
อภิสิทธิ์สั่งสังคายนาข้อมูลพื้นที่ป่าไม้ห่วงกลายเป็นปมขัดแย้ง
นายกฯ สั่งสังคายนาข้อมูลพื้นที่ป่าไม้ ห่วงกลายเป็นปมขัดแย้งลุกลามการเมืองและความมั่นคง "สุวิทย์" ฟุ้งโครงการสำรวจแนวเขตที่ดินทั่วประเทศ 2,254 ล้านสร้างคลังข้อมูลเทียบเท่า "กูเกิ้ล"หน่วยราชการ ประชาชนสามารถเข้าดูตรวจสอบก่อนซื้อที่ดิน พร้อมขึ้นบัญชีจำแนกท
(18มิ.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประ ธานพิธีเปิดการประชุมสัมมนาโครงการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ของประเทศ เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลแนวเขตที่ดินของรัฐประเภทป่าไม้ จัดโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ทุกคนที่ทำงานด้านนี้ ที่สัมผัสกับประชาชน ทราบดีว่าปัญหาที่ทำกินและป่าไม้เป็นปัญหาละเอียดอ่อนเป็นปมขัดแย้งในหลายพื้นที่ เป็นปัญหาที่สะสมมานาน ทั้งนี้ ไม่มีสภาผู้แทนราษฎรยุคไหนไม่หยิบเรื่องนี้มาถกเถียงและแก้ไขปัญหา ซึ่งจะอยู่ในประเด็นเดิมๆ ป่ารุกคน คนรุกป่า ป่าจะอยู่กับคนได้หรือไม่ จะนำกฎหมายฉบับใดมาบังคับใช้ แต่ที่ต้องย้ำคือปัจจุบันปัญหาทวีความรุนแรงขึ้น เพราะการเติบโตของสังคม เศรษฐกิจ ประชากรเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทุกคนมีความคาดหวังของประชาชนที่ต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีจึงมีความต้องการให้ตอบสนองด้วยการบริหารทรัพยากรธรรมชาติ
นายกรัฐมนตรี กล่าว ว่า ขณะเดียวกันประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่มีความท้าทายด้านอาหารและพลังงานซึ่งหนีไม่พ้นเรื่องของที่ดิน หากไม่ใช้ทรัพยากรอย่างสมดุลกระบวนการแก้ไขจะขาดความยั่งยืนและปัญหาจะเข้าขั้นวิกฤต ดังจะเห็นจากปัญหาสภาวะโลกร้อน ความแปรปรวนของภูมิอากาศ จากการทำลายป่าไม้และต้นน้ำ โดยเฉพาะวิกฤตน้ำปริมาณน้ำในเขื่อนเหลือต่ำสุดเมื่อเทียบปี 2535-2537 ทำให้การบริหารจัดการยากลำบาก
นายอภิสิทธ์ กล่าวอีกว่า นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้มาปรึกษาหารือและเห็นพ้องกันว่า ถ้าปล่อยวิธีการแก้ไขปัญหาที่บางส่วนยังมองมิติเดียว เช่น การจัดที่ทำกิน การอนุรักษ์ป่าไม้ การดูแลสิ่งแวดล้อมในภาพรวมเชื่อว่าจะไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลง และไม่มีคำตอบที่ยั่งยืนได้ เพราะความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาทำให้ชุมชนขยายตัวแบบไม่ธรรมชาติที่จะมีกลุ่มใหม่ๆ บุกรุกเข้าไป แต่กว่าจะพิสูจน์ว่าใครอยู่ก่อนหลังเวลาที่ทอดไปก็มีกลุ่มใหม่เข้าไปก็เป็นปัญหาอีก
“ ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อจะเป็นปัญหาที่นำมาสู่การเรียกร้องการชุมนุม กลายเป็นเงื่อนไขประเด็นของความขัดแย้งที่จะกระทบการเมือง และความมั่นคงได้ ดังนั้น เรื่องนี้เป็นจุดหนึ่งที่ถูกหยิบยกมาเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมอยู่ในแผนปรองดองด้วย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องหากระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่ายในการหาข้อเท็จจริงเพื่อความยั่งยืน แต่กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ก็ไม่ช่วยให้ปัญหาจบได้ เพราะหากขีดเส้นแล้วพบว่ามีการใช้ประโยชน์เกินความเป็นจริงก็ต้องเป็นเรื่องของนโยบายในการหาทางออกที่เหมาะสมต่อไป ซึ่งล่าสุดรัฐบาลกำลังจะมีเรื่องของโฉนดชุมชนเข้ามาแก้ปัญหาด้วย ” นายกรัฐมนตรี กล่าว
ด้านนายสุวิทย์ กล่าวว่า ปัญหาเรื่องการจัดการที่ดินเป็นปัญหาเรื้อรังมานับ 100 ปี ซึ่งนำมาสู่ความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งมีแนวโน้มจะรุนแรงมากขึ้น โดยเห็นได้จากปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่า เพื่อเปิดพื้นที่ทำกินทั่วประเทศ ทั้งจากประชาชนและคนรวย จนนำไปสู่การบรรจุให้เป็นเรื่องหนึ่งในแผนปรองดองของนายกรัฐมนตรี โดยเรื่องนี้รัฐบาลได้ขอใช้งบจากกองทุนสิ่งแวดล้อม จำนวน 2,254 ล้านบาท โดยมีกำหนดแล้วเสร็จภายใน 2 ปีหรือพ.ศ. 2555 เป้าหมายเพื่อพิสูจน์แนวเขตป่าครอบคลุมพื้นที่ป่าอนุรักษ์ของทส.ทั้งหมด กรมที่ดิน ที่ราชพัสดุ ของกรมธนารักษ์ พื้นที่นิคมสร้างตน รวมทั้งพื้นที่ สปก . โดยใช้วิธีการนำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศตั้งแต่ พ . ศ . 2495 จนถึงช่วงปี 2542 รวม 5 ชั้นปี มาแสกนและจัดทำแผนที่ความละเอียดขนาด 1 : 4,000 และจะรวบรวมจัดทำในรูปแบบฐานข้อมูลเป็นดิจิตอลไฟล์ ลักษณะเดียวกับกูเกิ้ล ที่หน่วยราชการ ประชาชน สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ เนื่องจากจะจำแนกชัดว่าที่ดินทั่วประเทศมีเท่าไร จุดใดที่ไม่อยู่ในเขตป่า
นายสุวิทย์ กล่าวอีกว่า เมื่อจำแนกแนวเขตที่ดินแล้วเสร็จจึงจะเห็นภาพรวม ก่อนที่จะตัดสินใจในเชิงนโยบายเพื่อแก้ปัญหา เพราะขณะนี้ยังถกเถียงกันว่าขณะนี้คนหรือป่าอยู่ในพื้นที่มาก่อน เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์นี้จะชี้ชัดและยุติปัญหาได้ โดยไม่มีข้อถกเถียง ซึ่งตั้งเป้าว่าการพิสูจน์สิทธิ์พื้นที่ทับซ้อนจากมติ ครม . 30 มิ . ย . 41 ที่ค้างคามากว่า 10 จะแล้วเสร็จภายใน 1 ปี ซึ่งจะทำให้ทราบว่าพื้นที่ใดคนอยู่มาก่อนการประกาศพื้นที่อนุรักษ์ และหากอยู่แล้วไม่สร้างปัญหาให้เกิดผลกระทบกับสภาพแวดล้อมก็ให้อยู่ต่อไปได้ แต่ถ้าพื้นที่ใดมีความอ่อนไหวและสิ่งแวดล้อมถูกทำลายมากก็ต้องอพยพลงมา และจัดสรรที่อยู่ให้ใหม่ พร้อมกันนี้จะนำข้อมูลที่ได้จัดทำเป็นบัญชีที่ดินที่อยู่ในความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงานทั่วประเทศ
“ ที่ผ่านมารัฐบาลชุดก่อนๆ เคยทำโครงการสำรวจแนวเขตและฐานข้อมูลทรัพยากรที่ดินของรัฐ (รีเชฟ) มาแล้ว แต่กลายเป็นการนิรโทษกรรมและส่งเสริมให้นายทุนได้ประโยชน์จากโครงการ เพราะหลักหมุดสามารถเคลื่อนย้ายได้ อย่างเช่นเวลามีการตัดถนนก็มีการเคลื่อนย้ายหลักหมุดแล้วตัดถนนผ่านหน้าตาเฉย เนื่องจากโครงการไม่ได้มุ่งตรวจสอบว่าใครอยู่มาก่อน ” นายสุวิทย์ กล่าว
นายสุวิทย์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการตรวจสอบโดยใช้แผนที่ดิจิตอลใน 198 จุด 30 จังหวัด ที่มีปัญหาการบุกรุก แล้วเสร็จพร้อมกับนำเสนอให้นายกฯ ทราบคือกรณีของพื้นที่ป่าสนวัดจันทร์ อ . กัลยาณิวัฒนา จ . เชียงใหม่ พบว่าพื้นที่ดังกล่าวชาวปกากญออยู่ในพื้นที่นี้มาก่อน โดยได้มีการนำใบ ส . ค . 1 มาแสดง จำนวน 361 ราย และอยู่ระหว่างกระบวนการพิสูจน์สิทธิ์ ซึ่งหากพิจารณาว่าอยู่มาก่อนประกาศพื้นที่อนุรักษ์ก็ต้องได้สิทธิ์ออกฉโนด ตามประมวลกฎหมายที่ดิน นอกจากนี้กำลังตรวจสอบการบุกรุกป่าพรุควนเคร็ง จ . นครศรีธรรมราช เนื่องจากมีการอ้างว่าเป็นพื้นที่ สปก . และเข้าไปบุกรุกเผาเอาที่ โดยตนได้สั่งการไปยังจังหวัด และกรมอุทยาน แห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช รวมทั้งประสานไปยังกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เข้าไปแก้ปัญหาแล้ว ทั้งนี้หากพบว่าเป็นพื้นที่บุกรุกทำสวนปาล์มน้ำมัน หรือสวนยาง ให้เจ้าหน้าที่เข้าฟันทิ้งได้ทันที และนายทุนต้องเสียค่าปรับตามกฎหมายด้วย เพื่อไม่ให้เกิดกรณีเช่นนี้ขึ้นอีก
ด้าน นายอุดม จันทร์สุข ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ของประเทศ ทส. กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทอีเอสอาร์ไอ ประเทศไทย ซึ่ง เป็นที่ปรึกษาโครงการนี้ มีการเบิกจ่ายเงินรวม 2 งวดจำนวน 200 กว่าล้านบาท สำหรับนำไปจัดซื้ออุปกรณ์การพิมพ์ และการตั้งศูนย์สารสนเทศที่ชั้น 4 อาคารทส.รวมทั้งการเตรียมสแกนภาพถ่ายทางอากาศ ที่ได้รับความร่วมมือจากกรมแผนที่ทหารรวมทั้งสิ้น 1.8 แสนภาพจาก 5 ชั้นปีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2495 ถึง 2542 เพื่อทำเป็นแผนที่ออร์โธสีความละเอียด ขนาด 1 ต่อ 4 , 000 สำหรับเป็นคลังข้อมูลครอบคลุมในป่าอนุรักษ์ของกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมทั้งที่ดินของกรมธนารักษ์ กรมที่ดิน นิคม ที่ราชพัสดุ ส.ป.ก. เป็นต้น ทั้งนี้หลังจากเปิดตัวโครงการและรับมอบนโยบายจากนายกรัฐมนตรีแล้ว เตรียมจะทำรายงานความคืบหน้าเข้าเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนมิ.ย.นี้
“ยอมรับว่าโครงการนี้ต้องใช้เงินสูงมาก ประกอบกับใช้เงินจากกองทุนสิ่งแวดล้อม ทำให้ในการเข้าชี้แจงงบประมาณกับคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณางบ จึงมีการสอบถามรายละเอียดค่อนข้างมาก แต่ทส.ยืนยันว่าเป็นโครงการที่เกิดประโยชน์จริงๆ เพราะจะแก้ปัญหาที่ดินในอนาคต ซึ่งภาพที่ออกมาจะชัดเจนว่าแนวป่าอยู่ตรงไหนบ้าง อยู่ในเขตหรือนอก และแนวกันชน ข้อมูลจะนำมาช่วยในพิสูจน์สิทธิ์ ที่บุกรุกจะอยู่ในเขต"



