ข่าว

เรียนรู้...และรู้ที่จะเรียน

เรียนรู้...และรู้ที่จะเรียน

20 มิ.ย. 2553

กลางสัปดาห์ที่แล้ว ดิฉันได้รับเชิญจากห้องสมุดมารวย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้ไปเป็นผู้ดำเนินรายการสัมภาษณ์ คุณปรีดา เตียสุวรรณ์ ประธานกรรมการ บริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ จำกัด (มหาชน) ซึ่งจริงๆ แล้ว

 หัวข้อการสนทนาจะเน้นหนักไปทางด้านความสำเร็จของบริษัท แพรนด้า ที่ก่อตั้งมาถึง 37 ปี และทุกวันนี้สามารถกระจายสินค้าเครื่องประดับอัญมณีของไทยไปสร้างชื่อเสียงไกลถึงทั่วโลก
แต่การสนทนาระหว่างบรรทัด ระหว่างประโยคและคำพูดของคุณปรีดา ทำให้ดิฉันจำขึ้นใจจนต้องนำมาฝากแฟน “วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” เพราะหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คงจะเป็นประโยชน์ในการสร้างแรงบันดาลใจให้คนที่กำลังต้องการ

ด้วยความมุ่งมั่นจากวลีเดียวที่คุณปรีดาใช้เป็นแรงขับเคลื่อนเมื่อตัดสินใจเลิกธุรกิจเครื่องถม เครื่องเขิน แล้วหันมาทำธุรกิจเครื่องประดับอย่างเดียวกัน นั่นคือ “โลกเป็นของเรา”

ความสำเร็จของแพรนด้า จิวเวลรี่ ในวันนี้ กับการขยายทั้งฐานการผลิตและการจำหน่ายไปในหลายๆ ประเทศทั่วโลก เป็นบทพิสูจน์ความสำเร็จแนวคิด “โลกเป็นของเรา” ของคุณปรีดาได้เป็นอย่างดี แต่ไม่ใช่ว่า ความสำเร็จจะมาถึงง่ายๆ เพราะการเริ่มต้นก้าวแรก ต้องใช้อะไรหลายๆ อย่าง

เพราะการยอมทิ้งธุรกิจอื่นที่เป็นฐานเดิมไปสู่ธุรกิจใหม่ ถูกกลั่นกรองจากงานวิเคราะห์วิจัยที่ชี้ชัดให้เห็นถึงโอกาสการเติบโตของธุรกิจเครื่องประดับอัญมณีในตลาดโลก แต่นั่นก็ไม่ใช่ทั้งหมดที่จะนำมาซึ่งความสำเร็จ

 “ถ้ามัวแต่วิเคราะห์จนรู้ข้อมูลทั้งหมด มองเห็นโอกาสชัดเจนแบบ 100% รับรองว่า คุณไม่มีวันที่จะลงทุนทำธุรกิจได้ทัน เพราะกว่าจะได้อะไร 100% มันก็เลยจุดนั้นไปหมดแล้ว ดังนั้น วิเคราะห์เพื่อให้เห็นทิศทางแค่ 60% ส่วนที่เหลืออีก 40% คุณต้องอาศัยอย่างอื่น”

 “อย่างอื่น” ที่คุณปรีดาพูดถึง นั่นคือ มูลค่าเพิ่มที่สะสมอยู่ในตัวเอง ทั้งจากการเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด รวมทั้งการประสบการณ์ที่สั่งสม เมื่อผนวกรวมกับการวิเคราะห์วิจัยและการรวบรวมข้อมูล จะสามารถผลักดันให้ก้าวแรกของการลงทุน ก้าวแรกของการทำธุรกิจ เป็นไปได้อย่างมั่นใจ

 และที่สำคัญคือ เมื่อคิดจะทำอะไรแล้วไม่ต้องกลัว “ผิด” เพราะสิ่งที่ “ผิดที่สุด” คือ การที่คุณไม่ยอมลงมือทำอะไรเลย

 ในโลกของการลงทุนเรื่องเงินๆ ทองๆ ก็สามารถนำวิธีการคิดของคุณปรีดามาใช้เป็นแนวทางได้ค่ะ เพราะการลงทุนล้วนต้องใช้การวิเคราะห์ การประเมินสถานการณ์ และที่สำคัญการลงทุนหรือการบริหารเงินของแต่ละคนก็ล้วนมี “สไตล์” ที่ไม่เหมือนกัน เรียกว่าต้องใช้ทั้งข้างนอกคือ ข้อมูล การวิเคราะห์ และต้องใช้ทั้งข้างใน คือ ประสบการณ์ ความชอบ การยอมรับความเสี่ยง นำมาจัดส่วนผสม จัดสำรับ ออกมาเป็นรูปแบบของแต่ละคน

 แต่ที่อาจจะต้องเพิ่มเติมเข้าไปอีกสำหรับการลงทุน นั่นคือ ต้องปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในแต่ละช่วงเวลา ไม่ใช่จัดสำรับแบบไหนก็แบบนั้นไปตลอด เพราะแต่ละช่วง ปัจจัยแวดล้อมก็ต่างกัน การสลับสับเปลี่ยนการลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ก็ทำให้ได้รับสารอาหารที่เพิ่มขึ้น

ใครที่สงสัยว่า แล้วช่วงเวลาแบบนี้ จะจัดสำรับแบบไหนอย่างไร ลองไปดู 60% จากการวิเคราะห์โดยผู้รู้ค่ะ ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ดิฉันมีโอกาสสัมภาษณ์ ดร.ศุภกร สุนทรกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) เกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งท่านก็ประเมินให้ฟังถึงสถานการณ์นอกบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจโลก รวมถึงเศรษฐกิจยุโรปที่กังวลว่าจะลุกลามบานปลายใหญ่โต แต่ ดร.ศุภกร มองในมุมกลับ และคิดว่าปัญหาทุกอย่างที่จะถูกจำกัดวง รวมทั้งคลี่คลายไปในทางที่ดี

ดังนั้น น้ำหนักการลงทุนในตอนนี้ จึงสนับสนุนให้ผู้ที่สนใจลงทุนขยับขยายออกไปนอกบ้านมากขึ้น นั่นก็คือ การลงทุนในต่างประเทศ รวมถึงยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้น เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน

ไม่ทราบว่า เป็นเรื่องบังเอิญหรืออย่างไร เพราะหลังจากคุยกับ ดร.ศุภกรได้ไม่กี่วัน ก็มีคนคอนเฟิร์มแนวคิดนี้ให้แน่นปึ้กขึ้นไปอีก เมื่อ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) โดยคุณสานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล นักวิเคราะห์กองทุนรวม แนะนำให้กระจายลงทุนไปในตลาดต่างประเทศมากขึ้นเช่นกัน โดยพอร์ตการลงทุนที่แนะนำนั้น ให้ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง 70% และสินทรัพย์เสี่ยง 30%

สำหรับการลงทุนในตลาดต่างประเทศ สามารถลงทุนได้ทั้งหุ้นตลาดเกิดใหม่และเอเชีย รวมทั้งทองคำและน้ำมัน เพราะยังมีแนวโน้มที่ราคาจะปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากการกลับเข้ามาลงทุนของนักลงทุน แต่ให้หลีกเลี่ยงการลงทุนในตลาดยุโรป เพราะปัญหาหนี้ในยุโรป ยังไม่น่าจะจบ

ถึงแม้ว่า ทั้งสองท่านจะประเมินและแนะนำคล้ายๆ กัน แต่ต้องไม่ลืมนะคะว่า นั่นเป็น 60% ที่เราได้ข้อมูลจากภายนอก คือ การวิเคราะห์ของคนที่อยู่ในวงการ แต่จะตัดสินใจอย่างไรนั้น ต้องอาศัย 40% ที่อยู่ข้างในตัวเราเอง จะชอบหรือไม่ชอบ จะสนใจหรือไม่สนใจ หรือที่ผ่านมาเรามีประสบการณ์ลงทุนกับสินทรัพย์เหล่านี้อย่างไร ต้องใช้ “ของสะสม” ในร่างกายมาทำให้เกิดประโยชน์

ขอปิดท้ายที่คำถามสุดท้าย ซึ่งดิฉันถามประธานกรรมการ แพรนด้า จิวเวลรี่ (เพราะมีคนเคยถามมาเหมือนกัน) ว่าคนเราต้องเรียนรู้จนถึงเมื่อไหร่ คุณปรีดามองหน้าดิฉันนิ่งๆ คงเพราะท่านไม่คิดว่าจะถามหรืออย่างไรไม่ทราบ ก่อนจะตอบว่า วันที่คุณหยุดเรียนรู้ ก็คือ วันที่คุณหยุดลมหายใจ

เราเรียนรู้ได้ทั้งชีวิตจริงๆ ค่ะ

ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]