
อภิสิทธิ์ลั่นประเทศไทยยังต้อนรับนักลงทุนต่างประเทศ
"นายกฯ"ลั่นประเทศไทยยังต้อนรับนักลงทุนตป. มั่นใจเศรษฐกิจไทยจะถึง 4.5 - 5.5 % แต่ยังหวังใจอยากให็โตถึง 6 %
(18มิ.ย.) เมื่อเวลา 12. 3 0 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางมายังห้องแกรนด์ไดมอน บอลรูม อิมแพค คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ (ฮอลล์ 9) อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อกล่าวสุนทรพจน์ในงานสัมมนาเรื่อง "นายกรัฐมนตรีพบนักลงทุน" จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ( BOI ) กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งมีนักลงทุนกว่า 1,300 คนทั้งไทยและต่างประเทศมาร่วมรับฟัง
นายกฯ กล่าวสุนทรพจน์ว่า ตนขอถือโอกาสนี้แสดงขอบคุณนักลงทุนทุกชาติ เพราะ 2-3 เดือนที่ผ่านมาประเทศไทยประสบปัญหาการเมือง และท่านได้เห็นและแสดงความเป็นห่วง พร้อมกับมอบความปรารถนาดีกับสถานการณ์ของไทย ตนขอบคุณความห่วงใย และย้ำว่ารัฐบาลไทยขอให้ความเชื่อมั่นว่าเราจะให้ความปลอดภัยกับนักลงทุนต่างชาติในประเทศไทยและชาวต่างชาติ และตนขอย้ำว่าประเทศไทยต้องก้าวไปข้างหน้า เพราะถึงเวลาแล้วที่คนไทยต้องหล่อหลอมด้วยการร่วมกันปฏิรูปประเทศไทย ปกป้องถาบันหลักของชาติ , ลดความเหลื่อมล้ำ-ความไม่ยุติธรรม ,ให้มีการหาจุดยืนหาข้อเท็จจริงทางการเมือง และนำเข้าสู่กระบวนการทางการเมืองที่มีประชาธิปไตย มีความโปร่งใส ทั้งนี้ตนทราบดีว่ามีความท้าทายอย่างยิ่งในเรื่องนี้ แต่เป้าหมายของความสมานฉันท์จะสำเร็จลุล่วงไม่ได้ เพราะทำเพียงลำพังรัฐบาลฝ่ายเดียวไม่ได้ต้องมีความร่วมมือจากทุกท่าน สำหรับตนจะทำให้ดีที่สุดในการรับฟังแนวความคิดเห็นเพื่อให้ก้าวข้ามและสร้างอนาคตใหม่ให้ประเทศไทย
“ นี่คือเวลาสำหรับประเทศไทยในการสร้างบ้านใหม่ ขอให้คนไทยหล่อหลอมใจให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ที่คนไทยทุกคนมีส่วนร่วมในประเทศ โดยแผนปรองดอง 5 ข้อ ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมได้รวมทั้งหุ้นส่วนจากต่างประเทศด้วย ทั้งนี้หลายภาคส่วนได้เดินหน้าไปแล้ว และผมได้รับความสนับสนนุจากภาคธุรกิจโดยตรงจากหลายส่วน และทุกหน่วยงานได้ให้ความมั่นใจว่าจะให้ความช่วยเหลือและสนับสนุน ซึ่งหลายหัวข้อที่ผมกล่าวมานั้นต้องการการสนับสนุนจากสภาหอการค้าต่างประเทศด้วย รวมถึงประชาชนคนไทยที่จะทำให้ก้าวไปสู่ข้างหน้าด้วยกันเพื่อให้บรรลุภารกิจ”นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวว่า นักลงทุนคงได้เห็นว่าภายหลังการยุติการชุมนุมแล้วกิจกรรมหลายอย่างมีการจัดขึ้นให้ทุกคนมีส่วนร่วมทุกท่านคงได้เห็นความพยายามของทุกหน่วยงานภายหลังการชุมนุมไม่กี่วัน ได้เห็นความตั้งใจของทุกคนในการฟื้นฟูประเทศให้กลับมาปกติ ซึ่งตนขอขอบคุณความพยายามทุกฝ่ายที่ช่วยกันแก้ไขให้เป็นประเทศไทยที่ทุกท่านได้รับทราบและเคยเห็นมาก่อนนั้นมีความเข้มแข็งในการนำสู่ความปรองดอง
นายกฯ กล่าวอีกว่า ขระนี้ทุกอย่างยังไม่ปกติเพราะยังมีการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แต่เพื่อให้เห็นว่าสถานการณ์ทุกอย่างยังเดินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดังจะเห็นได้ว่าพรก.ฉุกเฉินไมได้เบียดเบียนสิทธิเสรีภาพในการลงทุนของต่างชาติเลยแม้แต่น้อย ไม่มีการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และเราก็ทำทุกอย่างด้วยความโปร่งใส ชอบธรรม ให้ธุรกิจดำเนินกิจกรรมสอดคล้องให้เป็นปกติ
“ ผมขอย้ำอีกครั้งว่าทุกอย่างจะทำด้วยความโปร่งใส จะมีการสอบสวนจากคณะกรรมการที่จัดตั้งเป็นพิเศษ และมีอดีตอัยการสูงสุดมาร่วมในการพิจารณาครั้งนี้ เพราะความโปร่งใสเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญ นอกจากนี้องค์ประกอบอื่นของแผนปรองดองกก็กำลังก้าวไปข้างหน้าด้วยดี คณะกรรมการปฏิรูปประเทศกำลังเดินหน้า และเมื่อสักครู่ผมได้พบนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกฯ ท่านก็ตอบรับที่จะร่วมทำงานแล้ว และนอกจากนั้นจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน”นายกฯ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับด้านเศรษฐกิจนั้น เมื่อรัฐบาลนี้เข้ามาเศรษฐกิจโลกตกต่ำจนมีหลายคนบอกว่าเศรษฐกิจนั้นทรุดตัวแน่นอน แต่เมื่อรัฐบาลเข้ามาในไตรมาสแรก เราได้เห็นการติดลบจนทำให้นักลงทุนประเมินว่าเศรษฐกิจไม่ดีแน่นอน แต่ตนได้ให้ความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น และ 1 ปีที่ผ่านมาได้เห็นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจร้อยละ 12 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบ 15 ปี และยิ่งกว่านั้นการขยายฐานการลงทุน การส่งออกเติบโตอย่างเข็งแรงถึงร้อยละ 32 ภาคการท่องเที่ยวขยายตัวร้อยละ 30 ภาคการบริโภคในประเทศและประชาชน-เอกชนก็ปรับตัวสูงขึ้น และแม้มีความเสี่ยงจากสถานการณ์ทางการเมืองและปัจจัยภายนอกอย่างกรณีของยุโรป แต่หวังว่าเศรษฐกิจจะโตถึงร้อยละ 4.5 –5.5 แต่ตนอยากให้เป็นร้อยละ 6 สำหรับปีนี้
นายกฯ กล่าวถึงตัวเลขเศรษฐกิจด้านอื่นๆอีก อาทิ ตัวเลขการบริโภคครัวเรือน กรณีที่สภาผู้แทนฯรับหลักการร่างพรบ.งบประมาณปี 54 ส่วนแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เดิมจะมีการกู้เงินมาแก้ไขการขาดดุลนั้นเป็นการยืนยันว่าเศรษฐกิจของไทยมีความเข้มแข้ง เพราะเราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกู้ในส่วนที่สองอีก 4 แสนล้านบาทแล้ว
นายกฯ กล่าวต่อไปว่า มั่นใจว่าเราสามารถนำมาตรการการลงทุนต่างๆมาสู่ความเป็นจริงได้ ทั้งด้านขนส่ง อุตสาหกรรมและด้านต่างๆ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้การช่วยเหลือจากภายนอกหรือเงินกู้ ตนคิดว่เศรษฐกิจของไทยจะเดินไปข้างหน้า เพราะหลังการชุมนุมเราจบลง เราก็ยังเปิดกว้างให้กับทุกท่าน เพราะประเทศไทยนอกจากจะเป็นประเทศที่ค่าแรงต่ำแล้ว ก็แรงงานที่ยังมีคุณภาพ มีศักยภาพสูง มีความยุติธรมกับนักลงทุนทุกคนอีกด้วย ดังนั้นเมื่อมีข้อมูลทางเศรษฐกิจแล้ว นักลงทุนจะเห็นว่าประเทศไทยเหมาะกับการลงทุน แม้มีความท้าทายแต่ก็มีเสนอการลงทุนเข้ามาที่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะประเทศไทยเปิดกว้างต่อการแข่งขันในเวทีโลก จึงหวังว่าท่านจะมีบทบาทและตั้งใจในการเลือกประเทศไทยในการดำเนินธุรกิจในภูมิภาคนี้ด้วย”นายกฯ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะเข้ามาสานประเด็นที่เกี่ยวข้องต่อไป เช่น มาบตาพุด ที่จะแก้ปัญหาให้ทุกน่วยงาน ด้วยความโปร่งใสในการให้ความช่วยเหลือและจะนำทุกอย่างกลับมาสู่แนวทางเช่นเดิม โดยประเทศไทยจะก้าวไปข้างหน้า เพราะประเทศไทยเราได้รับการทดสอบแล้ว และจะก้าวข้ามความแตกแยก จะทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่น เพราะเมื่อตนไปมองรอบๆห้องได้เห็นความเชื่อมั่น เห็นมิตรภาพที่ดี จึงหวังว่าจะทุกท่านมีการสนับสนุนในการลงทุน เพราะประเทศไทยยังเป็นประเทศสำหรับการลงทุน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นนายกฯได้เปิดโอกาสให้นักลงทุนได้ซักถาม โดยมีคำถามหนึ่งจากเลขาธิการคณะกรรมการการาไทย-อินเดียว กล่าวว่า นักลงทุนอินเดียหลายคนเข้ามารับฟังการประชุมที่นี่ และเรามั่นใจว่าการนำของท่านจะช่วยให้ประเทศก้าวผ่านวิกฤติครั้งนี้ได้ เพราะตนอยู่ประเทศไทยมากว่า 20 ปี ไม่สงสัยเลยว่าประเทศไทยจะมีปัญหา เพราะประเทศไทยเปิดโอกาสให้ทุกประเทศเข้ามาลงทุน
“ ผมเห็นนายกฯหลายคนโตจากช็อคโกแลตแล้วไปสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศ แต่ผมเห็นนายกฯทำงานกับท่านเลขาฯบีโอไอ และผมได้เห็นพัฒนาของท่านจากวันนั้นถึงวันนี้ที่เป็นนักการเมืองที่ประสบความสำเร็จ เป็นฝ่ายค้านที่ดี ท่านเคยกล่าวกับหอการค้าไทยอินเดียในอดีตว่าท่านจะช่วยสนับสนุนเรา และผมหวังว่าสิ่งที่เคยกล่าวนั้นจะประสบผลในวันนี้ แต่การจะนำ เศรษฐกิจไปวันข้างหน้าได้นั้น ควรมองภาคอุตสาหกรรมทั้งเล็กและใหญ่ และคิดว่าประเทศไทยควรจะมองอุตสาหกรรมเป็นเรื่องหลัก จึงขอเสนอให้มีการเพิ่มรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม”นายกฯ กล่าว
จากนั้นนายกฯ ได้ตอบคำถามทันทีว่า ตนไม่แน่ใจเรื่องเพิ่มตำแหน่งรมว.อุตสาหกรรม แต่ตนเชื่อมั่นว่านายชัยวุฒิ บรรรวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรมคนใหม่ จะมีบทบาทและให้บริการนักลงทุนด้วยความห่วงใย และรมว.อุตฯก็มีหน้าที่มากกว่าแต่ก่อน อย่าง เช่นกรณีของมาบตาพุด
จากนั้นประธานบริษัท ไอดีเอส ประเทศไทย ถามถึงการเปิดเสรีโทรคมนาคม ประเทศไทยจะก้าวข้ามสู่การทำระบบ 3G และขยายเครือข่ายอย่างไร ซึ่งนายกฯ กล่าวว่า ปัญหาพื้นฐานที่ประสบอยู่ในเรื่องของโทรคมนาคมและการสื่อสาร ซึ่งเรามีรัฐวิสาหกิจใหญ่สองแห่ง แต่ทั้งนี้มีปัญหาในเรื่องของกระบวนการสื่อสารที่มีการดำเนินการของหน่วยงานในรัฐบาลที่แล้ว ทั้งนี้เราควรจะต้องมีการปรับแก้นโยบายและระเบียบต่างๆให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ โดยตนมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีทีกำลังศึกษาความเป็นไปได้
จากนั้นมีนักลงทุนถามถึงเรื่องปฏิรูปข้าราชการตำรวจว่า ตำรวจนั้นได้รับผลกระทบอย่างมากจากเหตุการณ์ปี 2551 เมื่อตำรวจถูกเรียกร้องให้สลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯที่รัฐสภา ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นตำรวจได้รับการพิจารณาจากปปช. กลายเป็นปัญหาสำหรับตำรวจและประชาชนหลายคนที่ไม่มั่นใจการปฏิบัติการของตำรวจ โดยเฉพาะในการสลายการชุมนุม
ทั้งนี้นายกฯ กล่าวว่า ตนอยากให้ความเชื่อมั่นกับประชาชนว่ามาตรการทุกอย่างจะถูกนำมาใช้ และกาลเวลาจะนำความเชื่อมั่นกลับมาว่าตำรวจจะทำหน้าที่ แต่ทั้งนี้เราก็ทำดีที่สุดแล้วในการแก้ไขปัญหา



