
จวกรัฐสลายชุมนุมไร้หลักสากลสั่งฆ่าปชช.
วงสัมมนา มธ.โศกนาฏกรรมจากราชดำเนินสู่ราชประสงค์จวกรัฐสลายชุมนุม ไร้หลักสากล สั่งฆ่าประชาชน ใช้วาทะกรรมก่อการร้าย -อาวุธสงคราม - ใช้ พ.ร.ก.ปิดกั้นสื่อ สร้างความชอบธรรมให้รัฐบาล อัดมาร์คเป็นโมฆะบุรุษ
(19มิ.ย.) เวลา 09.30 น. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , ศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และมูลนิธิศักยภาพชุมชน จัดการอภิปรายทางวิชาการในหัวข้อ " โศกนาฏกรรมจากราชดำเนินสู่ราชประสงค์" โดยมีนักวิชาการ นักสิทธิมนุษยชน และองค์กรภาคประชาชนเข้าร่วมเสวนากันอย่างคับคั่ง
นายเกษม เพ็ญภินันท์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในหัวข้อบทวิเคราะห์ปฏิบัติการทหารว่า ตนขอเรียกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 10 เมษายน ที่บริเวณสี่แยกคอกวัวว่า "การสลายการชุมนุม" ส่วนเหตุการณ์ในวันที่ 19 พฤษภาคม ขอเรียกว่า "การล้อมปราบของเจ้าหน้าที่" เนื่องจากวิธีการดำเนินการของทหารถือเป็นการทำลายสิทธิทางการเมืองของผู้ชุมนุม ที่สามารถชุมนุมเรียกร้องตามรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งตนขอตั้งคำถามกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า วิธีการสลายการชุมนุมดำเนินการตามหลักสากลหรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมา พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. ได้พยายามแถลงข่าวและย้ำเสมอว่า ได้ดำเนินการตามหลักสากล แต่ความเป็นจริงเจ้าหน้าที่ไม่ได้ดำเนินการเช่นนั้น เพราะมีการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทหารและอาวุธสงครามในการล้อมปราบประชาชน ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้มาตรการดำเนินการถึงขั้นนั้น
"ส่วนฝ่ายเจ้าหน้าที่อ้างว่า กลุ่มผู้ชุมนุม นปช.มีอาวุธนั้น ตามหลักสากลเจ้าหน้าที่สามารถใช้อาวุธป้องกันตัวได้ แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถใช้อาวุธมาฆ่าประชาชน นอกจากนี้การที่รัฐบาลอ้างว่า ผู้ชุมนุม นปช.มีกลุ่มผู้ก่อการร้ายแทรกซึมอยู่ด้วยนั้น ขอตั้งข้อสังเกตว่า ถ้ามีผู้ก่อการร้ายในกลุ่มผู้ชุมนุมจริง เหตุใดเจ้าหน้าที่ฝ่ายข่าวกรอง จึงไม่ทราบข่าวดังกล่าวมาก่อน เพื่อจะได้หามาตรการป้องกันหรือกันบุคคลกลุ่มดังกล่าวออกจากผู้ชุมนุม ซึ่งการปฏิบัติของรัฐบาลเช่นนี้ เพื่อต้องการผลักให้คนอีกลุ่มหนึ่งที่มีความเห็นไม่ตรงกับรัฐบาลเป็นจำเลยของสังคม" นายเกษม กล่าว
น.ส.ขวัญระวี วังอุดม นักสันติวิธี กล่าวในหัวข้อการสลายการชุมนุมกับมาตรฐานสากลว่า การใช้กำลังเจ้าหน้าที่ในการสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ถือว่า ดำเนินการหลักสากลตามกฎบันได 7 ขั้น แต่การดำเนินการของเจ้าหน้าที่กลับได้ปฏิบัติงานที่เกินกว่าเหตุ อาทิ ใช้กระสุนจริงยิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุม ทั้งที่ตามหลักสากลเจ้าหน้าที่จะต้องใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้า เพื่อเตือนผู้ชุมนุมเท่านั้น รวมทั้งยังมีการใช้กระสุนยางยิงเข้าใส่ผู้ชุมนุม ทำให้ผู้ชุมนุมบางส่วนถูกยิงได้รับบาดเจ็บตามจุดสำคัญต่างๆ ซึ่งถือเป็นหลักการดำเนินการที่ไม่ถูกต้อง นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังใช้กำลังที่เกินขอบเขต เนื่องจากมีผู้สื่อข่าวต่างประเทศและหน่วยอาสากู้ภัยถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ซึ่งกระสุนมาจากฝั่งทหาร การกระทำดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตามการกระทำของเจ้าหน้าที่ในเหตุการณ์ต่างๆ ชี้ให้เห็นได้ว่า เจ้าหน้าที่มีความตั้งใจที่จะกระทำเกินกว่าเหตุกับผู้ชุมนุม ซึ่งมีสาเหตุมาจากเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในพื้นที่อยู่ในสภาวะกดดัน
น.ส.กฤตยา อาชวนิชกุล ศูนย์สิทธิมนุษยชน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในหัวข้อค้นหาความหมายจากการบาดเจ็บล้มตาย ว่า เหตุการณ์ชุมนุมของคนเสื้อแดงมีผู้เสียชีวิต 90 คน แยกเป็นผู้หญิง 4 คน ชาย 86 คน ในจำนวนนี้มีเจ้าหน้าที่ 10 คน โดยสาเหตุส่วนใหญ่มาจากการถูกยิงบริเวณศรีษะ โดยใช้อาวุธสงครามหรือที่แพทย์ให้ความเห็นว่า ถูกกระสุนความเร็วสูง ต่อมาได้มีการชันสูตรศพ ซึ่ง 1 ใน 3 ของผู้เสียชีวิตไม่มีการชันสูตรศพทั้งที่ถือว่า การชันสูตรศพเป็นหลักฐานสำคัญในการพิสูจน์สาเหตุการเสียชีวิต และยังมีข่าวที่ออกมาสร้างความสับสน ทำให้ญาติผู้เสียชีวิตบางรายได้มีการแย้งผลการขันสูตรศพ
"กรณีของน้องเกดที่ถูกยิงที่วัดปทุมวนาราม ซึ่ง พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการนิติวิทยาศาสตร์ บอกว่า มีกระสุนค้างที่ตัวของน้องเกด แต่ภายหลังฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ออกมาว่า ไม่มี ซึ่งสรุปได้ว่า การชันสูตรศพของรัฐบาลไม่มีความชัดเจน สะท้อนให้เห็นว่า เป็นการอำพรางอำมหิต" น.ส.กฤตยา กล่าว
น.ส.กฤตยา กล่าวว่า หลังวันที่ 10 เมษายน รัฐบาลได้กล่าววาทะกรรม คำว่า "ก่อการร้าย" ขึ้น กับกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง หากเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้มีการใช้คำว่า "ผู้ก่อความไม่สงบ" เท่านั้น ซึ่งรัฐบาลก็ติดใจใช้คำนี้มาโดยตลอด เป็นการสร้างความสกปรกให้สะอาด สร้างความชอบธรรมให้รัฐบาล แล้วสร้างความอัปลักษณ์ให้กับคนเสื้อแดง โดยรัฐบาลใช้อำนาจอำมหิตจัดการในสิ่งที่รัฐบาลเห็นว่า เป็นสิ่งสกปรก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าผิดหวัง ตนมองว่า ประชาชนสามารถที่จะเกลียดรัฐบาล แต่รัฐบาลไม่มีสิทธิเกลียดประชาชน ไม่มีอำนาจสั่งฆ่าประชาชน
"นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เคยพูดกับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ต่อเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 ว่า นายสมชาย เป็นคนหรือไม่ แต่ดิฉันจะไม่ถามว่า นายอภิสิทธ์เป็นคนหรือไม่ เพราะรู้ว่า เป็นคนอยู่แล้ว นอกจากนี้ในสมัยนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ได้อภิปรายโจมตีนายบรรหาร ตอนหนึ่งนายอภิสิทธิ์ กล่าวหานายบรรหารว่า เป็นโมฆะบุรุษ แต่กับเหตุการณ์นี้มีการสั่งสลายการชุมนุมทำให้คนเสียชีวิตจำนวนมาก แต่นายอภิสิทธิ์ยังอยู่ในอำนาจ นายอภิสิทธิ์จึงเป็นโมฆะบุรุษ และรัฐบาลชุดนี้ก็เป็นโมฆะรัฐบาล" น.ส.กฤตยา กล่าว
นายศราวุฒิ ประทุมราช นักวิชาการอิสระด้านสิทธิมนุษยชน กล่าวในหัวข้อปฏิบัติการต่อผู้ถูกจับกุมและมาตรการคุกคามอื่นๆ ภายใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉินว่า ที่ผ่านมาการควบคุมผู้ชุมนุมกลุ่ม นปช. เจ้าหน้าที่ได้ใช้วิธีการรุนแรง อาทิ มัดมือไพล่หลัง จับให้นอนคว่ำและมัดมือมัดเท้า ผูกตาและทำร้ายร่างกายขณะจับกุม รวมถึงจับกุมพระภิกษุสงฆ์มัดมือและเท้า ซึ่งถือว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะความผิดในเรื่องการฝ่าฝืนข้อห้ามการชุมนุมเป็นความผิดทางการเมือง ดังนั้นการที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติเช่นนั้น จึงถือเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และผิดหลักมนุษยชน
นายศราวุฒิ กล่าวว่า การที่ภาครัฐเริ่มใช้การข่มขู่คุกคามพลเมืองของตัวเองอย่างกว้างขวาง ย่อมแสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นคงในรัฐและยังแสดงให้เห็นถึงความไม่ชอบธรรมในการปกครองที่เริ่มเสื่อมและถอยหลัง ส่วนการที่เจ้าหน้าที่เรียกตัวผู้ชุมนุมไปอบรมหรือสอบสวน รวมไปถึงพยายามลิดรอนสิทธิเสรีภาพ การซ้อมในเรือนจำ การคุกคามครอบครัวของแกนนำผู้ชุมนุมและการจับกุมแบบเหวี่ยงแห ถือเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ
นายจักรกริช สังขมณี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในหัวข้อปฏิบัติการโฆษณาชวนเชื่อของ ศอฉ.ว่า การแถลงข่าวของ ศอฉ.ถือเป็นการนำเสนอที่เข้าข่ายโฆษณาชวนเชื่อ ที่ไม่เป็นการนำเสนอข้อเท็จจริง เพื่อให้ประชาชนเกิดความศรัทธาในรัฐบาลและต้องการให้เข้าใจสถานการณ์เพียงด้านเดียว และพยายามเสนอภาพที่ต้องการทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวและเกลียดชังผู้ชุมนุม รวมทั้งเหตุการณ์ความรุนแรงก็ยังไม่ได้มีการพิสูจน์และหาข้อสรุปอย่างเป็นทางการ
นายจักรกริช กล่าวต่อว่า สำหรับเทคนิคที่ ศอฉ.ใช้ในการโฆษณาชวนเชื่อ ประกอบด้วย การเลือกโจมตีที่ตัวบุคคล การใช้คำวลีประโยคที่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามน่ากลัวและน่ารังเกียจ การตัดต่อภาพและการอ้างอิงคำพูดนอกบริบท การพูดความจริงเพียงแค่บางส่วน การเบี่ยงเบนความสนใจออกจากประเด็นหลัก การปิดกั้นสื่ออื่นๆ และการสร้างความนิยมในบุคลิกของตัวผู้โฆษณาชวนเชื่อ เช่น การเสนอภาพความคลั่งไคล้ อาทิ เสธ.ไก่อู ในฐานะผู้ก่อการรัก
น.ส.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ นักวิชาการอิสระด้านสื่อสารมวลชน กล่าวในหัวข้อ การใช้สื่อเพื่อสร้างความชอบธรรมว่า รัฐบาลได้ใช้อำนาจ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร และ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อปิดกั้นควบคุมสื่อ ข้อมูลข่าวสาร และการแสดงออกทางการเมืองเพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมืองให้กับรัฐบาลและกองทัพในการสลายการชุมนุม โดยออกอากาศคำสั่งและประกาศของ ศอ.รส.และศอฉ.ในลักษณะรวมการเฉพาะกิจ เซ็นเซอร์สื่อท้องถิ่น เช่น วิทยุชุมชน เคเบิลทีวี จับกุมแกนนำ สั่งปิด 36 เว็ปไซต์ ที่มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่อาจส่งผลต่อความมั่นคง แทรกแซงสื่อกระแสหลัก ระงับรายการหรือคอลัมน์ หรือตัวนักข่าว ระงับการเสนอภาพลบของปฏิบัติการทหาร เช่น ภาพทหารประทับเล็งปืน ใช้ถ้อยคำ วาทกรรม เช่น การขอคืนพื้นที่ การกระชับวงล้อม การข่มขู่คุกคามสร้างความหวาดกลัวต่อสื่อมวลชน ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้มีนักข่าวบาดเจ็บและเสียชีวิต รวม 9 คน คำถามคือ เหตุใดสื่อมวลชนจึงตกเป็นเป้าหมายของการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ รัฐบาลต้องตอบคำถามกับสังคมและผู้เสียหาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการอภิปราย กลุ่มมูลนิธิปอเต็กตึ๊ง ได้นำภาพเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่อาสาถูกยิงเสียชีวิตบริเวณหน้าวัดปทุมวนาราม โดยเฉพาะภาพของ”น้องเกด”ที่ถูกยิงเสียชีวิต รวมถึงภาพของเจ้าหน้าที่อาสาถูกยิงเสียชีวิตที่บริเวณบ่อนไก่ที่ในมือมีธงสภากาชาด พร้อมกันนี้ได้มีการเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 19 มิ.ย.และยืนยันว่า ที่ไปช่วยไม่มีสีเสื้อ



