รายชื่อพ้นแบล็กลิสต์

 พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ รักษาการเลขาธิการ ปปง. กล่าวถึงกรณีการถอด 3 รายชื่อ ได้แก่ 1.นายเอกราช ช่างเหลา 2.นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และ 3.นายธรรมนัส หรือ ร.อ.มนัส พรหมเผ่า ออกจากบัญชีรายชื่อต้องสงสัยทำธุรกรรมทางการเงินผิดปกติว่า ไม่เคยเซ็นหนังสือเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนผู้ที่ทำธุรกรรมต้องสงสัย ยืนยันว่าหนังสือรายงานการทำธุรกรรมของ ปปง. ระบุรายชื่อบุคคลและนิติบุคคลที่ทำธุรกรรมต้องสงสัยไปทั้งหมด 86 ราย โดยหนังสือทั้ง 2 ฉบับ แบ่งให้แก่ ศอฉ. 1 ฉบับ และดีเอสไออีก 1 ฉบับ โดยทั้ง 2 ฉบับมีเนื้อหาเหมือนกัน

 "ทั้งนี้ ศอฉ.เป็นผู้มีอำนาจสั่งลดหรือเพิ่มรายชื่อผู้ที่เข้าข่ายทำธุรกรรมต้องสงสัยได้ แต่ในส่วนของ ปปง.เสนอไปทั้งหมด 86 รายชื่อ และไม่เคยเสนอให้เพิ่มหรือปรับลดรายชื่อแต่อย่างใด" พ.ต.อ.สีหนาท กล่าวยืนยัน

ยันไม่มีสินบนแลกถอดชื่อแบล็กลิสต์

 ส่วนข้อครหาว่าอาจมีการเสนอผลประโยชน์แลกกับการถูกถอดรายชื่อ พ.ต.อ.สีหนาท กล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนของ ปปง.รับสินบนเพื่อแลกกับการไม่ต้องถูกระงับการทำธุรกรรมทางด้านการเงิน เพราะ ปปง.ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ หรือจะไปยึดทรัพย์ของบุคคลเหล่านี้ ส่วนใครจะหลุดจากการขึ้นบัญชีดำก็ไม่เกี่ยวกับ ปปง. เพราะ ปปง.มีหน้าที่รวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงินเท่านั้น เมื่อทำงานเสร็จก็ได้เสนอผ่านไปตามขั้นตอน ส่วนใครจะเป็นคดี หรือใครหลุดไม่หลุด ปปง.ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องเลย

 "ปปง.ไม่สามารถช่วยเหลือใครได้ ผลการวิเคราะห์ก็จะไปตามความจริง ใครที่มีธุรกรรมปกติก็เป็นปกติ หากใครไม่ปกติก็ไม่ปกติ ทั้งนี้ ปปง.มีเกณฑ์การพิจารณา ไม่ได้กลั่นแกล้งใคร เพราะมีข้อมูลพยานหลักฐานตามที่สถาบันการเงินรวบรวมมาให้" พ.ต.อ.สีหนาท กล่าว

3 ชื่อหลุดแบล็กลิสต์ วงเงินเกิน 4 พันล้าน

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบประวัติของ 3 รายชื่อที่ถูกถอดออกจากบัญชีเดิม 86 รายชื่อ พบว่าในช่วงเดือนกันยายน 2552-พฤษภาคม 2553 แต่ละรายล้วนมีวงเงินหมุนเวียนอย่างมหาศาล และบางรายก็มีประวัติทางการเมืองใกล้ชิดขั้วอำนาจเก่า

 1.นายเอกราช ช่างเหลา ระหว่างเดือนกันยายน 2552-พฤษภาคม 2553 มีการทำธุรกรรมทางการเงินกับสถาบันการเงิน มียอดเงินหมุนเวียนประมาณ 1,281 ล้านบาท โดย ศอฉ.มีข้อมูลว่านายเอกราชถอนเงินคราวละหลายร้อยล้านบาท รวมแล้วเกือบ 1,000 ล้านบาท

 2.นายธรรมนัส หรือ ร.อ.มนัส พรหมเผ่า ในช่วงเดือนกันยายน 2552-พฤษภาคม 2553 มีการทำธุรกรรมทางการเงินกับสถาบันการเงิน โดยมียอดเงินหมุนเวียนประมาณ 2,335 ล้านบาท ฝากประมาณ 1,231 ล้านบาท ถอนประมาณ 1,104 ล้านบาท

 2.นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในช่วงเดือนกันยายน 2552-พฤษภาคม 2553 มีการทำธุรกรรมทางการเงินกับสถาบันการเงิน โดยมียอดเงินหมุนเวียนประมาณ 866 ล้านบาท ฝากประมาณ 444 ล้านบาท ถอนประมาณ 422 ล้านบาท

"เอกราช"เจ้าสหกรณ์-ว่าที่ผู้สมัคร ภท.

 จากการตรวจสอบประวัติการทำธุรกิจพบว่านายเอกราชมีธุรกิจอยู่ 4 บริษัท คือ 1.หจก.รวมทองภิวัตร ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่ จ.ขอนแก่น ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท 2.บริษัท หนึ่งนคร จำกัด ประกอบธุรกิจบ้านจัดสรรที่ จ.ขอนแก่น ทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท 3.หจก.หนึ่งนคร บิวดิ้ง ประกอบธุรกิจจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ จ.ขอนแก่น ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท 4.หจก.หนึ่งนคร ลิสซิ่ง ประกอบธุรกิจจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ จ.ขอนแก่น ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ 3 และ 4 จดทะเบียนการค้าเมื่อปี 2553

 ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าจากการตรวจสอบข้อมูลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่าเดิมแต่ละบริษัทมีวงเงินอยู่ราวๆ 10 ล้านบาท โดยมีบริษัท หนึ่งนคร จำกัด มีรายได้เพียง 10 ล้านบาทเศษ ขณะที่บริษัทอื่นเพิ่งก่อตั้งไม่นาน และมีวงเงินหมุนเวียนไม่มากนัก

 ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้นายเอกราชเคยออกมาชี้แจงว่าดำรงตำแหน่งผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครู จ.ขอนแก่น, ประธานชมรมสหกรณ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และรองประธานสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย ทั้งยังเป็นเจ้าของหมู่บ้านจัดสรรใน จ.ขอนแก่นหลายแห่ง และทำธุรกรรมอย่างโปร่งใส ส่วนเงินที่เคลื่อนไหวเพื่อเตรียมจัดซื้อสลากการกุศลจากกองสลากมาจำหน่ายเท่านั้น

 นอกจากนี้นายเอกราชยังชี้แจงด้วยว่าเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย และในอดีตเคยเป็นผู้สมัคร ส.ว.และ ส.ส.ขอนแก่น ฉะนั้นจึงถือว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามกลุ่มคนเสื้อแดง จึงไม่มีทางที่จะสนับสนุนทางการเงินได้

บริษัท รปภ."ธรรมนัส" มี "เสธ.คนดัง" ถือหุ้น

 ส่วนนายธรรมนัส หรือ ร.อ.มนัส หรือ "ผู้กองตุ๋ย" ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจหลายแห่ง ที่น่าสนใจเช่น บริษัท ธรรมนัส การ์ด จำกัด ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัย โดยมี "เสธ.คนดัง" เพื่อนร่วมรุ่น ตท.10 ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ถือหุ้นอยู่ในบริษัทดังกล่าวประมาณ 20% จึงทำให้ถูกจับตามองจาก ศอฉ.ในช่วงแรก

 นอกจากนี้นายธรรมนัสยังเป็นหุ้นส่วนในบริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชันแนล จำกัด ประกอบธุรกิจทางด้านกฎหมาย การบัญชี และการบริหารพื้นที่สำหรับให้เช่าซึ่งโด่งดังอย่างมากในกรณี "ตลาดคลองเตย" ที่มีความขัดแย้งระหว่างผู้ค้าสองกลุ่มจนเกิดเหตุรุนแรงอยู่บ่อยครั้ง

 ขณะที่นายสุริยะเคยเป็น รมว.คมนาคม ในสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ และถือเป็นนายทุนรายใหญ่ แต่หลังจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นายสุริยะก็เผชิญกับการตรวจสอบคดีทุจริตหลายคดี เช่น เครื่องตรวจวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ 9000 เป็นต้น ดังนั้นนายสุริยะจึงถูกจับตามองจาก ศอฉ.ว่าอาจเป็นแหล่งพักท่อน้ำเลี้ยง ก่อนจะถูกถอดรายชื่อออกในรอบสุดท้ายในเวลาต่อมา

แฉชื่อโนเนมแกนนำตจว.-ทุนแดง-คนใกล้ชิด

 ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า นอกจากรายชื่อบุคคลสำคัญ และเครือข่ายที่ล้วนเป็นนักการเมือง นักธุรกิจ แกนนำหลักของ นปช. นายทหารตำรวจที่ใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีรายชื่อที่เหลือบางส่วนที่อาจไม่เป็นที่รู้จักของสังคมมากนัก แต่ก็ถูกตั้งข้อสงสัยจาก ศอฉ. เช่น

 นายสมหวัง อัสราษี ซึ่งช่วงระหว่างเดือนกันยายน 2552-พฤษภาคม 2553 มีการทำธุรกรรมทางการเงินกับสถาบันการเงิน มีเงินหมุนเวียนประมาณ 85 ล้านบาท โดยนายสมหวังเป็นเจ้าของบริษัท สแกนเนอร์ อิเลคทริค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้ายี่ห้อ "มิตซูชิต้า" มีผลประกอบการปี 2551 รายได้ 185.5 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 2.8 ล้านบาท และถูกจับตามองว่า เป็นแหล่งทุนสนับสนุน นปช. โดยเจ้าตัวเคยประกาศเป็นกลุ่มทุนสนับสนุนการชุมนุม จึงถูก ศอฉ.ขึ้นบัญชีเป็นธุรกรรมทางการเงินที่ต้องสงสัย

 นางสุกัญญา ประจวบเหมาะ ซึ่งช่วงระหว่างเดือนกันยายน 2552-พฤษภาคม 2553 มีการทำธุรกรรมทางการเงิน โดยมียอดเงินหมุนเวียนประมาณ 24 ล้านบาท ฝากประมาณ 12 ล้านบาท ถอนประมาณ 12 ล้านบาท โดยนางสุกัญญาเป็นผู้ถือหุ้นในธุรกิจในกลุ่มของนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงถูก ศอฉ.จับตามอง และขึ้นบัญชีว่าเป็นธุรกรรมทางการเงินที่ต้องสงสัย

 นางมยุรี เศวตาศัย แกนนำคนเสื้อแดง จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งประกอบธุรกิจร้านอาหาร มีเงินเข้าบัญชีประมาณ 2 ล้านบาท โดยมีการถอนเงินผ่านเอทีเอ็มครั้งละ 1-3 หมื่นบาท รวมแล้วมากถึง 300 กว่าครั้ง ตั้งแต่เดือนกันยายน 2552-เมษายน 2553
เจ้าหน้าที่พท.-เพื่อน"พจมาน"ติดโผด้วย

 นายสาโรจน์ หงษ์ชูเวช รองผู้อำนวยการพรรคเพื่อไทย และกรรมการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย มีการทำธุรกรรมทางการเงินกับสถาบันการเงิน โดยมียอดหมุนเวียนประมาณ 32 ล้านบาท ฝากประมาณ 20 ล้านบาท ถอนประมาณ 12 ล้านบาท

 นางจุฑารัตน์ เมนะเศวต เป็นเพื่อนร่วมรุ่นโรงเรียนเซนต์โยเซฟ คอนแวนต์ ของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภริยาของ พ.ต.ท.ทักษิณ มีการทำธุรกรรมทางการเงิน มียอดเงินหมุนเวียนประมาณ 98 ล้านบาท โดยนางจุฑารัตน์เป็นนักธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องนอนและอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน ทั้งยังเป็นผู้บริจาคให้พรรคเพื่อไทยเป็นจำนวนเงินหลายล้านบาท

ดีเอสไอมุ่ง 28 เม.ย.พิรุธถอนมากผิดปกติ

 นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ระบุว่า หลังจาก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบการประกาศภาวะฉุกเฉิน ลงนามในคำสั่งเรียกบุคคลและนิติบุคคล 83 รายชื่อ เข้าชี้แจงธุรกรรมต้องสงสัย ทางดีเอสไอจะออกหมายเรียกทั้ง 83 รายชื่อเข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษตามวันเวลาที่กำหนด โดยจะจัดเรียงลำดับตามความสำคัญของกลุ่มบุคคล และนิติบุคคลในระดับซีเนียร์ ซึ่งมีวงเงินธุรกรรมต้องสงสัยจำนวนมาก จากนั้นจะทยอยเรียกกลุ่มอดีตนักการเมือง และ ส.ส. ซึ่งมีชื่อเป็นผู้รับโอนเงินทอดสุดท้ายประมาณ 100 ราย

 "เบื้องต้นต้องการให้บุคคลที่มีรายชื่อตามหมายเรียกนำหลักฐานเข้าชี้แจงว่า รับโอนเงินมาจากใคร เป็นการชำระค่าสินค้าหรือบริการประเภทใด ถอนเงินออกจากบัญชีไปใช้จ่ายอย่างไร โดยเฉพาะการถอนเงินจำนวนมาก พร้อมๆ กันในวันที่ 28 เมษายน" นายธาริตกล่าว

 นายธาริตกล่าวอีกว่า หลังจาก ปปง.ส่งเรื่องการทำธุรกรรมของทั้ง 83 รายให้ ศอฉ.แล้ว ความจริงดีเอสไอก็มีอำนาจออกหมายเรียกให้ผู้ต้องสงสัยมาชี้แจงได้ แต่เนื่องจากขณะนี้มี ศอฉ.อยู่ ก็คงต้องให้ ศอฉ.ใช้อำนาจเรียกทั้ง 83 รายมาพบ และชี้แจงต่อพนักงานสอบสวน โดยดีเอสไอจะออกมาหมายเรียกไปพร้อมกันด้วย คาดว่าขั้นตอนการชี้แจงธุรกรรมของทั้ง 83 รายชื่อ น่าจะใช้เวลาประมาณ 60 วัน

เผย"บิ๊กลอต"มีทั้งบริษัท-เครือข่ายชินคอร์ป

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มบุคคล และนิติบุคคลระดับซีเนียร์ดังกล่าวหมายถึงกลุ่มที่ทำธุรกรรมในหลักพันล้านบาทขึ้นไป หรือเป็นกลุ่มที่เป็นต้นทางการปล่อยเงิน รวมถึงกลุ่มที่มีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงกับตระกูลชินวัตร

 โดยแบ่งเป็นนิติบุคคลรูปแบบบริษัท เช่น บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มีเงินหมุนเวียน 4,690 ล้านบาท บริษัท เวิร์ธซัพพลายส์ จำกัด มีเงินหมุนเวียน 11,911 ล้านบาท บริษัท บี.บี.ดี. ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด มีเงินหมุนเวียน 15,633 ล้านบาท บริษัท บี.บี.ดี. พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด มียอดเงินหมุนเวียน 11,221 ล้านบาท บริษัท ประไหมสุหรี พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด มีเงินหมุนเวียน 3,600 ล้านบาท บริษัท พี.ที.คอร์เปอเรชั่น จำกัด มีเงินหมุนเวียน 22,403 ล้านบาท บริษัท เอส ซี เค เอสเตท จำกัด มีเงินหมุนเวียน 15,467 ล้านบาท บริษัท เอส ซี ออฟฟิซ ปาร์ค จำกัด มีเงินหมุนเวียน 17,403 ล้านบาท บริษัท โอเอไอ แมเนจเม้นท์ จำกัด มียอดเงินหมุนเวียน 14,714 ล้านบาท

 ส่วนกลุ่มบุคคลระดับซีเนียร์ เช่น คุณหญิงพจมาน ชินวัตร หรือดามาพงศ์ หรือ ณ ป้อมเพชร มีเงินหมุนเวียน 57 ล้านบาท นายพานทองแท้ ชินวัตร มีเงินหมุนเวียน 4,248 ล้านบาท น.ส.พินทองทา ชินวัตร มีเงินหมุนเวียน 7,630 ล้านบาท นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ มีเงินหมุนเวียน 5,454 ล้านบาท (เฉพาะวันที่ 28 เมษายน ถอน 4,564 ล้านบาท) นางกาญจนาภา หงษ์เหิน มีเงินหมุนเวียน 409 ล้านบาท

เล็งเรียก"โอ๊ค-เอม"เครือชินฯสอบกลุ่มแรก

 มีรายงานว่า ผู้ต้องสงสัยกลุ่มแรกที่ดีเอสไอจะเรียกมาชี้แจงการทำธุรกรรมทางการเงิน คือกลุ่มครอบครัว และเครือญาติของ พ.ต.ท.ทักษิณ เช่น คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร นายพานทองแท้ ชินวัตร น.ส.พินทองทา ชินวัตร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นางเยาวเรศ ชินวัตร นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร เป็นต้น โดยจุดสำคัญที่จะสอบมากที่สุด คือ การทำธุรกรรมสูงผิดปกติในวันที่ 28 เมษายน

ครอบครัว"แม้ว"ถอนวันเดียวหมื่นกว่าล้าน

 นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเส้นทางการเงินต้องสงสัยว่าจะเป็นท่อน้ำเลี้ยงของกลุ่มคนเสื้อแดงว่า คณะทำงานของพรรคได้ศึกษามาตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา พบว่าจุดสำคัญคือการถอนเงินจากบัญชีเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2553 โดยกลุ่มคนในครอบครัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ จำนวน 11,395 ล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับแหล่งเงินต้นทางของเงินที่เข้าสู่บัญชีเครือข่ายตามที่ ปปง.ได้สอบสวนหรือไม่ ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นข้อมูลที่สำคัญในการประกอบเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับเหตุความวุ่นวายทางการเมือง

"นพดล"ยันครอบครัวแม้วแจงที่มาเงินได้

 นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึงกรณีที่ดีเอสไอจะเรียก 83 บุคคลให้มารายงานธุรกรรมการเงินต้องสงสัย โดยมีรายงานว่าจะเรียกสมาชิกในครอบครัว พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าชี้แจงเป็นกลุ่มแรกว่า ถือเป็นกระบวนการของรัฐบาลที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ทำหลักๆ คือ กู้หนี้-บี้ทักษิณ เรื่องนี้ถือเป็นจิ๊กซอว์หนึ่งเพื่อเอาผิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว รวมทั้งพรรคพวกอย่างไม่ลดละ ซึ่งจะส่งผลให้การปรองดอง สมานฉันท์สำเร็จได้ยาก หนำซ้ำจะยิ่งสร้างความแตกร้าวให้เพิ่มมากขึ้น

 "อยากวิงวอนรัฐบาลให้ปรับเปลี่ยนท่าที ยุติการไล่ล่าหันหน้ามาพูดคุยกันดีกว่า ต้องยอมรับว่าคนรัก พ.ต.ท.ทักษิณก็มีอยู่ไม่น้อย วันนี้รัฐบาลอาจจะชนะศึก แต่อาจไม่ชนะสงคราม ชาติจะเดินไปไม่ได้เลยหากคนส่วนหนึ่งถูกไล่บี้ ไล่ล่าจนถึงที่สุด" นายนพดลกล่าว

 นายนพดลกล่าวอีกว่า การดำเนินธุรกรรมของคนในครอบครัวชินวัตรสามารถตรวจสอบได้อยู่แล้ว ที่มีการถอนเงินไป ก็เพื่อไปใช้หนี้ นำไปลงทุน ทั้งนี้ ภายหลังการยึดอำนาจ หลายบริษัทได้รับผลกระทบจากการยึดทรัพย์ อายัดทรัพย์ ประสบภาวะลำบากมาหลายปี แต่ในแง่ธุรกิจมันต้องเดินต่อไป และภายหลังการตัดสินคดียึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ คนในครอบครัวก็คงต้องนำเงินไปลงทุน หาอะไรทำบ้าง มั่นใจว่าทุกคนชี้แจงที่มาที่ไปของเงินได้ไม่มีปัญหา ไม่มีการถอนเงินไปจ้างม็อบ หรือจ้างคนเสื้อแดงแน่นอน